จอร์จทาวน์ จากเมืองท่าสู่เมืองแห่งศิลปะมรดกโลก

โดย ธรกมล เรียงวงศ์

 

จากการเป็นเมืองท่าในยุคอาณานิคมสู่เมืองแห่งมรดกโลก ที่วัฒนธรรมที่ผสมผสานกับกาลเวลา ค่อยๆผลิบานอย่างปราณีตในดินแดนเมืองศิลปะ

ที่นี่คือ จอร์จทาว รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

เมืองมรดกโลกแห่งนี้ถูกแต่งแต้มสีสันเป็นประจำทุกปีผ่านเทศกาลศิลปะในระดับเมืองอย่างเทศกาลจอร์จทาวน์ (George Town Festival) ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลการชื่นชมศิลปะร่วมสมัย ใช้เวลาอย่างเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ เดินทอดน่องสลับกับปั่นจักรยานที่มีฉากหลังเป็นอาคารพาณิชย์อันมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนี่ยล (Colonial) หลากสีสันสีสัน หลายคนมุ่งมั่นค้นหาศิลปะตามกำแพงที่แอบซ่อนตามมุมต่างๆ

 

หากจะบอกจอร์จทาวน์ คือเมืองต้นแบบที่นำศิลปะมาชุบชีวิตให้กับเมือง (Revitalize) ได้อย่างโดดเด่น ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก

 

C:\Users\uddc1\Qsync\PR\Content 02\Pic\IMG_6395.jpg

เทศกาลจอร์จทาวน์ 2019 (George Town Festival 2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่
13 – 28 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด เทศกาลแห่งศิลปะที่เปิดประสบการณ์ทางศิลปะรูปแบบใหม่ให้กับทุกคนนับเป็นปีที่ 10 ที่เมืองจอร์จทาวน์ได้กลายเป็นพื้นที่หลอมรวมระหว่างศิลปะ สถานที่ และผู้คน  ในมิติต่างๆ โดยในปีนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด กิจกรรมภายในงานสามารถแบ่งได้เป็นสามส่วนหลักๆ คือ When the night falls กิจกรรมที่เนรมิตพื้นที่ใจกลางเมืองจอร์จทาวน์ให้กลายเป็นสวนสนุกแห่งแสง สี ยามค่ำคืน Art in the city การแสดงศิลปะรูปแบบต่างๆสำหรับผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย กระจายตามพื้นที่ทั่วทั้งเมือง และ The Extravaganza กิจกรรมซึ่งได้รวบรวมการแสดงจากท้องถิ่นและการแสดงจากหลากหลากมุมโลกพร้อมทั้งศิลปะจัดวาง ที่มอบประสบการณ์ศิลปะแบบใหม่บทท้องถนน

ที่มาภาพ Facebook.com/georgetownfestival

ที่มาภาพ  Facebook.com/georgetownfestival

 

ที่มาภาพ: Facebook.com/georgetownfestiva

             กิจกรรมเชิงศิลปะและวัฒนธรรมได้เพิ่มจำนวนขึ้นหลังจากที่เมืองจอร์จทาวน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกในปี 2551 [1] สถาปัตยกรรมที่เปรียบเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตบอกเล่าความเป็นมาของเมือง อาคารพาณิชย์และสถานที่ต่างๆเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์และปรับปรุง พื้นที่ของเมืองถูกเปิดกว้างขึ้นให้กับงานศิลปะและความสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่อย่าง Hin Bus Depot ที่เปลี่ยนโฉมที่จอดรถบัสให้กลายเป็น Community Art Space หรือ The Whiteaways Arcade ที่เป็นการปรับปรุงอาคารเก่าแก่สมัยปี 1903 ให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์สร้างสรรค์ จัดแสดงงานศิลปะต่างๆ รวมไปถึงเทศกาลศิลปะระดับเมืองอย่าง Georgetown Festival

 



[1] Think city, 2016

ที่มา: Facebook.com/TheWhiteawaysArcade

 

ที่มา: Facebook.com/HinBusDepot

 

นอกเหนือไปจากความเป็นมิตรต่อศิลปินและพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ เมืองจอร์จทาวน์ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมรูปแบบที่ผสมผสานแบบบริติชโคโลเนี่ยล (British Colonial) กับสถาปัตยกรรมแบบตะวันออก  และยังคงรูปแบบอาคารไว้สะท้อนเป็นความทรงจำของเมืองที่ผสมผสานทั้งอดีตและปัจจุบัน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจเข้ามาในพื้นที่ การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมาพร้อมกับธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและความคาดหวังที่นักท่องเที่ยวมีต่อเมือง เช่น ความเป็นเมืองแห่งศิลปะที่สะท้อนผ่านพื้นที่ Creative Space หรืองาน Georgetown Festival อาจสร้างความเข้าใจของคนภายนอกต่อเมืองในภาพที่เป็นเมืองแห่งศิลปะสมัยใหม่ ความคาดหวังให้นักท่องเที่ยวมาเพื่อสัมผัสศิลปะแบบสมัยใหม่และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเช่น ร้านกาแฟ และนั่นก็ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญเอกลักษณ์ของต่อเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนในจอร์จทาวน์

 

 

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการพัฒนาของเมืองจอร์จทาวน์ จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการได้รับขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO World Heritage) ในปี 2551 ด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของเชื้อชาติและสถาปัตยกรรมสไตล์ยุคอาณานิคมแบบแองโกล - อินเดียน ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยมีรูปแบบของบ้านที่เรียงเป็นตึกแถว มีระยะถอยร่นของระเบียงหน้าบ้าน ความสูงอาคารเพียงสองหรือสามชั้น มีการใช้พื้นที่อย่างผสมผสานภายในอาคารพาณิชย์ ที่เปิดกิจการร้านค้าบริเวณชั้นหนึ่งและเป็นที่อยู่อาศัยในหลังเดียวกัน วิถีชีวิตแบบเดิมได้เปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตรทางสังคมและเศรษฐกิจ

เมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก รางวัลแห่งความภูมิใจนี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย พร้อมกับกลุ่มผู้ประกอบการและกลุ่มผู้อยู่อาศัยใหม่ที่ถูกดึงดูดเข้ามาตามกลไกของระบบเศรษฐกิจ เมื่อมีนักท่องเที่ยวก็ทำให้กิจการภายในย่านคึกคักขึ้น เกิดการช่วงชิงพื้นที่ทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้อยู่อาศัยเดิมและผู้อยู่อาศัยใหม่ เกิดความท้าทายในนามของปรากฏการณ์การเข้ามาแทนที่สังคมเดิมด้วยสังคมแบบใหม่ (Gentrification)

การเข้ามาแทนที่สังคมเดิมด้วยสังคมแบบใหม่ (Gentrification)  เป็นคำที่ถูกเสนอโดย รูธ กลาส นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันในปี 1964 เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนผ่านของสังคม จากเดิมที่เป็นพื้นที่ของผู้อยู่อาศัยเดิม ชนชั้นแรงงาน หรือเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ได้ถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ของชนชั้นกลางหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยมากมักเป็นการคุกคามทางสังคมที่จะนำไปสู่การย้ายออกของกลุ่มผู้อาศัยเดิม หรือผู้อยู่อาศัยเดิมอาจจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนผ่าน รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นและปรับตัวเพื่ออยู่ในพื้นที่เดิมได้

ความท้าทายในนามของปรากฏการดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น เมื่อค่าเช่าที่อยู่อาศัยถูกกระตุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น มีการปรับปรุงอาคารให้มีความสวยงามตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทต่างชาติได้เข้ามาซื้อทรัพย์สินเพื่อทำธุรกิจต่างๆโดยเฉพาะบูติกโฮเทลหรือคาเฟ่ เจ้าของที่อยู่อาศัยเดิมและผู้อยู่อาศัยกลุ่มใหม่ในย่านเมืองมรดกโลกดัดแปลงตึกเก่าเพื่อทำธุรกิจรองรับนักท่องเที่ยว ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยต่างๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายควบคุมค่าเช่าที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองชั้นในของปีนัง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการควบคุมให้ราคาค่าเช่าอยู่ในระดับต่ำ

ข้อมูลจาก The Star Online ชี้ให้เห็นว่า ค่าเช่ามีราคาสูงขึ้นถึง 500% ในช่วง 7 ปี หลังจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกสองปีเท่านั้น  จากราคา 1,300 ริงกิตในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น
7,000 – 10,000 ริงกิตในปี 2017 ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยเดิมจำนวนมากต้องย้ายออกจากพื้นที่เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้  ในปี 2016 ทางรัฐบาลมาเลเซียประกาศว่ากำลังอยู่ในช่วงทบทวนการนำกฎหมายควบคุมราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยกลับมาใช้ในเมืองจอร์จทาวน์ เพื่อเป็นการประนีประนอมการเข้ามาแทนที่สังคมเดิมด้วยสังคมแบบใหม่ (Gentrification)  ให้ผู้อยู่อาศัยเดิมสามารถปรับตัวได้

 

 

นอกจากการพัฒนาในด้านต่างๆ งานศิลปะก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในเมือง ดังเห็นได้จากเมืองจอร์จทาวน์ ที่ศิลปะที่ช่วยชุบชีวิตเมืองและสร้างกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ และสร้างนิยามใหม่ของคำว่า วิถีชีวิตและวัฒนธรรม

หากคำถามที่เกิดขึ้นคือ การเพิ่มขึ้นของงานศิลปะสร้างสรรค์เหล่านี้ดึงดูดผู้มีใจรักและนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนเมืองเก่า แล้วอะไรคือที่ต้นทุนทางสังคมที่เมืองจะต้องจ่าย ผู้อาศัยเดิมต้องเผชิญกับอะไรบ้าง มีนโยบายใดหรือไม่ที่จะช่วยประนีประนอมการเข้ามาแทนที่สังคมเดิมด้วยสังคมแบบใหม่ (Gentrification)  ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโดยที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่อยู่นอกเหนือชัยชนะของการพัฒนาทางเศรษฐกิจสามารถประคับประคองตัวเองให้ยืนหยัดอยู่ได้

ในการรับมือกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่มาพร้อมกับการพัฒนาเมืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คงไม่มีหลักการหรือสูตรสำเร็จตายตัว ว่าในแต่ละเมืองควรมีการรับมืออย่างไร รัฐบาล ภาคเอกชน และชุมชนควรดำเนินการแบบไหน แต่การตั้งคำถามที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การหาคำตอบและแนวทางในการรับมือร่วมกัน ว่าแท้จริงแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทุกฝ่ายให้ค่า และจะรักษาสมดุลของมิติของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของเมืองได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มใด มีคนบางกลุ่มกำลังถูกหลงลืมไปหรือไม่ และทุกฝ่ายควรจะมีข้อตกลงร่วมกันในการรับมือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร  

 

 

 

Reference:

Lee, L. M., Lim, Y. M., & Nor’Aini, Y. (2008). Strategies for urban conservation: A case example of George Town, Penang. Habitat International,32(3), 293-304. doi:10.1016/j.habitatint.2007.09.001

 

LEE, Y., BARKER, T., & LAM, Y. (2017). Social and Cultural Implications of Gentrification in George Town Penang. International Journal of Cultural and Creative Industries (IJCCI),5(1), 46-56