ที่ผึ้งของเมือง คือที่พึ่งของคน

 

ที่ผึ้งของเมือง
คือที่พึ่งของคน

 

เรื่อง/นำเสนอข้อมูล: ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์

 

วันก่อนระหว่างเดินเข้าบ้านจากหน้าปากซอย ฉันฉุกนึกถึงตอนวัยเด็ก เวลาฉันกับเพื่อนบ้านเล่นกันอยู่ในซอย บางทีเราจะต้องปั่นจักรยานหลบหนอนผีเสื้อตัวอ้วนกลมที่ตกลงมากระดึ้บดุ๊กดิ๊กอยู่บนพื้นถนน บางครั้งต้องคอยระวังบุ้งที่โรยตัวลงมาจากกิ่งไม้สูงและห้อยตัวอยู่กลางอากาศ บางครั้งก็ต้องคอยเดินหลบไส้เดือนที่หลงทางมาอยู่บนพื้นคอนกรีต และบางครั้งระหว่างที่อ่านหนังสืออยู่ใต้ถุนอาคารที่โรงเรียน ก็จะมีผึ้งมาเดินเล่นอยู่ที่แขนจนมันเบื่อก็จะบินจากไป ผ่านไป 20 กว่าปีจากภาพเหตุการณ์ในวัยเด็ก วันนี้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้หายไปไหนจากชีวิตพวกเรา และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เราปล่อยให้สภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน ถึงแม้หนอนผีเสื้อ บุ้ง ไส้เดือน หรือแม้กระทั่งผึ้งจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจและน่ากลัวสำหรับคนหลายคน แต่การที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในสภาพแวดล้อมของเรา แท้จริงแล้ว มีความน่ากลัวต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเราอย่างเปรียบไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ที่มาภาพ:www.smithsonianmag.com)

 

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สภาพอากาศของกรุงเทพฯ กลับมาน่าขนลุกอีกครั้งเมื่อสภาพอากาศวัดได้เกิน 150 AQI (Air Quality Index) ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตที่ไม่ควรออกจากบ้าน แต่แทบทุกคนก็ยังต้องออกเพื่อไปทำงานและภาระกิจของตนตามความจำเป็นของชีวิต นอกจากนี้ เมื่อ “หน้าหนาว” กำลังจะมาเยือน ฉันก็เริ่มรู้สึกขยาดคุณภาพอากาศที่พวกเราทุกคนจะต้องทนเอาปอดและระบบหายใจของเราไปฟอกมลพิษและมลภาวะเหล่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว มลภาวะเหล่านั้นก็ล้วนเป็นผลผลิตจากกิจกรรมของพวกเราในสังคมเมืองกันเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในมุมหนึ่ง หากเราไม่เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ชีวิตในเมือง เราก็จะต้องทนกับเหตุการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ปี 

 

จากการทบทวนงานวิจัยของ The Data-Driven EnviroPolicy Lab (Data-Driven Lab) โดยทีมนักวิจัยจาก Yale-NUS ประเทศสิงคโปร์ ประเด็นด้านคุณภาพอากาศไม่ใช่ปัญหาที่เผชิญอยู่แค่เมืองในประเทศไทย แต่หลายเมืองทั่วโลกก็กำลังประสบปัญหาคุณภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน จากทั้งฝุ่นผงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 micron (PM2.5) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และสารพิษในอากาศอื่นๆ เช่น โอโซน (O3) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) โดยสารพิษเหล่านี้มักเป็นผลพลอยได้มาจากกระบวนการเมือง (Urbanization) ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการใช้รถยนต์ส่วนตัว ปริมาณอาคาร และความต้องการการผลิตพลังงานที่มาจากการเผาไหม้ ในปี 2017 รายงานของ The State of Global Affairs กล่าวว่า 92% ของคนทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นผง PM2.5 เกินกว่ามาตรฐานของ WHO (World Health Organization) ในปีเดียวกัน Telegraph ลงข่าวว่าเมืองลอนดอนมีมลพิษในอากาศขั้นวิกฤติถึง 197 AQI ซึ่งสูงกว่าปักกิ่งที่เผชิญปัญหาอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ เมืองลอสแองเจลิส ก็ได้รับผลกระทบจาก Smog หรือหมอกควันจากโอโซนจนเด็กหลายคนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคหืดหอบกำเริบ (L.A.Times) ปารีสในปี 2015 ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ทำให้ประชากรปารีสมีอาการไอเรื้อรัง และมีอาการอื่นๆ กับระบบทางเดินหายใจตามมา 

 

France Pollution

 

(ที่มาภาพ: LATimes.com)

 

PM2.5 มีที่มาสำคัญ คือ การเผาไหม้ สำหรับกรุงเทพฯ ทาง TDRI เคยจัดงานเสวนาสาธารณะเรื่อง PM2.5 ผลร้ายการพัฒนา สวนทางความยั่งยืน เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 และชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยสำคัญของปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากการการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงรถยนต์ขณะขับรถ โดยการสร้าง PM2.5 จะยิ่งมากขึ้นเมื่อรถเดินเครื่องอยู่ในขณะรถติด ทั้งนี้ ฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้างหรือฝุ่นจากท้องถนนทั่วไปมักอยู่ในกลุ่ม PM10 ที่มีขนาดใหญ่กว่า นอกจากนี้ประเด็น PM2.5 ของกรุงเทพฯ ยังต่างจากปัญหา PM2.5 ในเมืองทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย เนื่องจากกลุ่มเมืองในหุบเขาดังกล่าวมีการเผาไหม้จากการเกษตรที่เกิดขึ้นอยู่รอบเมืองอย่างมาก ฉะนั้น การแก้ปัญหาก็ควรที่จะต่างกันตามบริบทและแหล่งกำเนิดของปัญหาเช่นกัน

 

ในอีกด้านหนึ่ง Data-Driven Lab ได้อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งเป็นสารพิษตั้งต้นของทั้ง PM2.5 และโอโซน ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันตามมา หลายประเทศในทวีปยุโรป เผชิญปัญหาหมอกควันจากไนโตรเจนไดออกไซด์ เพราะรัฐได้เริ่มสนับสนุนรถยนต์ดีเซลมากขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทรถยนต์บางราย เช่น Volkswagen ก็มีการหลบการตรวจสอบประสิทธิภาพในการกรองมลพิษจากการเครื่องยนต์เช่นเดียวกัน (BBC) แสดงถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่

 

เมื่อกระบวนการเมืองกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของประชาคมโลก คุณภาพอากาศในเมืองก็เริ่มกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะสุขที่สำคัญอีกครั้ง แต่เดิมทีเราเคยมีผู้ร้ายเป็นโรงงานและโรงไฟฟ้าเผาไหม้ที่สร้างมลพิษในอากาศ แต่เมื่อเมืองโตขึ้นและโรงงานได้ย้ายออกไปบริเวณรอบนอกของเมือง ประชาชนเริ่มมีรายได้เพียงพอต่อการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ผู้ร้ายคนใหม่ของมลพิษอากาศในเมืองจึงกลับกลายเป็นรถยนต์ (Motorized vehicles) ทั้งสำหรับส่วนตัว บรรทุก และโดยสารมวลชนอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้พลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนแทน จากข้อมูลจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ พ.ศ. 2534 - 2562 (รายเดือน) ของกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก ตามกราฟด้านล่าง จะเห็นได้ว่าปริมาณการซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลของกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว หากเราคำนึงถึงกระบวนการเมืองที่แพร่กระจายออกสู่ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ ปริมาณรถระหว่างวันในมหานครกรุงเทพฯ คงมีมากขึ้นอย่างมหาศาล (Exponential Growth)

 

 

 

 

  

ในขณะเดียวกัน อีกประเด็นสำคัญที่น่าคำนึงถึง คือ คนในสังคมได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศไม่เท่ากัน หากคุณสามารถอยู่ในห้องปิด เปิดแอร์ และหลีกเลี่ยงการอยู่ภายนอกอาคารได้ทั้งวัน คุณก็จะได้รับผลกระทบจากมลพิษนี้น้อยกว่าคนที่ต้องหาเลี้ยงชีพอยู่บนท้องถนนหรือในพื้นที่ภายนอกอาคาร ทำให้เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle) คือ เมื่อมลพิษบนท้องถนนมาก คนก็จะอยากใช้รถเมล์น้อยลง เดินน้อยลง หรือปั่นจักรยานน้อยลง กลายเป็นว่าการขับรถจะเป็นหนทางสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนกับมลพิษบนท้องถนน ซึ่งเราเห็นได้ถึงแนวโน้มนี้ตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อการขับรถนำมาซึ่งมลพิษในตัวของมันเอง ยิ่งเราขับรถกันมากเท่าไหร่ มลพิษที่เราก่อก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง เพิ่มเติมมาจากการมีถนนที่ไม่เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยาน ที่ผลักดันให้คนอื่นมาใช้รถยนต์ส่วนตัวตามมาเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ หากเราจะหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicles หรือ EV) เราก็ควรคำนึงถึงมลพิษที่จะเพิ่มขึ้นตามมาในต่างจังหวัดที่ติดกับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เพราะฉะนั้น หากเราต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นเมืองที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับพื้นที่ต่างจังหวัดอื่นๆ ตามมา ทางออกที่สำคัญคือกรุงเทพฯ ต้องมีขนส่งมวลชนที่ดี ส่งเสริมให้คนเดินได้ หรือใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ (Non-motorized vehicles) เช่น จักรยาน สกู๊ตเตอร์ หรือสเก็ตบอร์ด ที่เราจะสามารถใช้ในการเดินทางได้ โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับโลกใบนี้

 

 

(ที่มาภาพ: Pinterest)

 

ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา เราอาจจะตกใจว่ามลพิษทางอากาศจู่ๆ ก็กลายมาเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงภายในเวลาอันสั้น แต่แท้จริงแล้ว สัญญาณของมลพิษทางอากาศและความป่วยของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติคอยบอกเราอยู่อย่างเงียบๆ ถึงแม้จะมีตัวบ่งชี้คุณภาพอากาศทางธรรมชาติ (Bioindicators) อยู่หลายอย่าง ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก (Microbes) (Frontiers in Life Science) ผึ้งถูกนับเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้อย่างดี โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโบโลญ่า อิตาลี อธิบายถึงการใช้ผึ้งเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของสิ่งแวดล้อม คือ ถ้าหากมีสารพิษในอากาศที่เป็นภัยต่อผึ้งอยู่ในปริมาณมาก ผึ้งจะตายและสูญหายไปจากพื้นที่ ในทางกลับกัน หากมีสารพิษในอากาศที่ไม่เป็นภัยต่อผึ้ง เราจะสามารถตรวจสอบได้จากสิ่งตกค้างในน้ำผึ้ง ทำให้เรารู้ถึงภัยของสภาพแวดล้อมที่กำลังคืบคลานเข้ามา และสามารถวางแผนนโยบายกันไว้แต่เนิ่นๆ

 

หลายเมืองทั่วโลกเริ่มเห็นคุณค่าของผึ้งต่อระบบนิเวศในเมือง โดยในบางแห่ง เริ่มส่งเสริมให้คนในเมืองเลี้ยงผึ้งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนไปในตัว (Smart City Dive) รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมปลูกดอกไม้ป่าในพื้นที่ต่างๆ ให้ผึ้งสามารถกลับมามีชีวิตในเมืองได้ เช่น ในอังกฤษ รัฐบาลได้วางแผนสร้างเครือข่ายถนนสำหรับแมลง โดยการปลูกดอกไม้ป่าริมถนน (Telegraph) ส่วนในเมืองอูเทรก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หน่วยงานรัฐได้เริ่มปรับป้ายรถเมล์ให้กลายเป็นพื้นที่พักพิงสำหรับผึ้งและแมลงเช่นกัน (PRI) ซึ่งการปรับตัวของเมืองทั้งหมดนี้ ควรที่จะพัฒนาควบคู่กันระหว่างการลดการสร้างมลพิษในเมือง และการเพิ่มศักยภาพของธรรมชาติในเมืองให้กลับมาอยู่คู่กับมนุษย์ต่อไป เพราะเมื่อเมืองของเรามีที่ให้ผึ้งอยู่ เราก็จะรู้ได้ว่าธรรมชาติในเมืองมีอยู่อย่างเพียงพอและอุดมสมบูรณ์ สามารถเป็นพึ่งให้แก่คนได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน

 

Cyclist ride in front of a bus shelter with flowers planted on the roof.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ที่มาภาพ: PRI)