คุยในย่าน กะดีจีน-คลองสาน : เพราะย่านคือผลรวมของความหลากหลาย และเมืองที่เดินได้ทำให้ชุมชนมีชีวิต

กะดีจีน-คลองสาน : เพราะย่านคือผลรวมของความหลากหลาย และเมืองที่เดินได้ทำให้ชุมชนมีชีวิต

              เมื่อเอ่ยถึงย่าน ‘คลองสาน’ ภาพคุ้นตาของใครหลายคนย่อมเป็นความหลากหลายของกลุ่มคนในพื้นที่ ไล่มาตั้งแต่คนไทยเชื้อสายจีน พุทธ คริสต์ และอิสลาม นำมาซึ่งการรวมกลุ่มกันเป็นประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน เพื่อการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งต้นแบบชุมชนเข้มแข็งที่ใครๆ ต่างก็พากันมาศึกษาดูงาน

 

              นอกจากจะรุ่มรวยไปด้วยวัตถุดิบทางวัฒนธรรม คลองสานยังมีลักษณะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ชาวย่านต่างก็ยกให้เป็นพื้นที่แห่งความร่มรื่นย์ในดวงใจ ด้วยตรอกซอกซอยที่มีบ้านแถวเรียงราย ชุมชนร่วมแรงร่วมใจ และมีต้นไม้แซมอยู่ในทุกตารางเมตรของพื้นที่สาธารณะ เมื่อคลองสานเกิดการจากผลรวมของความหลากหลาย เราขอชวนคุณมาสำรวจว่าอะไรคือเบื้องหลังของการประกอบสร้างย่านให้แข็งแกร่งเช่นนี้ 

 

 

หลากหลายจึงเข้มแข็ง

             คลองสานในอดีตคือย่านท่าน้ำที่มีอู่เรือเรียงราย นั่นจึงทำให้คลองสานกลายเป็นฮับของการขนส่งสินค้าทางเรือและเป็นพื้นที่รองรับการเดินทางมาถึงของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และคณะเดินทางจากชนชาติต่างๆ จนประกอบรวมเป็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ในย่าน แต่ความแตกต่างกลับไม่ใช่ปัญหาในการอยู่ร่วมกัน นั่นเพราะคลองสานที่การผสมที่กลมกลืนกันจนยากจะแบ่งเขาแบ่งเรา

 

“ผมจะบอกว่า การอยู่ร่วมกันไม่ใช่ประเด็น การยอมรับกันก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะเราอยู่กันมาแบบนี้ตั้งนานจนยากจะแยกแล้ว ผมเป็นมุสลิม เมื่อก่อนคุณตาผมเช่าตึกอยู่ชั้นสอง แล้วชั้นล่างเป็นร้านค้าของคนจีน ดังนั้นถามว่าอยู่ด้วยกันไหม ก็อยู่ด้วยกัน เราสามารถยอมรับความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม ย่านนี้เป็นหนึ่งย่านที่พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรม”

 

ระบิล พรพัฒน์กุล ชาวมุสลิมในชุมชนมัสยิดเซฟี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของย่าน ค่อยๆ ไล่เรียงความเป็นมาของกะดีจีน-คลองสาน ว่าเดิมทีแล้วคลองสานไม่ใช่ย่านท่องเที่ยว แต่เป็นย่านที่อยู่อาศัย แต่ด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรม สินค้า และวิถีชีวิตต่างๆ จึงรวมกันเป็น ‘ของดี’ ที่ดึงดูดให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมเยียนย่านไม่ขาดสาย

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, กำลังนั่ง และข้อความ

 

“กะดีจีน-คลองสาน เป็นย่านที่มีชีวิตอยู่ มันไม่ใช่ชุมชนตาย ผมคิดว่าเราต้องมองเรื่องของ ‘ชีวิต’ เป็นหลักเลย ชุมชนที่มีชีวิต มีการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าตลอดเวลา มันจึงไม่ตาย พื้นฐานของการพัฒนาอยู่ที่ไหน หนึ่งคือความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งที่นี่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี สองคือมันต้องมีศักยภาพพื้นฐานของชุมชนบางอย่าง อย่างเช่นที่นี่มีแหล่งเรียนรู้ต่างๆ มีอาหารเฉพาะตัว มีวัตถุดิบที่เป็นต้นทุนสำคัญ การพัฒนาจึงย่อมจะเกิดขึ้น และสามที่เราต้องช่วยกันทำต่อคือเรื่องของอนาคต จะปลูกฝังคนรุ่นใหม่ในย่านต่อไปได้อย่างไร ถ้าเขารักถิ่น ศักยภาพพวกนี้ของชุมชนก็จะไปต่อได้อีกยาว”

 

ระบิลยังชวนตั้งคำถามทิ้งท้ายอีกว่า โชคดีอย่างหนึ่งของชุมชนกะดีจีน-คลองสาน อาจจะเป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นตรอกซอกซอยที่ถนนใหญ่เข้าไม่ถึง ทำให้ส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ก็ด้วยการเดินหรือปั่นจักรยานเท่านั้น และนั่นจึงทำให้การพัฒนาย่านเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวย่านที่คุ้นหน้าคุ้นหาจากการเดินผ่านหน้าบ้านกันไปมานั่นเอง

 

 

เดิน ’อ่าน’ ย่าน

 

              เช่นเดียวกับที่ระบิลกล่าวไปในข้างต้น เอกลักษณ์หนึ่งของย่านกะดีจีน-คลองสาน คือการเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่ตั้งอยู่ติดหรือใกล้เคียงกัน เชื่อมโยงผ่านเส้นทางขนาดกะทัดรัดของซอยเล็กซอยน้อยต่างๆ ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านส่วนใหญ่ใช้การ ‘เดิน’ เพื่อเชื่อมต่อชีวิตเข้ากับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปจับจ่ายสินค้าที่ตลาด ร้านรวงข้างทาง เดินเพื่อไปทำกิจกรรม หรือเดินไปทำงาน

 

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยืน และสถานที่กลางแจ้ง

 

“ด้วยความที่ชุมชนคลองสานเป็นชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัยแบบที่ถนนเข้าไม่ค่อยถึง ทำให้ตัวทางเดินเท้ามันโอเค เรียบ กว้าง เหมาะแก่การเดิน เอาง่ายๆ ว่าคลองสานมันเป็นพื้นที่ที่คุณสามารถเดินด้วยรองเท้าแตะได้สบายๆ ถ้าเป็นที่อื่นเดินต้องใส่รองเท้าผ้าใบแล้ว เพราะว่ามันจะเจ็บเท้า แต่ที่นี่ยังใส่รองเท้าแตะเดินได้สบายๆ”

 

นักเดินผู้ทำสถิติเดินวันละไม่ต่ำกว่า 10,000 ก้าว อย่าง นวนนท์ วัฒนอริยกิจ ผู้อาศัยอยู่ในชุมชนคลองสานสะท้อนประสบการณ์เดินเท้าในย่านพร้อมเสริมว่า มาตรวัดการเดินได้เดินดีสำหรับเขาคือ การที่สามารถใส่รองเท้าแตะแล้วเดินไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย แถมยังไม่ต้องกังวลกับอันตรายบนท้องถนน ซึ่งย่านกะดีจีน-คลองสานกลายเป็นย่านที่ตอบโจทย์เรื่องทางเท้าในฝันของเขา

 

“การที่คุณเดินแปลว่าคุณจะผ่านร้านค้าต่างๆ ตามรายทาง คุณจะผ่านร้านอาแปะที่ยังขายน้ำเก๊กฮวยแก้วละ 5 บาท มีโอกาสแวะชิม พูดคุย การเดินมันทำให้คนในย่านหรือคนนอกย่านปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น การเดินมันทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทุกที่”

 

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, ข้อความ

จากการเดินตามคุณยายไปตลาดแถวท่าดินแดง กลายมาเป็นความชอบเดินที่ทำให้นวนนท์กลายเป็นประหนึ่งนักสำรวจชุมชนคลองสานและอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันนวนนท์ใช้การเดินเพื่อไปทำงานซึ่งอยู่ในละแวกบ้านเขา เดินไปทำกิจกรรมแถวบ้าน เรียกได้ว่าขอแค่นัดวันเวลากับสถานที่มาชัดๆ ชายหนุ่มสามารถพาตัวเองไปตรงเวลานัดด้วยการเดินเท้า

 

นวนนท์ยังเสริมว่า นอกจากย่านคลองสานจะมีทางเท้าที่ดีติดอันดับหนึ่งสำหรับเขาแล้ว การเดินในย่านยังช่วยให้เขาคงปฏิสัมพันธ์กับชาวชุมชนได้เป็นอย่างดี เพราะการเดินคือการที่เขาสามารถนำพาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืนและเป็นกันเองมากที่สุด

 

 

คลองสาน ย่านท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมเดินเท้า

 

              สำหรับการจะซอกแซกตรอกซอยในย่านกะดีจีน-คลองสาน ที่มีขนาดถนนไม่กว้างมากนัก การเดินจึงเป็นวิธีการเดียวที่ทำเราได้เข้าไปถึงความเป็น ‘ชุมชน’ ได้อย่างใกล้ชิด เหมือนเช่นที่คุณรุจิราภรณ์ หวั่งหลี แห่ง ล้ง 1919 บอกกับเราว่า

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, ข้อความ

 

“คลองสานเป็นเมืองมีเสน่ห์ที่ต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปสัมผัส ทั้งรอยยิ้ม อาหาร บ้านเรือน ที่สำคัญคือความมีน้ำใจของผู้คน ที่ทำให้เส้นทางในย่านนี้แตกต่างไม่เหมือนใคร”

 

คุณรุจิราภรณ์ยังเสริมว่า ไม่เพียงแต่การเดินจะเป็นการพาตัวเราเข้าไปใกล้ชิดกับชาวชุมชนเท่านั้น แต่การเดินยังเป็นเครื่องมือในการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปสู่เขตชุมชน เพราะการเดินหมายถึงการพาตัวเราเข้าไปยังพื้นที่ทุกส่วนของย่าน ได้แวะซื้อสินค้าตามร้านรวงรายทาง ซึ่งจะยิ่งเป็นการช่วยให้ร้านค้ารายเล็กรายน้อยอยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้น การเดินยังช่วยให้สุขภาพของผู้เดินดีขึ้นผ่านการได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายอีกด้วย

 

หากอยากเช็คให้แน่ใจว่าย่านคลองสานเป็นเมืองเดินได้เดินดีที่แวดล้อมไปด้วยวัฒนธรรมอันหลากหลายจริงหรือไม่ ทางเดินเท้าจะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงและเชื่อมต่อคนกับเมืองรวมถึงย่านที่พวกเขาอยู่อาศัยได้อย่างไรบ้าง ขอเชิญมาร่วมติดตามการเปลี่ยนแปลงเมืองที่สนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการเดินเท้าไปกับเรา โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี

 

เรื่องและภาพ : นลินี ฐิตะวรรณ