แก้รถติด - โลกร้อน - เหลื่อมล้ำ ด้วยขนส่งมวลชน 0 ยูโร

 

เรียบเรียงโดย ชยากรณ์ กำโชค

 

เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อลักเซมเบิร์กประกาศเป็นประเทศแรกในโลก ที่จะไม่เก็บค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชน ทั้งบัส แทรมหรือรถราง และรถไฟ ตามนโยบายหาเสียงด้านสวัสดิการของนายซาวีเอ เบิทเทิล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน การดำเนินการนี้จะเริ่มคิกออฟเดือนมีนาคมปีหน้า  ครอบคลุมสิทธิประชากรทุกกลุ่มถ้วนหน้า ทั้งชาวลักเซมเบิร์ก แรงงานต่างชาติ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเฉลี่ย 1.2 ล้านคนต่อปี 

 

ที่มาภาพ : http://www.citiestips.com/view/Luxembourg-305427

 

ลักเซมเบิร์กมีพื้นที่ประมาณ 2,586 ตารางกิโลเมตร ขนาดใกล้เคียงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยพื้นที่ของประเทศที่ไม่ใหญ่นัก คุณจึงสามารถเดินทางจากเมืองทางตอนเหนือสุด ไปยังเมืองทางใต้ด้วยเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น  ลักเซมเบิร์กมีประชากรราว 602,000 คน ล้อมรอบด้วยเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเยอรมนี และด้วยค่าแรงขั้นต่ำที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในสหภาพยุโรป (EU) จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชากรในกลุ่ม 3 ประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางข้ามพรมแดนมาทำงานมากกว่า 175,000 คนอีกด้วย 

 

แม้จะเดินทางเหนือสุดไปใต้สุดในเวลา 2 ชั่วโมง แต่คุณก็สามารถเสียเวลา 2 ชั่วโมงบนถนนในเมืองหลวงอย่าง “กรุงลักเซมเบิร์กซิตี” ได้เช่นเดียวกัน เพราะลักเซมเบิร์กขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ประชากรนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวมากที่สุดในยุโรป ประชากรราว 60% เดินทางไปทำงานด้วยรถยนต์ส่วนตัว ไม่นับรวมแรงงานต่างชาติที่เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานไป-กลับทุกวันอีก 20% ส่วนระบบขนส่งมวลชนนั้นกลับมีผู้นิยมใช้งานเพียง 19% แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือปัญหารถติดนั่นเอง 

 

ที่มาภาพ : https://nexter.org/luxembourg-public-transport-free-how-other-countries-deal-with-traffic-congestion

 

มาตรการงดเก็บค่าโดยสารทุกระบบขนส่งมวลชน ประกาศโดยกระทรวงการเคลื่อนที่และกิจการสาธารณะ (Ministry of Mobility and Public Works) เมื่อปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ประชากรลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของปัญหาสภาวะโลกร้อน 

 

นอกจากนี้ อีกเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลคาดหวังให้เกิดขึ้นก็คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

 

ที่มาภาพ https://www.bbc.com/worklife/article/20190128-the-cost-of-luxembourgs-free-public-transport-plan

 

แม้ลักเซมเบิร์กจะเป็นที่รู้จักในฐานะนครรัฐที่ร่ำรวย ซึ่งก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของชาวลักเซมเบิร์กยังสูงกว่าหลายๆ ประเทศในกลุ่ม OECD หรือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันผู้มีรายได้ต่ำในระดับฐานราก 10% ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,000 ยูโร (30,000 กว่าบาทไทย) มีสัดส่วนสูงขึ้นตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งลักเซมเบิร์ก เพราะฉะนั้น มาตรการงดจัดเก็บค่าโดยสารจึงมีประโยชน์โดยตรงต่อผู้มีรายได้น้อยนั่นเอง 

 

สำนักข่าวบีบีซีได้พูดคุยกับชาวลักเซมเบิร์กหลายๆ กลุ่ม อาทิ คุณฟาติมา บรากา ซึ่งรับจ๊อบทำความสะอาดบ้านและสำนักงานด้วยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ละวันเธอเดินทางไป-กลับจากบ้านไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ซ้ำ และแน่นอนว่าเธอยินดีกับมาตรการงดเก็บค่าโดยสารเพราะช่วยลดต้นทุนในการเดินทางได้เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีก็ได้พูดคุยกับคนชั้นกลางที่มีรายได้สูงขึ้นอีกขั้นอย่าง คุณแอน คลีน เธอเป็นครูสอนที่โรงเรียนมัธยมในเขตเมือง ทุกวันที่ทำงานแอนจะขับรถจากบ้านมาโรงเรียนซึ่งห่างกัน 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 30 นาทีหากหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน แน่นอนว่าด้วยความสะดวกสบายที่เคยชิน ไม่ต้องแบกหามอุปกรณ์การสอนขึ้นรถโดยสารให้ทุลักทุเล เธอยืนยันจะขับรถยนต์ส่วนตัวมาทำงานแม้มีค่าใช้จ่าย 

 

เพราะฉะนั้น ความท้าทายของมาตรการเก็บค่าโดยสารเป็นศูนย์ คือการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมและความเคยชินของผู้ใช้รถยนต์เป็นประจำ ให้หันมาใช้ขนส่งมวลชนเป็นทางเลือกเดินทาง

 

ที่มาภาพ : https://luxtimes.lu/archives/19540-bus-ted-no-ticket-on-luxembourg-city-buses-means-150-euro-fine



เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชากรผู้นิยมใช้รถยนต์เปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้เป้าหมาย “แก้รถติด-ลดโลกร้อน” บรรลุเป้าหมาย รัฐบาลลักเซมเบิร์กเตรียมมาตรการเชิงรุกด้วยการลงทุนงบประมาณกว่า 2.2 พันล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปการ อาทิ พัฒนาโครงข่ายระบบรางให้ทันสมัย กระจายสถานีขนส่งให้ครอบคลุมทั่วทุกมุมเมือง สร้างระบบเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะบริเวณรอยต่อประเทศเพื่อนบ้านให้มีคุณภาพ ตลอดจน พัฒนาโหนดการเชื่อมต่อระบบรถไฟ-รถราง-รถบัส ฯลฯ  มีเป้าหมายเบื้องต้นให้กลุ่มคนใช้รถยนต์ เปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ภายใน 5 ปี หลังจากเริ่มต้นงดเก็บค่าโดยสาร 

 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามกับมาตรการงดเก็บค่าโดยสาร เพราะมีเสียงสะท้อนว่ายังมีปัญหาเมืองที่รัฐน่าจะนำภาษีจำนวนมหาศาลไปสนับสนุนหรือแก้ปัญหามากกว่า เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาต่ำในเขตเมือง เพื่อลดขยายตัวของเมืองไปยังพื้นที่ชายแดน รวมทั้งยังไม่มีใครออกมารับประกันว่ามาตรการดังกล่าวจะมาพร้อมการเลย์ออฟพนักงานที่ทำงานในองค์กรให้บริการขนส่งสาธารณะด้วยหรือไม่ 

 

 

ที่มาข้อมูล

 

  1. นิตยสาร Monocle, June 2019

  2. https://www.bbc.com/worklife/article/20190128-the-cost-of-luxembourgs-free-public-transport-plan 

  3. https://www.theguardian.com/world/2018/dec/05/luxembourg-to-become-first-country-to-make-all-public-transport-free

  4. https://edition.cnn.com/travel/article/luxembourg-free-public-transport/index.html