เรื่องที่ต้องเรียนรู้จากชาวดัตช์ ก่อนกรุงเทพฯ กลายเป็น “เมืองจมน้ำ”

เรียบเรียงโดย ชยากรณ์ กำโชค

 

          สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Facebook Page : World Economics Forum ได้นำเสนอวิดีโอขนาดสั้น ความยาวประมาณ 1.30 นาที พร้อมเฮดไลน์ที่ชวนให้ผมคลิกดูอย่างไม่ลังเล แปลได้หยาบๆ พอสังเขปว่า  

 

          “กรุงเทพฯ กำลังจมเพราะน้ำหนักของตึกสูงระฟ้า” 

          (Bangkok is sinking under the weight of its own skyscrapers.) 

 

 



          เชื่อว่า หลายคนน่าจะมีโอกาสได้รับชม และอาจเป็น 1 ใน 2,000 กว่าบัญชีที่ร่วมแชร์วิดีโอดังกล่าว 

 

          เนื้อหาส่วนหนึ่งของวิดีโอบอกว่า กรุงเทพฯ มีแนวโน้มจมใต้น้ำในอีก 15 ปี เนื่องจาก ตึกสูงจำนวนมากกำลังกดทับผิวดินจนทรุด ประกอบกับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระดับน้ำบาดาลลดต่ำลงจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และการขยายตัวของเมืองของเมืองชายฝั่ง โดยมีเมืองร่วมชะตากรรมอีก 7 เมือง ได้แก่ เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมืองธากา ประเทศบังกลาเทศ  เมืองเลกอส ประเทศไนจีเรีย และเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา 

 

ในกลุ่ม 8 เมืองเสี่ยงจมน้ำ มีเมืองใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ถึง 4 เมือง

 

ที่มาภาพ https://www.theguardian.com/world/gallery/2011/oct/25/bangkok-flooding-waters-in-pictures



โลกยิ่งร้อน ระดับน้ำทะเลยิ่งสูง

 

          อันที่จริงแล้วคำเตือนที่ว่ากรุงเทพฯกำลังจะจมน้ำ  เป็นคำเตือนที่ค่อนข้างคุ้นหูหลายๆ คนไม่น้อย ทั้งผ่านปากนักวิชาการด้านภูมิศาสตร์ วิศวกรรม นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม นักข่าว หรือแม้จากปากคนใกล้ตัวที่เล่าต่อๆ กันมา สะท้อนให้เห็นความวิตกกังวลของสังคมที่มีต่อสถานการณ์การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มน่าวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น เพราะมีสภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จึงถึงเวลาแล้วที่เมืองเปราะบางริมชายฝั่งทะเล ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนก่อนที่จะสายเกินไป ชนิดที่งบประมาณกี่แสนล้านบาทก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้

          มีความเห็นพ้องทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) หรือข้อเท็จจริงที่ชุมชนนักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันในประเด็นโลกร้อนที่ระบุว่า ภายในปี 2010 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่งสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.7-3.2 ฟุต

          ทว่า ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจะเร่งให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 หรืออีก 31 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า เมืองชายฝั่งทะเลอย่างน้อย 570 เมืองครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก จะเผชิญกับสถานการณ์ “เมืองจมน้ำ” หรือเมืองทรุกตัวต่ำกว่าระดับน้ำทะเล หากไม่เร่งหาเตรียมแผนรับมือ 

 

ที่มาภาพ : Nicolas Asfouri / AFP Photo

https://theaseanpost.com/article/bangkok-sinking-fast

 

 

อยู่กับน้ำอย่างชาวดัตช์ 

วิศวกรรม-เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการออกแบบเมือง

 

          เมื่อเมืองสามารถตีโจทย์ได้แล้วว่า ปัญหาน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน ฉะนั้น แนวทางการรับมือกับปัญหาจึงมีองค์ประกอบมากกว่าการตั้งรับด้วยการลงทุนก่อสร้างโครงการด้านวิศวกรรมขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนหรือกำแพงกั้นน้ำ แต่เมืองจำเป็นต้องตระหนักถึงการแก้ปัญหาที่สาเหตุด้วยมิติทางสิ่งแวดล้อม เช่น การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญคือการออกแบบเมืองให้พร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง (resilience) ควบคู่กันไปด้วย ดังจะอธิบายตัวอย่างให้เห็นภาพผ่าน “เมืองรอตเทอร์ดาม” 



ที่มาภาพ : https://landscapeiskingston.wordpress.com/2017/01/31/water-square-benthemplein-rotterdam/

 

          เมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มักถูกชูเป็นโมเดลของเมืองชายฝั่งที่ปรับตัวอยู่กับน้ำได้  โดยมีเมกะโปรเจกต์อย่าง Maeslant Barrier หรือ The Maeslantkering เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องเมืองจากน้ำ แบริเออร์ดังกล่าวเป็นแบริเออร์ยักษ์ขนาดเท่าหอไอเฟล 2 หอไอเฟล  ควบคุมการทำงานด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ คอยทำหน้าที่ปิดกั้นน้ำในสภาวะเผชิญความเสี่ยง เช่น เมื่อเจอเหตุการณ์น้ำขึ้นจากพายุ หรือ storm surge ปัจจุบัน The Maeslantkering เป็นโครงสร้างที่สามารถเคลื่อนที่ได้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย แต่ว่าความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบเดียวของการสร้างเมืองที่อยู่กับน้ำได้



 

ที่มาภาพ: https://www.researchgate.net/figure/The-Maeslant-storm-surge-barrier-near-Rotterdam-during-a-test-closure-source_fig1_234289232 

         จุดเปลี่ยนของรอตเทอร์ดามเริ่มต้นอย่างมีนัยยะสำคัญในปี 1953 ปีที่เมืองได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลยกตัวซัดเข้าฝั่งด้วยความสูงกว่า 5 เมตร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,800 คน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเมืองตระหนักถึงการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว และระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Delta Commission) ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบและจัดทำแผนป้องกันน้ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนกระจายอำนาจให้คณะทำงานด้านการบริการจัดการน้ำตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อดูแลโครงสร้างป้องกันน้ำรวมระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตรทั่วประเทศได้ด้วยอำนาจเต็ม

ที่มาภาพ :https://www.wired.com/2008/12/ff-dutch-delta/

          นอกจากนี้ แนวคิดการออกแบบเมือง (urban design) ด้วยการเนรมิตให้รอตเทอร์ดามกลายเป็น "เมืองฟองน้ำ" (sponge city) โดยการสร้างพื้นที่รับน้ำแทรกซึมไปตามโครงสร้างต่างๆ เช่น พื้นที่จอดรถใต้ดิน, สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 4 แห่ง อาคารลอยน้ำคล้ายบ้านเรือนแพ รวมถึงพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะบนหลังคาและดาดฟ้า ที่ปกคลุมด้วยพืชดูดซึมน้ำฝน มีตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจ คือ Water Plaza Benthemplein จัตุรัสสาธารณะสำหรับรับน้ำฝนแห่งแรกของโลก ในยามปกติพื้นที่แห่งนี้จะเป็นสนามกีฬาหลากหลายประเภท เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล สเก็ต หรือเป็นโรงละครกลางแจ้ง  แต่ความพิเศษคือสนามเหล่านี้ถูกสร้างต่ำกว่าที่ราบปกติ แล้วรายล้อมด้วยอัฒจันทร์เป็นขั้นบันไดกลายเป็นอ่างรับน้ำ พร้อมกับวางท่อระบายน้ำที่เชื่อมกับหลังคาด้วยในกรณีที่ฝนตกหนักมาก เกินกว่าที่ระบบระบายน้ำทำงานได้ทัน จัตุรัสแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ ที่สามารถรับน้ำได้สูงสุดถึง 1.7 ล้านลิตร ก่อนที่น้ำจะค่อยๆระบายไปที่คลองและระบบระบายน้ำ โดยไม่ขังบนถนนและเส้นทางสัญจร

ที่มาภาพ : https://www.c40.org/case_studies/benthemplein-water-square-an-innovative-way-to-prevent-urban-flooding-in-rotterdam

          นับแต่เหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ผ่านไปกว่า 50 ปี เมืองท่าขนาดใหญ่อย่างรอตเทอร์ดามก็ยังเดินหน้าสร้างเมืองที่ทำให้ชาวเมืองกว่า 1.5 ล้านคนสามารถอยู่น้ำได้อย่างปลอดภัย ดังเห็นได้จากนโยบายของเมืองที่เรียกว่า “Climate Change Adaptation Strategy” หรือ กลยุทธ์การปรับตัวจากสภาวะโลกร้อน โดยมีเป้าหมายเป็นเมืองเป็นเมืองที่สามารถปรับตัวอยู่กับน้ำให้ได้ภายในปี 2025  ทั้งนี้ด้วยการยกระดับขีดความสามารถของโครงสร้างด้านการบริหารจัดการน้ำ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในเขตเมือง และชาวเมืองได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเพื่อเตรียมการรับมือได้ถูกวิธีและไม่ตื่นกลัว

          “อย่ามองปัญญาโลกร้อนเป็นอุปสรรคแต่ให้มองเป็นโอกาสในการสร้างเมืองให้พร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น น่าดึงดูกมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้เศรษฐกิจเมืองเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” เป็นวาทะที่นายอาเหม็ด อาบูตาเลบ ผู้ว่าการเมืองรอตเทอร์ดามคนปัจจุบัน กล่าวไว้กับชาวเมืองรอตเทอร์ดาม

 

          ดังที่มีผู้ได้กล่าวไว้ว่ากุญแจสำคัญในการเอาชนะภัยพิบัติและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองรอตเทอร์ดามที่นอกเหนือจากความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมและการออกแบบเมือง หรือแม้กระทั่งนโยบายของรัฐ หาก “ทัศนคติ” (Attitude) ในการอยู่ร่วมกับน้ำชองชาวเมืองรอตเทอร์ดาม ก็เป็นคุณค่าที่หลายเมืองต้องยึดเป็นโมเดลต้นแบบด้วยเช่นกัน 

 

ที่มาภาพ : https://www.wbez.org/shows/worldview/mayor-of-rotterdam-discusses-racism-and-sustainable-urbanism/d4b3ab6e-1c7e-40f3-b6b6-f7de6385bb23 



แหล่งข้อมูลและที่มาภาพประกอบ 

  1. https://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/2162409/bangkok-sinking-
    how-will-thailands-capital-cope-when

  2. https://www.facebook.com/worldeconomicforum/videos/2079188475518441/Uzpf
    STEyMDE5Mzg3MDM6MTAyMTk4ODAwNTU0OTA3NTM/

  3. https://www.weforum.org/agenda/2019/01/the-world-s-coastal-cities-are-going-under
    -here-is-how-some-are-fighting-back/?fbclid=IwAR2wjTdBQY3AOJ0We66ySvpPyz3
    YeLS4XSWatsRpuBh0A_90D_DfInrkUk0

  4. https://www.voicetv.co.th/read/184605?fbclid=IwAR1XyTSYr1hhH_6kReL6BT02A3U
    Ipoe6wh-XCGdlrLN3MFYL-tJbEJlH7GE
     

  5. https://www.bbc.com/thai/thailand-45411046

  6. http://hydrolaw.thaiwater.net/web/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B
    8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B
    8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B
    8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A/