คุยในย่าน อารีย์ - ประดิพัทธ์ : 'ก้าวย่าง' ของอารีย์-ประดิพัทธ์ ผ่านฟันเฟืองใหม่ๆ ของพื้นที่

 

'ก้าวย่าง' ของอารีย์-ประดิพัทธ์ ผ่านฟันเฟืองใหม่ๆ ของพื้นที่

 

           ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ คือพื้นที่ภายใต้การดูแลของเขตพญาไทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้คนหน้าใหม่เดินทางเข้ามาสู่พื้นที่ในย่านเหล่านี้ เป็นเหมือนแม่น้ำหลายสายที่ได้เข้ามาบรรจบกัน ณ ถนนสายหลักอย่างถนนพหลโยธิน

 

          ความเจริญอย่างรวดเร็วนั้นได้เดินมาเคาะประตูบ้านของผู้อยู่อาศัยเดิม ทำให้อารีย์-ประดิพัทธ์ มีเอกลักษณ์ของพื้นที่คือการผสมผสานระหว่างความเก่ากับความใหม่ จากพื้นที่ชุมชนที่เป็น 'บ้าน' หลายๆ ส่วนในย่านนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่กำลังเติบโตและขยายออกมาจากดาวน์ทาวน์ของกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ร้านค้าขายของชำ แผงหนังสือ ร้านตัดผม ที่เปิดกันมาหลายสิบปี ก็ยังคงหยัดยืนอยู่คู่อารีย์ใน พ.ศ. นี้

 

          การมาถึงของการพัฒนาและเหล่าคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนความหมายและบรรยากาศของย่านอารีย์-ประดิพัทธ์จากเดิม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอารีย์-ประดิพัทธ์กำลังเติบโตอย่างไร้ทิศทาง เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในพื้นที่ เต็มไปด้วยคนตัวเล็กๆ หลายคน ที่ช่วยกันเป็น 'แรง’ ในการพัฒนาให้ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ เติบโตไปอย่างถูกทิศ เราจึงได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นฟันเฟืองใหม่ๆ เหล่านั้น เพื่อทำความรู้จักกับอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้มากขึ้นผ่านการ 'ก้าวเดิน' ของพวกเขา

 

          โดยเฉพาะในเรื่องของการสัญจร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ควรได้รับการแก้ไข ด้วยโครงสร้างของย่านแต่เดิมที่ไม่ได้มีความพร้อมในการต้อนรับผู้อยู่อาศัย มากมายนัก อย่างตัวอย่างเช่น อารีย์ซึ่งเป็นถนน 4 เลน คับแคบ และไม่มีที่จอดรถ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จึงได้ริเริ่มโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเดิน จึงได้เข้ามามีบทบาทในหลายๆ พื้นที่ รวมถึงพื้นที่แห่งนี้

 

 

 

เจษฏ์ บุญเรืองรอด

 

สมาชิกกลุ่มพาไท

 

บริษัทพาไทรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ เรียกกันว่ากลุ่ม 'พาไท' ซึ่งเป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม Spark กับ ชอพ. (ชมรมอนุรักษ์พญาไท) ที่ดำเนินงานต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์มาเป็นเวลานานแล้ว โดยพวกเขามีเป้าหมายคือการทำให้พื้นที่ในเขตพญาไท เป็นพื้นที่ 'Happy City’ ซึ่งจะเอื้อให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนี้ดีขึ้นทัดเทียมนานาประเทศ

 

         

 

 à¹ƒà¸™à¸ à¸²à¸žà¸­à¸²à¸ˆà¸ˆà¸°à¸¡à¸µ 1 คน, ข้อความ

 

 

 

          เจษฏ์ - เจษฏ์ บุญเรืองรอด สมาชิกของกลุ่ม ได้มาพูดคุยกับเราถึงวิสัยทัศน์ของกลุ่มเอง และ การเข้ามาร่วมงานกับศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ในโครงการ 'เมืองเดินได้-เมืองเดินดี' ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุน สสส.

 

          “ในการทำโครงการเมืองเดินได้ร่วมกับ UddC มันเกิดจากการที่เราทำโครงการ Happy City เพื่อพัฒนาย่านชุมชนในเขตพญาไท ซึ่งเรามีความคิดเห็นตรงกันอย่างนึงว่า มันมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนคนธรรมอย่างเรา จะสามารถร่วมกันลงขันความคิดเพื่อสร้างแผนแม่บทในการพัฒนาเมืองที่ดี เพื่อตัวของพวกเราเองได้”

 

          อย่างที่กล่าวในข้างต้น ในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ เต็มไปด้วยกลุ่มคนต่างๆ ที่ช่วยกันเป็นแรงผลักดัน 'เมือง' ให้เติบโตได้อย่างมีแบบแผน กลุ่มพาไท ก็เช่นกัน การจับมือกับ UddC เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานที่เขาหวังจะพัฒนาย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ และย่านต่างๆ ในเขตพญาไท ให้เจริญขึ้น โดยพาไทได้มองตัวเองเป็นศูนย์กลางของข้อมูลในพื้นที่ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ และเป็นเหมือนสื่อกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับโครงการที่เข้ามาช่วยกันพัฒนาเมือง

 

          "เราไม่ได้มีนัยทางการเมืองเลย เรามีนัยเดียวเลยคือการที่เรามาอยู่ร่วมกัน มีแผ่นดินเดียวกัน พึ่งพาทรัพยากรจากที่เดียวกัน เราจึงควรมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลและใช้ทรัพยากรเหล่านั้น"

 

          เมื่อพูดถึงเมือง เราก็ควรพูดถึงเรื่องของระบบการคมนาคมและการสัญจร ในตรงนี้เองที่การเดินได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเมืองจาก 'ฐานราก' ทั้งรากในเชิงปัจเจกบุคคล คือเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพจิต และรากของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

 

          "หนึ่งคือมันทำให้มนุษย์ทำเดินมีสุขภาพที่ดี สองคือเมื่อเกิดการเดิน เมืองก็จะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนในพื้นที่ เกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เราไม่จำเป็นจะต้องใช้ระบบขนส่งแบบ door to door อย่างตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสมอไป มันอาจจะมีเป็นรถประจำทาง ในย่านนั้นๆ ซึ่งเดินอีกนิดหน่อยก็จะถึงจุดหมาย แล้วจุดนี้มันจะช่วยให้ทุกๆ อย่างสะดวกมากขึ้น"

 

          “จากงานวิจัยของแพทย์พบว่าคนเราควรเดินอย่างน้อยวันละ 1 หมื่นก้าว ขณะเดียวกัน เมืองที่ดีก็ควรมีความคล่องตัวในการสัญจร และมันไม่ควรเรียกร้องอะไรจากเราเยอะ หมายความว่าเราควรมีตัวเลือกหลายรูปแบบในการไปถึงจุดหมาย นั่นคือจุดร่วมของเมืองที่มีคุณภาพ"

 

          นอกจากนี้เจษฏ์ยังเคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่เรียกว่า Perfect Land หรือเมืองที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมในสหรัฐอเมริกาณ ที่นั้น เขาได้เห็น 'ตัวอย่าง' ของการออกแบบเมือง ทำให้เจษฏ์ เห็นความเป็นไปได้ และระบบที่ใช้งานได้จริง ทว่าการนำมาใช้กับเมืองในประเทศไทยนั้น จำเป็นจะต้องปรับเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตด้วย

 

          "จากการที่ผมเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ และทำงานออกแบบ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเดินทางบ่อยครั้ง ผมเคยไปอยู่ในเมืองที่เรียกได้ว่าเป็น Perfect Land ของสรัฐอเมริกา คือเมือง Orange County ซึ่งมันทำให้เราเห็นเลยว่าเมืองที่มันมีระบบการจัดการที่ดี มันเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกัน บางอย่างก็อาจจะไม่ใช่วิถีที่คนไทยอย่างเราจะชอบนัก แน่นอน เขามีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ ซึ่งเราก็สามารถที่จะยึดหลักการบางอย่างจากตะวันตก แต่ก็จะต้องมาปรับให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเราด้วย"

 

          "ใครๆ ก็ทราบว่าอุปสรรคในการเดินของบ้านเราคืออะไร อย่างหลักๆ ก็คงเป็นเรื่องของอากาศร้อน เราจึงตั้งเป้าไว้ในอนาคตเลยว่าเมื่อเดินเข้ามาในย่านอารีย์แล้วอุณหภูมิจะต่ำกว่าภายนอกอย่างน้อย 4 องศา ซึ่งสามารถเกิดจากต้นไม้ น้ำ และการเลิกใช้พื้นถนนที่กักเก็บความร้อน และรถยนต์ที่ใช้ในย่านนี้ก็ควรเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด"

 

          "เราอยากให้พื้นที่ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์เป็นเหมือนกับ 'Sand Box’ ของประเทศ ในความหมายที่ว่าเป็นพื้นที่ในการทดลองสิ่งต่างๆ ที่กฎหมายอาจจะยังไม่ได้อนุญาต เช่น การให้รถบางประเภทวิ่งได้บทถนน แต่ก็ยกเว้นไว้ให้กับพื้นที่นี้ เป้าหมายคือถ้ามันทำให้เมืองเราดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็ควรที่จะทำ ข้าราชการทุกคนเข้าใจเรื่องนี้หมด ถ้าเรื่องไหนไม่เหนือบ่ากว่าแรง เขาก็อาจจะขยิบตาให้ข้างนึง"

 

 

 

 

ทรรณ ธารธารินทร์

 

เจ้าของร้าน Coffee No.9

 

ฟังจากด้านของคนทำงานด้านความเป็นอยู่ของเมืองและวิสัยทัศน์ของโครงการในภาพรวมแล้ว เราก็อยากพาผู้อ่านไปฟังจากด้านของผู้ประกอบการ และผู้อยู่อาศัยดูบ้าง ว่าการเดินจะได้ หรือจะดี อย่างไรบ้าง

 

          ต้น - ทรรณ ธารธารินทร์ เจ้าของร้านกาแฟ Coffee No.9 ที่ตั้งอยู่ในอารีย์ซอย 1 ถึง 2 สาขา นอกจากการที่เขาหลงใหลในการดื่ม การดม และการชงกาแฟแล้ว เขายังเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก จากการจัดอับดับของหลายๆ สำนัก

 

          เราเริ่มคุยจากการที่ถามเขาว่าย่านอารีย์-ประดิพัทธ์มีเสน่ห์อย่างไร ทำไมคนๆ หนึ่งที่เคยอยู่ในเมืองอย่างเมลเบิร์นถึงเลือกที่จะตั้งร้านกาแฟในถนนสายนี้

 

          "เราว่าเสน่ห์ของย่านแถบนี้คือการที่มันเป็นส่วนผสมระหว่างชุมชนเก่ากับชุมชนใหม่ เราจะเห็นร้านชิค คูล ที่ตั้งอยู่เคียงข้างกับบาร์เบอร์รุ่นคุณปู่ ถัดมาอีกห้องก็เป็นร้านอัดรูปที่เปิดมาหลายสิบปีแล้ว มันมีความหลากหลายที่ซ่อนอยู่ในนั้น และผู้คนดูเป็นมิตร เหมือนเป็นพี่ป้าน้าอากันหมด"

 

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

 

 

 

          "นอกจากนี้เราชอบแถวนี้ก็เพราะมันมีชีวิตชีวา มีความเป็นชุมชน มีตลาด มีรถไฟฟ้าผ่าน ต่างจากย่านในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในที่จะมีแต่ห้าง ที่นี่มันมีตั้งแต่ตลาดสดไปจนถึงตลาดติดแอร์ และคนที่นี่ยังไม่แออัดหรือเละเทะแบบโซนสุขุมวิท"

 

          ในฐานะที่ต้นเคยไปอยู่ในพื้นที่อย่างเมลเบิร์น เขามองว่าพื้นที่ในอารีย์ มีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปเป็นเมืองที่เดินได้ แต่นั่นก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ โดยมีแกนกลางเป็นคนในชุมชน และเหล่าผู้เริ่มต้น ที่จะสร้างบริบทให้พื้นที่แห่งนี้เริ่ม 'ก้าว’ ไปข้างหน้า

 

          "อารีย์ในซอย 1 กับ 2 เราเชื่อว่ามันเดินได้จริงๆ แม้ว่าจะเหลือฟุตบาธอยู่ไม่มากนัก แต่นี่ก็เป็นโจทย์ที่เราควรมาช่วยกันสร้างสรรค์ร่วมกับ กทม. นอกจากนี้เราว่าถ้าเราให้ความรู้ความเข้าใจกับคนในชุมชน เราเชื่อว่าเขาจะช่วยดูแลพื้นที่ของตัวเอง ของแบบนี้มันต้องเริ่มจากก้าวแรก เมื่อมีคนหนึ่งเปลี่ยน คนที่สอง ที่สาม ก็จะตามมา แต่ถ้าพวกเขายังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ หรือจะทำไปเพื่ออะไร มันก็จะไม่เกิดจุดเปลี่ยนได้สักที"

 

          “เราเชื่อว่าพอสภาพแวดล้อมดี ระบบขนส่งมวลชนเข้าถึงทุกๆ ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นซอยเล็กหรือซอยน้อย เราเชื่อว่าคนที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นก็จะมองเห็นโอกาสในการปรับภูมิทัศน์ของตัวเองโดยอัตโนมัติเลย”

 

          ต้นได้ยกตัวอย่างพื้นที่ที่เขาชอบเดินในสมัยที่เขาอาศัยอยู่ในเมลเบิร์น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ต่อไป

 

          "ที่เมลเบิร์นมันจะมีถนนที่ชื่อว่าฟิตซ์รอย (Fitzroy) ซึ่งเป็นถนนที่มีการจัดการที่ดีมาก มีการแบ่งโซนนิ่ง เช่น บริเวณตึกที่ติดกับถนนก็อนุญาตให้ทำเป็นร้านค้าเชิงพาณิชย์ได้ ส่วนพื้นที่ด้านในนั้นก็อาจจะทำเป็นอพาร์ตเมนต์หรือที่อยู่อาศัย มีเลนจักรยาน มีที่จอดรถ มีห้องน้ำสาธารณะ ตู้กดน้ำดื่มฟรี และในขณะเดียวกันบริเวณนั้นก็จะมีสวนสาธารณะเล็กๆ ให้คนได้มามีปฏิสัมพันธ์กันได้ เราอยากให้อารีย์เป็นเขตชุมชนแบบนั้น"

 

          แน่นอน อารีย์-ประดิพัทธ์ เป็นเมืองที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา มีระยะทางที่เป็นเป้าหมายอีกยาวไกล แต่ระหว่างทางนั้น ต้น เชื่อว่าการที่เรามาร่วมกันสร้างสรรค์และช่วยกันออกแบบเมืองที่แต่ละคนต้องการนั้น จะทำให้เราได้สนุกสนานระหว่างการเดินไปสู่เป้าหมายนั้น

 

          "เราเชื่อว่าเรื่องของความสร้างสรรค์ น่าจะสามารถเข้ามามีบทบาทในการทำให้พื้นที่ตรงนี้สนุกขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น จรรโลงใจขึ้น"

 

 

 

วิทย์ ธาราพุทธิ

 

หุ้นส่วนร้าน Tokyo Bike

 

 

          กรุงเทพฯ น่าจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระบบคมนาคมหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งเรือ รถประจำทาง รถไฟฟ้า ตุ๊กตุ๊ก วินมอเตอร์ไซค์ และฯลฯ น่าเสียดายที่ความหลากหลายเหล่านี้ไม่ค่อยจะได้ถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบเท่าไรนัก 'ชาวกรุง' หลายๆ คนจึงต้องพึ่งล้ำแข้งของตัวเอง บ้างเลือกที่จะปั่น บ้างเลือกที่จะเดิน ซึ่งทั้งการปั่นและการเดิน เป็นสองวิธีหลักๆ ที่จะทำให้เราได้รู้จักกับเมืองมากที่สุด

 

           วิทย์ ธาราพุทธิ นักปั่นและหุ้นส่วนร้านขายจักรยาน Tokyo Bike จักรยานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรยานสำหรับการปั่นในเมือง เขาจึงเป็นหนึ่งในคนที่รู้จักถนน และระบบคมนาคมของกรุงเทพฯ ดีที่สุดคนหนึ่ง

 

          "ที่นี่มันไม่เหมือนที่อื่น" วิทย์ เริ่มเล่าถึงเอกลักษณ์ของย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้แตกต่างจากที่อื่น

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, กำลังนั่ง และข้อความ

 

 

 

          "ถ้าเป็นในสุขุมวิทหรือทองหล่อ เราจะกินอะไร ก็ขับรถไปก่อน แล้วค่อยไปหาที่จอดเอา แต่ย่านนี้มันต้องตั้งใจมา มีเป้าหมายในใจมาเลย เพราะมันไม่มีที่จอดรถ แล้วทีนี้การที่จะได้ไปรู้จักร้านอื่นๆ มันก็ต้องอาศัยการเดินเอา"

 

          ใช่ว่าการที่เขาเป็นนักปั่น และคนขายจักรยาน เขาจะต่อต้านการเดิน กลับกัน เขาเล่าให้เราฟังว่าอารีย์ในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ที่เดินได้ จะขาดก็เพียงร่มเงา ที่จะสามารถชักชวนให้คนอื่นๆ มาเดินกันได้มากขึ้น

 

          "ฟุตบาธหรืออะไรเราว่ามันก็โอเคแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่อื่นๆ และเราก็เห็นเขาปรับปรุงอยู่นะ อย่างฝาท่อตามถนนต่างๆ เขาก็ทำให้มันเรียบ เราคิดว่าอารีย์เดินได้ ตอนกลางคืนเราเดินจากซอย 2 ไปร้าน Salt ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไกล แต่ในตอนกลางวัน หากมีร่มเงาจากต้นไม้มาเพิ่มเติม ก็น่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คนอยากเดินมากขึ้น"

 

          เมื่อพูดถึงเรื่องของการเดินทาง และการเข้าไปทำความรู้จักกับพื้นที่ที่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของกรุงเทพฯ แล้ว  เขาก็ได้ลงรายละเอียดไปถึงความแตกต่างระหว่างอารีย์กับประดิพัทธ์ โดยเฉพาะในฝั่งของประดิพัทธ์ ให้เราฟังเพ่ิมเติม

 

          "จริงๆ ประดิพัทธ์-ประดิพัทธ์ ก็ต่างจากอารีย์นะ ถึงแม้จะห่างกันแค่ข้ามแยกไปเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่นพวกร้านอาหารแถวประดิพัทธ์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านข้างทาง อย่าง ข้าวต้ม บะหมี่เกี๊ยว แต่ร้านในอารีย์จะเป็นร้านปิด มีแอร์ นั่งสบาย ถ่ายรูปได้ชิคๆ"

 

          นั่นเป็นความแตกต่างในเรื่องของวิถีชีวิต และความเจริญที่กำลังขยายออกไป แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเล่าว่าอารีย์ไม่ใช่พื้นที่ที่พลุกพล่าน มันยังเป็นส่วนผสมของพื้นที่อยู่อาศัย และร้านค้าเพื่อความบันเทิง

 

          "พื้นที่แถวนี้ตอนกลางคืนมันไม่วุ่นวาย เพราะเป็นบ้านคนเยอะ แค่ 3-4 ทุ่มก็เงียบแล้ว ร้านต่างๆ ก็ไม่ได้วุ่นวายอะไร แถมส่วนใหญ่เขาก็จะปิดกันวันอาทิตย์ด้วย"

 

          วิทย์ ไม่ได้มองว่าปัญหาใหญ่ของการสัญจร หรือการเดินเท้า คือเรื่องของสิ่งปลูกสร้างพื้นฐานอย่างฟุตบาธ หรือไฟถนน แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ การเคารพกฎระเบียบ และการรู้จักหน้าที่ของตัวเอง

 

          "ถ้าคนใช้ถนนทุกคน ไม่ว่าจะใช้พาหนะอะไร รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร มันก็ไม่ต้องมานั่งทำเลนพิเศษ หรือต้องมาเข้มงวดกับกฎจราจร อย่างการที่ต้องมีตำรวจมาดักจับ เราคิดว่าอย่าไปหวังว่ารัฐบาลจะต้องมาทำอะไรให้ เราควรทำหน้าที่ของตัวเอง และเคารพกฎระเบียบ เท่านี้ทุกอย่างก็จะดีเอง"

 

 

เรื่องและภาพ : นลินี ฐิตะวรรณ