อยู่ดี กรีนดี เทียบแรงจูงใจส่งเสริมอาคารเขียว ไทย-สิงคโปร์



โดย   อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

กัญรัตน์ โภไคยอนันต์



โครงการก่อสร้างเกิดขึ้นมากมายในเมืองต่างๆ ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยแต่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับในยุคที่กระแสภาวะโลกร้อนกลายเป็นหัวข้อหลักในทุกทุกช่วงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21  อาคารเขียวจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะกลายเป็นทางออกของเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามที่ภาคภูมิ โกเมศโสภา อดีตนักวิจัยป่าสาละได้ให้ความหมายและประวัติความเป็นมาไว้ว่า 

 

“อาคารสีเขียว (green building) คือ อาคารที่สร้างขึ้นโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดวัฏจักรชีวิต (life cycle) ของตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเลือกพื้นที่ ทำเล การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การดูแล การซ่อมแซมปรับปรุง รวมไปถึงขั้นตอนการทำลายตัวอาคารด้วย” โดยจุดประสงค์หลักเพื่อลดผลกระทบจากอาคารก่อสร้าง หรือ สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างต่างๆ (built environment) ที่จะมีผลต่อสุขภาพของผู้คน (human health) และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ (natural environment) ฉะนั้นอาคารสีเขียวจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก คือ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การปกป้องสุขภาพและส่งเสริมความสามารถในการทำงานของผู้คนในอาคาร รวมไปถึงหัวใจหลักอย่างการลดปัญหาขยะ มลพิษ และการทำลายสิ่งแวดล้อม

 

โดยมาตรฐานสากลสูงสุดสำหรับอาคารสีเขียวระดับนานาชาติคือการรับรองมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) พัฒนาโดย U.S. Green Building Council ซึ่งจะจัดอันดับอาคารต่างๆ ตามเกณฑ์การให้คะแนน 6 ข้อ อันได้แก่ การใช้พลังงานและระบบอาคาร วัสดุก่อสร้างและทรัพยากร คุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร ที่ตั้งโครงการ การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และนวัตกรรมการออกแบบ 

 

สำหรับประเทศไทยมีเกณฑ์ TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) เป็นการประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) หน่วยงานที่ให้การรับรองอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์สำหรับการก่อสร้างและการปรับปรุงโครงการใหม่ ที่มุ่งเน้นการประเมินโครงการอาคารสาธารณะที่จะสร้างขึ้นใหม่หรือมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เช่น เปลี่ยนระบบปรับอากาศหรือเปลือกอาคาร เป็นต้น 




ผลกระทบทั่วโลกจากการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง

 ที่มา: http://www.woodsolutions.com.au,2018

 


ที่มา (worldgbc.org,2019)

 

สถานการณ์การก่อสร้างอาคารเขียวทั่วโลก จากรายงานของบริษัท Carrer ประจำปี ค.ศ. 2018  ระบุว่า จำนวนนักลงทุนกว่าครึ่งตอบรับการพัฒนาก่อสร้างอาคารสีเขียวในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีโครงการเพิ่มขึ้นจาก 27 % เป็น 47 % ในระหว่างปีค.ศ. 2018 - 2021 ขณะที่ตลาดของผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสีเขียวแบบครบวงจรนั้นประเมินว่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 3.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (12 ล้านล้านบาท) ภายในปีพ.ศ. 2565 และหากจะพูดถึงตัวอย่างอาคารสีเขียวในโลก สิงคโปร์ คือหนึ่งในรายชื่อเมืองที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย 

 

ต้นไม้ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย การผลักดันอาคารเขียวในสิงคโปร์

 

สิงคโปร์ นับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำเรื่องสิ่งแวดล้อมเมืองอันดับต้นๆ ของโลก ถึงแม้จะมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าครึ่งนึงของกรุงเทพมหานครและถือกำเนิดขึ้นมาใหม่เมื่อ ค.ศ. 1965  เมืองที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตัวเอง แม้แต่น้ำจืดที่ต้องซื้อและนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย เพียงชั่วอายุคนผ่าน 50 ปีให้หลังสิงคโปร์กลับเป็นประเทศที่ MIT Senseable ระบุว่าเป็นเมืองที่มีสีเขียวหนาแน่นที่สุดในโลกคือ 30% ของเมือง และเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในเอเชียจากการสำรวจของ Mercer’s Quality of Living Survey สิงคโปร์ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจแต่ยังเป็นเมืองผู้นำและเมืองต้นแบบในการแก้ปัญหาเมืองด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งประกอบไปด้วย พลังงาน การจัดการขยะ ปริมาณการใช้น้ำ คุณภาพอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดจากการเล็งเห็นถึงความสำคัญและจุดมุ่งหมายเดียวกันของคนในประเทศ 

 

จากนักลงทุนสู่ผู้ใช้งานจริง

 

จากรายงานการสำรวจข้อมูลของ BCA Pillars  (Building and Construction Authority) เดือนกุมภาพันธ์ 2018 จากชาวสิงคโปร์ 2,200 คน พบว่า กว่า  90% ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ตระหนักถึงประโยชน์ของอาคารสีเขียว โดยประชาชนและกลุ่มบริษัทต่างๆ มีความเห็นที่น่าสนใจว่า

 

“เกือบ 90% ประชาชนมีความเห็นว่า รายจ่ายค่าสาธารณูปโภคลดลง ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีสุขภาพที่ดีขึ้น”

 

โดยมุมมองของเอกชนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักพัฒนาที่ดินส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถประกาศขายทอดตลาดได้มูลค่ามากกว่าและพร้อมที่จะจ่ายเพิ่ม 3-5% ในการเลือกซื้ออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของผู้เช่าอาคารเกือบ 90 % เห็นด้วยกับอาคารสีเขียวช่วยพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีโดยยอมจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นถึง 3-5% เช่นกันเพื่อที่จะเช่าสำนักงานในอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

นโยบายสนับสนุนอาคารเขียว

 

เป้าหมายของสิงคโปร์คือ ภายในปี ค.ศ. 2030 อาคารอย่างน้อย 80 % ในสิงคโปร์จะเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างกฎหมายข้อบังคับในการก่อสร้างอาคารเขียวหรือแนวทางการพัฒนาหลายฉบับที่น่าสนใจโดย Urban Redevelopment Authority (URA) หน่วยงานที่ดูแลด้านผังเมือง คือ 

 

              1) Landscape Replacement Area requirements การสร้าง footprint อาคารเท่าไหร่ ต้องมีการสร้างพื้นที่สีเขียวกลับคืนในอาคารเป็นจำนวนเท่ากัน จากตัวอย่างการพัฒนาของ Marina Bay ที่ทดแทนพื้นที่สีเขียวได้ 100%

              2) Landscaping for Urban Space and High-Rise Program (LUSH) ที่เสริมจากข้อ 1 โดย

วัตถุประสงค์คือเป็นแนวทางให้ภาคเอกชนสร้างโครงการที่ส่งเสริม City in a Garden Identity แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องที่ดิน อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารสูงถึงสูงมาก ข้อกำหนดฉบับนี้จึงเป็นแนวทางการออกแบบสีเขียวให้อาคารสูง / หรืออีกนัยหนึ่ง คือเป็นแนวทางให้อาคารสูงมีส่วนร่วมในการสร้างสีเขียวให้แก่เมือง ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย สำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า การนับรวมสวนแนวตั้ง / หลังคาเขียว เป็นพื้นที่สีเขียวตามข้อกำหนด Landscape Replacement Area requirements ได้ หรือแนวคิดการส่งเสริม rooftop urban farm หรือ solar panels 

 

หากศึกษาดูถึงผังแม่บท (masterplan) ที่จัดทำโดย Building and Construction Authority (BCD) นั้นไม่เพียงแค่กฎข้อบังคับ แต่ยังมีการระบุถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นผู้ดูแลสานต่อให้เป็นจริง 

 

หรือตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้มีการลดการจัดเก็บภาษีให้กับอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งในรูปแบบขั้นบันไดและคงที่ดังตัวอย่างรัฐนิวยอร์ก (New York) และรัฐเนวาดา (Nevada)  หรือ การลดระยะเวลาในการขออนุมัติในการก่อสร้างอาคารสีเขียวรวมไปถึงกระบวนการให้ความรู้แก่ทุกคนในสังคมเพื่อให้ทราบและตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับของอาคารสีเขียว  

 

อาคารเขียวในประเทศไทย น่าหลงใหลให้ลงทุนพอหรือยัง ?

หากลองพิจารณาดูตั้งแต่ต้นทางอย่างนโยบายและมาตรการสนับสนุน การบังคับใช้ ความร่วมมือของแต่ละภาคส่วนอาจจะยังเทียบเคียงไม่ได้นักกับสิงคโปร์ ในประเทศไทยภาครัฐยังคงเน้นมาตราการส่งเสริม ซึ่งต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกอาคารต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาคารเขียว อีกทั้งยังคงมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารสีเขียว ในปัจจุบันต้นทุนในการก่อสร้างอาคารเขียวสูงกว่าอาคารทั่วไปเพียง 5-10 %เท่านั้น แต่หากมองในระยะยาว อาคารเขียวสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10-48 % ผ่านการจัดการพลังงานอย่างเหมาะสม

 

  

ส่วนอาคารที่พักอาศัยอย่างคอนโดนิเนียมที่เป็นตัวเลือกต้นๆ ของชาวเมืองนั้น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังมีความเข้าใจว่าผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากเพียงภาพลักษณ์ความหรูหรา สะดวกสบายและโดยไม่คำถึงเรื่องอาคารสีเขียว แท้จริงแล้วภาครัฐและเอกชนควรมีการทำความเข้าใจและสำรวจความพึงพอใจโดยให้ความรู้ถึงประโยชน์ของอาคารสีเขียวต่อสาธารณะชนเพราะกิจกรรมการลงทุนของภาคเอกชนต่างๆ มุ่งเน้นที่ความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก จะเห็นได้จากอัตราส่วนของอาคารสีเขียวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานส่วนใหญ่ยังคงเป็นอาคารสำนักงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน แต่ในส่วนของอาคารที่อยู่อาศัยนั้นก็มีความสำคัญเช่นกันในยุคของที่อยู่อาศัยแนวตั้งกำลังกลายเป็นที่อยู่อาศัยในอนาคตของคนเมือง 

 

ที่มา (worldgbc.org,2019)

 

จากรายงานของ carrier ยังอธิบายถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่สนับสนุนการดำเนินการของอาคารสีเขียวไว้อย่างน่าสนใจ คือ ความต้องการของผู้บริโภคและกฎหมายข้อบังคับคือตัวขับเคลื่อนที่จะส่งเสริมอาคารเขียวให้เกิดขึ้นจริง และการขาดการสนับสนุนของนโยบายก็เป็นตัวขัดขวางการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมอาคารสีเขียว

 

ในประเทศไทยเนื่องจากตอนนี้กฎหมายผังเมืองในปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้ประกอบได้รับประโยชน์จากอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio, FAR) เพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า FAR Bonus  ได้หลากวิธี เช่น ถ้าทำอาคารเขียวตามเกณฑ์จะได้เพิ่มสิทธิการใช้ประโยชน์อาคารเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิน 20%  หรือหากมีการเว้นพื้นที่ว่างเพื่อการสาธารณะ เจ้าของพื้นที่จะได้รับ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio, FAR) เพิ่มขึ้น ถึง 20% อธิบายให้เห็นภาพ คือ ที่ดินในพระรามสี่ 1 ไร่ จะสร้างการใช้สอยได้ 10 ไร่ แต่หากมีการเว้นว่างพื้นที่เพื่อการสาธารณะจะได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่ม 20% กลายเป็นสร้างพื้นที่ใช้สอยได้ 12 ไร่ หรือหมายความว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นได้นั่นเอง แต่ในประเทศไทยยังมีมาตรการส่งเสริมที่จะดึงดูดให้นักลงทุนก่อสร้างและมีโอกาสได้รับ FAR อีกหลายวิธี เช่น การจัดให้มีที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยภายในโครงการ การจัดให้มีที่จอดรถยนต์ในบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน  หรือการจัดให้มีพื้นที่รับน้ำฝนในโครงการ เพราะฉะนั้นความคุ้มค่าของทางเลือกอื่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของข้อจำกัดในการสนับสนุนอาคารเขียว รัฐบาลจึงควรเริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย ข้อบังคับที่มีแรงจูงใจต่อผู้ลงทุนมากขึ้นนอกเหนือจากการเพิ่มพื้นที่ก่อสร้างรวมของอาคาร



 

รูปแบบของอาคารเขียวไม่ได้จำกัดทางออกเพียงแค่การก่อสร้างอาคารใหม่แต่เรายังสามารถนำอาคารเดิมมาปรับปรุง เช่นการทำสวนแนวตั้ง หรือสวนบนหลังคารเพื่อเพิ่มความเขียวโดยผ่านการศึกษาและออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพอาคาร  การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ การเปิดพื้นที่อาคารให้มีอากาศถ่ายเท การเปลี่ยนกระจกที่ช่วยลดการสะท้อนความร้อนสู่อาคาร หรือการจัดการน้ำเสีย ระบบบำบัดที่สามารถนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ได้ใหม่ 

กรุงเทพมหานครด้วยจำนวนประชากรกว่า 9.22 ล้านคนในปี พ.ศ. 2560 แสดงถึงความเป็นเมืองโดยสมบูรณ์และนอกจากนี้ยังมีเมืองใหญ่ๆในแต่ละภูมิภาคที่กำลังขยายและพัฒนาเพราะฉะนั้นเมืองต้องรองรับการย้ายถิ่นฐานและการเติบโตทั้งในแง่กายภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อาคารสีเขียวและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นหลักการใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 จะเห็นได้ว่านานาประเทศให้ความสำคัญมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ จากตัวอย่างของสิงคโปร์ที่เล็งเห็นความสำคัญตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงวิศัยทัศน์ของฝ่ายบริหารของประเทศที่ส่งต่อแนวคิดให้กับผู้คน เปลี่ยนนามธรรมให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้และสามารถทำให้เกิดผลอย่างชัดเจน  การพัฒนาไปข้างหน้าของเมืองจึงต้องเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของวงล้อทางสังคมเพื่อให้เกิดเมืองที่น่าอยู่และส่งต่อไปยังลูกหลานของเรา


ที่มา (ที่มา: Population Division World Urbanization Prospects 2018, United Nations)

https://www.bca.gov.sg/GreenMark/others/3rd_Green_Building_Masterplan.pdf

https://www.worldgbc.org/sites/default/files/World%20Green%20Building%20

Trends%202018%20SMR%20FINAL%2010-11.pdf

https://thaipublica.org/2016/11/eic-17-11-2559/

http://www.greennetworkthailand.com/trees-building-standard/