เมืองที่ดีต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ถ้าใครเคยเล่นเกมสร้างเมืองอย่าง Sim City จะรู้ทันทีเลยว่า วิธีสร้างเมืองแบบ Sim ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องทำสิ่งที่เรียกว่าโซนนิ่งนั่นคือแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านการค้า ย่านที่อยู่อาศัย หรือย่านอุตสาหกรรม แล้วก็ใช้การขนส่งมวลชนเป็นตัวเชื่อมย่านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการรถติดซึ่งเมื่อทำได้ดีแล้ว เมืองก็จะมีคนอพยพเข้ามาอยู่มากขึ้นจนประสบความสำเร็จในเกมได้

ว่าแต่ว่า-นั่นคือตัวอย่างของเมืองที่ดีหรือเปล่า?

 

จริงๆ แล้ว เมืองอย่างนั้น คือเมืองที่นำเค้าโครงการพัฒนาขึ้นสู่จุดสุดยอด – มาจากการพัฒนาเมืองแบบตะวันตก, โดยเฉพาะอเมริกาทางฝั่งตะวันตกในยุคศตวรรษที่ 20

 

เดิมทีเดียว ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เมืองต่างๆ ในอเมริกาพัฒนาโดยมีรูปแบบของการผสมผสานย่านต่างๆ เข้าด้วยกัน คือแต่ละย่านไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะที่อยู่อาศัย ย่านการค้า หรืออุตสาหกรรมเท่านั้น แต่สามสิ่งนี้ปนเปอยู่ร่วมกันในย่านเดียว แต่แล้วเมื่อระบบการพัฒนาแบบใหม่ก้าวเข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าชานเมืองหรือ Suburban ขึ้น เมืองขยายตัวออกไปทุกทิศทุกอย่าง โดยมีย่านการค้าและย่านอุตสาหกรรมให้ขับรถไปทำงานอยู่เป็นหย่อมๆ แล้วทุกคนก็คิดว่า นั่นแหละคือขั้นสุดยอดของเมือง เมืองที่ดีควรจะเป็นอย่างนั้น แล้วเมืองแบบนี้ ก็กลายเป็นต้นแบบของเมืองแบบตะวันตกไป

 

หลายคนคิดว่า เมืองแบบตะวันตก ก็คือเมืองที่มีการแบ่งแยกชัดเจนว่าพื้นที่ต่างๆ ในเมืองควรจะใช้ทำอะไรบ้าง ส่วนเมืองของตะวันออกมักเป็นเมืองที่มั่วคือแต่ละย่านมีการใช้งานกันผสมปนเปไปหมดจนไม่น่าอยู่ (ลองนึกภาพกัลกัตตา, ฮานอย หรือกรุงเทพฯ ดู)

 

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ณ นาทีนี้ เมืองแบบตะวันตกที่เราคิดว่าพัฒนาไปถึงขั้นสุดยอดหลายแห่งกำลังรื้อวิธีคิดในการพัฒนาเมืองของตัวเองลง แล้วหันกลับมาหาวิธีคิดแบบมั่ว’ (แต่เป็นระเบียบ) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นลักษณะของเมืองแบบตะวันออก

 

ลองมาดูกันหน่อยดีไหม ว่าคุณสมบัติแบบไหนที่เมืองแบบตะวันตกกำลังหวนกลับมาให้ความสำคัญบ้าง

 

ตัวอย่างการพัฒนาย่านให้เกิดการใช้งานได้อย่างหลากหลาย

ที่มา : www.bangkok250.org

 

Mixed-use development

 

คำว่า Mixed-use development หมายถึงการอนุญาตให้มีการใช้พื้นที่หนึ่งในกิจกรรมหลายอย่างได้ จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่พื้นที่ที่เป็นย่านเท่านั้น แต่อาจย่อยลงไปถึงระดับตึกหนึ่งตึกหรือกลุ่มอาคารเลยก็ได้ เช่นว่า ในตึกหนึ่งตึก อาจเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัย ทำการค้า อุตสาหกรรม เป็นออฟฟิศ เป็นองค์กรสถาบัน หรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีก

 

ถ้ามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ส่วนใหญ่แล้วเราสร้างเมืองในแบบ mixed-use หรือเรียกง่ายได้ว่ามั่วๆมาตลอด แม้จะมีบางย่านที่ทำหน้าที่บางอย่าง เช่น ย่านร้านอาหาร ย่านตีเหล็ก ย่านขายผ้า แต่โดยทั่วไป (โดยเฉพาะเมืองแบบตะวันออก) แม้จะแบ่งเป็นย่านๆ แต่เอาเข้าจริง อาคารในแต่ละย่านก็อาจมีการใช้งานแบบผสมผสาน เช่น ด้านล่างเป็นร้านค้า แต่ด้านบนเป็นที่อยู่อาศัย เป็นต้น ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองไม่จำเป็นต้องเดินทางมากนัก เพราะทุกสิ่งที่จำเป็นในชีวิตล้วนอยู่ใกล้ๆ ในระยะเดินเท้าถึง เรียกว่าเป็นเมืองที่มีขนาดแบบ Human Scale

 

แต่เมื่อถึงยุคอุตสาหกรรม การใช้เมืองแบบ mixed-use ลดความสำคัญลงไป มิติแบบ Human Scale ลดลง เพราะอุตสาหกรรมต้องใช้พื้นที่กว้าง และก่อมลพิษ จึงต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดการจัดเมืองเป็นย่านๆ เวลาจะเคลื่อนย้ายตัวเองจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แทนที่จะใช้วิธีเดินเท้าเหมือนเก่า ก็ต้องหันมาใช้รถยนต์หรือระบบขนส่งมวลชนแทน เกิดความขัดแย้งในเรื่องการใช้ที่ดิน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมก่อมลพิษ ทำให้ต้องมีการแบ่งโซนหรือโซนนิ่งเกิดขึ้น อย่างในนิวยอร์ก เริ่มมีกฎหมายโซนนิ่งในปี 1916

 

แต่แล้วในช่วงหลังของศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มมีแนวคิดใหม่ในการผสมผสานการใช้งานพื้นที่เกิดขึ้น เพราะการแบ่งโซนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มักจะทำให้เกิดเกาะของกิจกรรมอันโดดเดี่ยว เช่นว่าเป็นย่านการค้าที่คึกคักเฉพาะวันทำงาน แต่เสาร์อาทิตย์ก็ร้าง แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากหนังสือ The Death and Life of Great American Cities ของ เจน จาค็อบ (ในปี 1961) ที่เสนอว่า การผสมผสานการใช้งานพื้นที่นั้นถือเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าจะทำให้พื้นที่เมืองมีคุณภาพ

 

ปัจจุบันนี้ แนวคิดเรื่อง mixed-use เริ่มได้รับการยอมรับกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ มีการนำมาใช้มากขึ้นในหลายเมือง แม้กระทั่งในนิวยอร์กเอง แต่ถ้ามองย้อนกลับมาถึงเมืองแบบตะวันออก เราจะเห็นว่าวิธีคิดแบบ mixed-use นั้น ปรากฏอยู่ในเมืองแบบตะวันออกมานานแล้ว เพียงแต่ว่า mixed-use แบบโบราณ เกิดขึ้นแบบสะเปะสะปะไม่มีทิศทาง และไม่มีการกำกับดูแล จึงอาจก่อปัญหาบางอย่างได้ เช่น การปล่อยไขมันในท่อน้ำทิ้ง การปล่อยมลพิษในด้านต่างๆ เช่น มลพิษทางเสียง ฯลฯ mixed-use แบบใหม่ จึงเป็น mixed-use ที่มีการกำกับดูแลและมีการเลือกโดยผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ ว่าจะให้พื้นที่ของตนมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ซึ่งเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่นั่นเอง

 

ตัวอย่างต้นแบบพื้นที่ส่วนกลางสาธารณะร่วมแบ่งปัน

 

ที่มา : www.bangkok250.org

 

 

Shared Space

 

เมื่อมี mixed-use แล้ว ก็ต้องมีการแบ่งปันกัน

 

ที่จริงแล้ว คำว่า Shared Space มีทั้งความหมายกว้างและความหมายลึกนะครับ ความหมายกว้างก็หมายถึงการจัดการให้มีการแบ่งปันพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ไม่ได้ถูกครอบครองโดยอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่ากัน เช่น พื้นที่ถนนที่ทางเท้าไม่ได้ถูกเบียดขับจนเหลือเล็กนิดเดียวเพราะเอาพื้นที่ไปให้รถยนต์หมด

 

Shared Space ในด้านที่เกี่ยวกับการจราจรในเมือง จึงคือการเบลอหรือลดความแตกต่างระหว่างพื้นที่สำหรับรถยนต์กับคนเดินเท้าและจักรยาน พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้ถนนเกิดอาการมั่วนั่นเอง

 

ฟังแค่นี้ คุณอาจคิดถึงเมืองในอินเดียหรือเมืองเล็กตามต่างจังหวัด ที่บนถนนอาจมีได้ทั้งรถยนต์ รถสามล้อ จักรยาน คนเดิน ไปจนถึงวัวหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่ในจินตนาการ ล้วนแต่เป็นเมืองแบบตะวันออก แต่รูปแบบการจราจรแบบนี้ กลับกลายมาเป็นแนวโน้มใหม่ในการจัดการพื้นที่ในเมืองแบบตะวันตก ด้วยปรัชญาที่ว่า ถ้าเราเอาป้ายสัญญาณทั้งหลายออกไปจากท้องถนน ไม่ต้องให้พื้นที่บนถนนถูกกีดกั้นว่าตรงไหนสำหรับรถยนต์ ตรงไหนสำหรับคน ตรงไหนเป็นเลนจักรยาน ตรงไหนเป็นทางเท้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ใช้พื้นที่ถนนตรงนั้น ก็จะถูกควบคุมให้มีระเบียบไปได้เอง ด้วยปฏิสัมพันธ์ของความเป็นมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ตัวอย่างของ Shared Space ที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือเมืองอัมสเตอร์ดัม ที่ในบางจุดมีการกำจัดไฟเขียวไฟแดงทิ้งไปด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อปลอดจากป้ายสัญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ก็จะเกิดความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นมาได้เอง โดยสร้างความเท่าเทียมกันให้บังเกิดขึ้นกับยานพาหนะทุกชนิด

 

แต่แน่นอน เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริง ผู้คนในเมืองก็ต้องมีฉันทามติร่วมกัน และผ่านการเรียนรู้ในเรื่องสิทธิที่เข้มข้นยาวนานพอสมควร จึงจะเข้าใจได้ว่า รถยนต์ไม่ได้มีสิทธิมากกว่าคนหรือจักรยาน (เหมือนที่ในบางเมืองเป็น เพราะคิดว่ารถยนต์คือเครื่องแสดงสถานะหรือฐานันดรของคนในสังคม) และคนก็ไม่ได้มีสิทธิมากกว่ารถยนต์ ที่จะอ้อยสร้อยใช้พื้นที่บนถนนโดยไม่เกรงใจรถ

 

ฟังดูแล้ว หลายคนอาจคิดว่า Shared Space น่าจะเป็นสภาพการณ์ในอุดมคติที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง หรือถ้าเกิดขึ้นจริงก็คงสร้างภาวะอนาธิปไตยบนถนนให้เปล่าๆ แต่จริงๆ แล้วเมืองแบบตะวันตกหลายแห่งได้สร้าง Shared Space ขึ้นมาอย่างเช่นในเมืองไบรท์ตันของอังกฤษ กับถนนชื่อ New Road ทั้งเส้น ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็ทำให้รถแล่นผ่านถนนเส้นนี้น้อยลง 93% แต่มีจักรยานและคนเดินถนนเพิ่มขึ้น 93% และ 162% ตามลำดับ

 

ในอเมริกาก็มีเมืองที่ใช้ระบบ Shared Space เช่นกัน อย่างที่เวสต์ปาล์มบีช ในฟลอริดา มีการรื้อป้ายจราจรและป้ายถนนออกทั้งหมด เพื่อให้คนเดินถนนได้ชิดใกล้กับรถยนต์มากขึ้น บางคนอาจคิดว่าทำแบบนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ผลกลับปรากฏว่า ทำให้รถยนต์แล่นช้าลง และเกิดอุบัติเหตุน้อยลง ที่สำคัญก็คือ ทำให้เวลาที่ใช้ในการเดินทางเฉลี่ยแล้วลดลงด้วย

 

Shared Space ยังเกิดขึ้นในอีกหลายที่ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และออสเตรเลีย ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้ผลดีแก่ส่วนรวมทั้งสิ้น

 

 

ตัวอย่างการออกแบบพื้นที่เชื่อมต่อด้วยโครงข่ายการสัญจรระบบรองและการเดินเท้า

 

ที่มา : www.bangkok250.org

 

Walkability

 

คำนี้ก็คือความสามารถในการเดินหรือเป็นเมืองเดินได้เป็นดัชนีบ่งชี้ว่า เมืองนั้นเปิดโอกาสให้คนสามารถเดินได้อย่างสะดวกมากน้อยแค่ไหนด้วยการสร้างสาธารณูปโภคที่เหมาะสมกับการเดิน เช่น มีทางเท้ากว้าง มีต้นไม้ใหญ่ ทางเดินไม่ขรุขระกระเดิดหรือมีน้ำกระเซ็นไหลเปื้อนเปรอะ

 

Walkability กลายเป็นดัชนีชี้วัดความสมัยใหม่ของเมือง เป็นการบอกว่า มนุษย์ควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเดินซึ่งเป็นกิจกรรมธรรมดาๆ ของมนุษย์แบบดั้งเดิมที่สุด โดยเมืองที่ส่งเสริมให้คนเดินได้ แปลว่าจะต้องเป็นเมืองที่มีรูปแบบของ mixed-use Development มี Human Scale รวมถึงมี Shared Space มากในระดับหนึ่ง

 

ปัจจุบันนี้ Walkability เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ประเมินคุณภาพของเมือง การวางผังเมืองและชุมชนต้องให้ความสำคัญกับการสัญจรด้วยการเดิน และแม้กระทั่งการเดินเล่นซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสุขภาวะของคนที่อยู่ในเมืองนั้นๆ

 

 

ตัวอย่างการออกแบบเมืองที่คำถึง วิถีชีวิต และอกลักษณ์ของพื้นที่

 

ที่มา : www.bangkok250.org

 

Slow City

 

ถ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองแบบตะวันตก เราจะเห็นว่า แนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานพื้นที่ การเบลอพื้นที่จราจร หรือการให้ความสำคัญกับการเดินนั้น ล้วนเป็นองค์ประกอบของเมืองแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า Slow City หรือเมืองเชื่องช้า

 

จริงๆ แล้ว เมืองเชื่องช้ามีต้นกำเนิดจากอิตาลี มีชื่อเรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Cittaslow ซึ่งก็เริ่มมาจากขบวนการ Slow Food นั่นเอง เมืองเชื่องช้ามีเป้าหมายในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตในเมือง และส่งเสริมความแตกต่างหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องมีอะไรที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด แต่วัฒนธรรมที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ในเมือง

 

จริงๆ แล้วโดยนิยาม เมืองเชื่องช้าไม่ควรมีประชากรมากเกินกว่า 50,000 คน แต่ก็มีการประยุกต์หลักการของเมืองเชื่องช้าไปใช้ในเมืองใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบูดาเปสต์, เซนต์หลุยส์, นิวออร์ลีนส์, ดีทรอยต์ หรือแม้แต่เมืองบิ๊กเบิ้มอย่างลอนดอนก็ยังมีขบวนการ Slowlondon ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เมืองช้าจะไม่มีวัตถุประสงค์เป็นรูปธรรมแน่ชัด แต่เปิดโอกาสให้คนที่แตกต่างหลากหลายได้วิสาสะสนทนา เปิดพื้นที่คนได้ค่อยๆ ครุ่นคิด และลงมือทำบางสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และทำสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง

 

ส่วนใหญ่แล้วเมืองเชื่องช้าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเมืองเงียบด้วย เพราะความแช่มช้าก็ทำให้เกิดความนิ่งเงียบ ไม่รีบร้อนเร็วรี่แออัด

 

ที่ว่ามาทั้งหมด เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของแนวโน้มการพัฒนาเมือง ที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

คำถามก็คือ – คุณว่าเมืองแบบที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นได้ไหม, กับดินแดนแห่งนี้

 

 

ในไทย ก็มีโครงการส่งเสริมการเดินที่เรียกว่า GoodWalk Thailand อยู่ (ดูได้ที่ goodwalk.org) เป็นโครงการของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UddC) ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการศึกษาตั้งแต่กลางปี 2557 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินของผู้คนในพื้นที่เมืองในชีวิตประจำวัน

 

GoodWalk เป็นการศึกษาการเดินได้ของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อคัดเลือกพื้นที่ตัวอย่างสำหรับการศึกษาเชิงลึก เพื่อพัฒนาดัชนีศักยภาพการเดินเท้า รวมไปถึงเสนอแนวทางการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่ตัวอย่าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

ลิ้งบทความ https://www.the101.world/life/urban-design/