อิสลามแบบ way of life ของชายผู้สวมหมวกหลายใบในชุมชน

 

ในสิบปีให้หลังมานี้ เราได้เห็นความขัดแย้งทางศาสนาในทั้งระดับประเทศและระดับโลกมากมาย ศาสนาหนึ่งที่มักตกเป็นโจทย์อยู่เสมอๆ หนีไม่พ้นอิสลาม ในอเมริกา ประชากร 52 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าคนมุสลิมโดนเหยียดหยาม (Gallup) ในปี 2016 อังกฤษออกกฏหมายห้ามผู้หญิงมุสลิมคลุมหน้าในที่สาธารณะและอีกหลายประเทศในยุโรปก็ออกกฏที่คล้ายคลึงกันสืบเนื่องมา (The Guardian) นี่ยังไม่รวมถึงการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสิ่งที่เหยียดศาสนาไว้อีกมากมายในไม่กี่เดือนที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง (The Independent)

สิ่งเหล่านี้ทำให้สันติภาพในย่านสามศาสนา สี่ความเชื่ออย่างกะดีจีน-คลองสาน พื้นที่ขนาด 2.5 ตารางกิโลเมตร ที่คนพุทธ-คริสต์-อิสลาม สามารถอยู่กันได้อย่างสันติ แทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

และที่หลายคนอาจไม่เคยทราบคือ มีชายมุสลิมท่านหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังงานอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านกะดีจีน-คลองสาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เรามักพบเห็นพี่นันท์เดินเข้าชุมชนโน้นออกชุมชนนี้ พร้อมทักทายชาวย่านที่ผ่านไปมาในชุดโปรดของเขา เสื้อเชิ้ตหนึ่งตัวและกระเป๋าเอกสารแบบสะพาย แม้เขาจะไม่ได้สวมหมวกกะปิเยาะ (หมวกสำหรับผู้ชายมุสลิมสวมใส่ประกอบศาสนกิจ) แต่เขาสวมหมวกหลายใบในย่าน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของเขาในกลุ่มอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ธนบุรี (งานรฦกธนบุรี) การช่วยงานที่มัสยิดหลายแห่ง และเป็นส่วนหนึ่งของภาคีพัฒนาย่านกะดีจีน-คลองสาน ในฐานะประธานมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน  แม้จะเจอกันบ่อยครั้ง แต่น้อยครั้งที่ชายคนนี้จะพูดถึงตัวเอง วันนี้เป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้มารู้จัก คุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต และอิสลามผ่านสายตาของเขา

พี่นันท์คือใคร?

พี่นันท์เองเป็นคนชุมชนโรงคราม ชุมชนเหล่านี้ถูกแบ่งด้วยคลอง พี่นันท์อยู่อีกฝั่งนึงของคลอง แต่ทำงานได้กับทุกชุมชน เราเดินไปไหนใครได้ยินชื่อเราแล้วเขาไม่หยี๋ อันนี้เราพอใจแล้ว”---พี่นันท์ตอบสั้นๆ อดไม่ได้ที่จะโยงการแนะนำตัวเองเข้ากับงานชุมชนที่ทำอยู่ พร้อมคุยต่อถึงบทาทของเขากับมัสยิดใกล้เคียง

ถ้าเรื่องความขัดแย้งของความเชื่อในศาสนาเนี่ย เราภูมิใจว่าตัวเรายืนอยู่ได้ ถ้าพูดถึงในกระแสของซุนนีกับชีอะห์ ซึ่งพี่นันท์ไม่เคยพูดคำพวกนี้แม้แต่คำเดียว เรายืนอยู่ในมัสยิดของซุนนีก็ได้ ของโบสถ์ก็ได้ ของวัดก็ได้ ไปยืนในมัสยิดฝั่งตรงข้ามก็ได้ เราก็พึงพอใจแล้ว สำหรับพี่นันท์นิกายไม่ใช่ปัญหาเพราะมันลื่นไหลได้ตลอดเวลา...ถ้าช่วยได้ เราก็ช่วย เช่นลายตรงกรอบหน้าต่างนี่พี่นันท์ก็เป็นคนทำ (ชี้ไปที่กรอบหน้าต่างของมัสยิดบางหลวง) อย่างลวดลายที่กรอบหน้าต่างนี่มีสมัยหนึ่งเขารื้อออกหมด เราก็ศึกษาจากรูปภาพเก่า ให้เพื่อนๆ มาช่วยกันออกแบบตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วย

 

 

ความชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กับงานชุมชน อันไหนเกิดขึ้นก่อนกัน?

ประวัติศาสตร์มาก่อน เราสนใจว่าเราเป็นใครมาจากไหนเลยศึกษาประวัติศาสตร์ แล้วมันเป็นจังหวะที่เราได้เข้ามาทำงานชุมชนที่ต้องใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะฉะนั้นการรู้ประวัติศาสตร์ก็เติมข้อมูลให้แก่เราในการทำงานชุมชน

ดูแล้วประวัติศาสตร์แล่นอยู่ในสายเลือดของพี่นันท์ เมื่อถามถึงศาสนาอิสลามที่เขานับถือ ก็ได้คำตอบอิงประวัติศาสตร์เช่นกัน พี่นันท์ชี้ไปที่มัสยิดบางหลวงอีกครั้ง มัสยิดทรงไทยที่มีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งแบบจีน ไทย และยุโรป

มีประวัติศาสตร์เขียนไว้บรรทัดหนึ่งเกี่ยวกับมัสยิดบางหลวง เขียนไว้ว่าเจ้าสัวพุก (ต้นตระกูลพุกภิญโญ) ได้แบบมาจากวัดอนงคารามเพื่อไปสร้างเป็นซุ้มวิมานในมัสยิดบางหลวงประโยคนี้บอกอะไรมากมาย การ cross culture ระหว่างวัฒนธรรม เจ้าสัวพุกเป็นคนจีน แปลว่าเค้าต้องเป็นเขยของชุมชนนี้ อยู่ๆ เค้ามานั่งทำไม่ได้หรอก และความสัมพันธ์ระหว่างมัสยิดกับวัดพุทธอย่างวัดอนงคารม...ในยุคสมัยหนึ่งเราระมัดระวังเกี่ยวกับหลักการศาสนาจนเราไม่กล้าทำอะไร ทั้งที่คนโบรั่มโบราณเขาก็ผสมผสานไป มัสยิดต้องมีโดมไหม? ไม่จำเป็น

ศาสนาอิสลามในมุมมองของพี่นันท์?

อิสลามเป็นศาสนาที่เป็น way of life จริงๆ คือมีผลกับเราตั้งแต่ก่อนเราเกิดจนกระทั้งหลังตาย ไม่ใช่แค่ตั้งแต่เกิดจนตายนะ ก่อนเราเกิดยังไง? พี่นันท์จะเกิดมาได้นี่ต้องเกิดมาบนพื้นฐานของความสะอาด เป็นความสะอาดแบบชีวิตคู่ที่ถูกต้อง ชีวิตคู่ของเด็กรุ่นใหม่อาจจะคิดว่า อยากจะมีแฟน อยากจะใช้ชีวิตคู่ ไม่เห็นเกี่ยวกับใคร แต่ในสังคมมุสลิมแล้วไม่ใช่ คุณจะต้องอยู่ในกรอบ พระผู้เป็นเจ้าจะบัญญัติไว้เลยว่าคุณต้องเลือกคู่ครองอย่างไร แล้วเมือคุณเลือกคู่ครองแล้ว ต้องเป็นพันธสัญญา ไม่ใช่เงื่อนไขเล็กๆ แต่เป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ลูกที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากความสะอาด ถามว่าอิสลามทำไมบังคับ ไม่ได้บังคับ แต่นี่เป็นการจัดระเบียบสังคม คุณจะมีคู่ครองหนึ่งคนก็ได้ สองก็ได้ สามก็ได้ แต่ต้องอยู่ในพันธสัญญากับพระเจ้า บางคนบอกว่าทำไมมีสี่เรามองว่าไม่เกี่ยว ถ้าคุณมีศักยภาพพร้อมมีมากกว่านั้นก็ได้

หน้าที่ของคนมุสลิม

การละหมาดคือเงื่อนไขที่เหนือตัวเรา นี่คือหน้าที่ของตัวคุณเองต่อพระผู้เป็นเจ้า ถ้าอายุสิบห้าปีขึ้นไปก็ต้องละหมาดห้าเวลาตลอด เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเว้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็มีข้อยกเว้นเวลามีรอบเดือน นี่คือการปฏิบัติ สร้างสมาธิต่อตัวคุณ วันนี้หยุดพรุ่งนี้เริ่มไม่ได้ นอกจากนี้แล้วชาวมุสลิมก็มีหน้าที่ต่อสังคม คุณต้องเป็นสมาชิกมัสยิดใดมัสยิดหนึ่ง คุณต้องมาสวดมนต์ต่อเนื่อง ทุกวันศุกร์คุณต้องมาแสดงตัวเองต่อสังคมห้ามขาดเกินสามครั้ง เพราะถ้าคุณอยู่คนเดียวก็ตายคนเดียว แต่ถ้าคุณอยู่ในสังคมใครบอกบุญมาคุณก็ช่วย คุณก็จะได้รับการต้อนรับ ท้ายที่สุดคือหน้าที่ต่อครอบครัว ครอบครัวก็คือหน่วยเล็กที่สุดในสังคม เรามีหน้าที่เป็นลูก สามี หัวหน้าครอบครัว หรือภรรยา เราก็ต้องทำหน้าที่ให้เหมาะสม ตามบัญญัติของศาสนาด้วย

ศีลห้าของอิสลาม

ศีลห้าในศาสนาอิสลาม ท่องก็ได้หรือไม่ท่องก็ได้ แต่ต้องรักษาและปฏิบัติ เช่นการถือศีลอดใน

เดือนรอมฎอน การบริจาคทาน การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะฮฺ การสวดมนต์หรือละหมาดวันละห้าเวลา การปฏิญาณตนว่าจะศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว...ทั่วโลกนี่ไม่ได้มีพระเจ้าหลายองค์หรอก พระเจ้าของคริสต์กับอิสลาม พระเจ้าของชาวยิวกับอิสลามก็องค์เดียวกัน เราไปผูกขาดความเป็นพระเจ้าได้อย่างไร มันไม่เป็นธรรมต่อพระองค์พี่นันท์ทิ้งท้าย

บทสนทนาจบลงด้วยเสียงประกาศเชิญชวนให้คนมาละหมาดครั้งที่ 4 ของวัน

พระเจ้า--พระองค์ยิ่งใหญ่ โดยมีมูฮัมหมัดเป็นผู้นำสาร์น ขอเชิญชวนทุกท่านมาละหมาด ขอเชิญชวนผู้ที่ได้ยินเสียงเรียกเข้ามาสู่แนวทางนี้ เข้ามาสู่แนวทางอันสันติพี่นันท์คอยแปลเสียงประกาศให้เราฟัง คล้ายกับที่พี่นันท์ได้แปลคำสอนของอิสลามให้เราฟัง ผ่าน way of life ของเขา