Open Data 101: ประวัติศาสตร์ ที่มา และผลสำเร็จจากขบวนการทำข้อมูลเปิด

“น่าตลกที่ในยุคที่เรามีเทคโนโลยีที่สามารถแบ่งปันข้อมูลได้ทั่วถึงและรวดเร็ว ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการร่วมมือและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เรากลับมัวแต่กังวลกับการจดลิขสิทธิ์ และล็อกข้อมูลไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นมาใช้”

 

จอห์น วิลแบงส์ อดีตรองประธาน Creative Commons และหนึ่งในผู้นำขบวนการการเปิดข้อมูล (Open Data Movement) เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าคิด เพราะในขณะที่เรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น แต่เรากลับไม่มีข้อมูลที่มาแบ่งปันกันบนโลกออนไลน์ได้ ทั้งๆ ที่หากมีข้อมูลก็จะเกิดการคิดค้นเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

 

ถึงแม้ว่าขบวนการข้อมูลเปิดจะฟังดูเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องของอนาคต และปัจจุบันส่วนใหญ่มักได้ยินจากบริบททางการเมือง เช่นการเปิดข้อมูลเพื่อเปลี่ยนแปลงให้รัฐบาลเป็นรัฐเปิด (Open Government) แต่ก่อนที่ข้อมูลเปิดจะมีนัยยะทางการเมืองเช่นปัจจุบัน จริงๆ แล้ว ข้อมูลเปิดมีประวัติที่ย้อนไปตั้งแต่ปี 1942 กันเลย

 

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง UddC จึงอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักขบวนการข้อมูลเปิดอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำให้คุณเห็นว่า จริงๆ แล้วข้อมูลเปิดสำคัญมากขนาดไหน

 

โรเบิร์ต คิง เมอร์ตัน นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันผู้ริเริ่มแนวคิดขบวนการข้อมูลเปิด     

(ภาพจาก Thoughtco)

 

จุดเริ่มต้นของขบวนการข้อมูลเปิด

 

หลักการการเปิดข้อมูลเริ่มจากความคิดของนักสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์ (Sociologists of Science) ที่ชื่อ โรเบิร์ต เค. เมอร์ตัน ในปี 1942 เขาเชื่อว่าข้อสำคัญของการวิจัยคือการที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงผลวิจัยได้โดยปราศจากค่าใช้จ่ายใดๆ  การไม่จดลิขสิทธิ์จึงเป็นการเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนร่วม

 

แม้ว่าหลักการนี้จะมีมานานแล้ว แต่คำว่า “ข้อมูลเปิด” หรือ Open Data ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1995 ในบทความทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ เพราะสุดท้ายแล้วปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ดังนั้นก่อนที่ข้อมูลเปิดจะกลายมาเป็นข้อถกเถียงและขบวนการทางการเมือง ขบวนการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากแวดวงทางวิทยาศาสตร์ 

 

ต่อมาช่วงปี ค.ศ. 1980s ทั้งสหรัฐอเมริกาและคณะกรรมาธิการยุโรป เริ่มพัฒนาเข้าสู่ตลาดข้อมูล โดยเริ่มมองข้อมูลเป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่ต้องแข่งขันกันและไม่สามารถกีดกันการใช้ พูดง่ายๆ คือการใช้ข้อมูลโดยคนหนึ่งไม่ได้ขัดขวางคนอื่นๆ ในการใช้ข้อมูลเดียวกัน

 

เหมือนดั่งที่ เอลินอร์ ออสตรอม นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ทำวิจัยเกี่ยวกับความเฉพาะเจาะจงของข้อมูลส่วนร่วม (Specificity of Information Commons) พบว่า นอกจากการเปิดข้อมูลจะไม่กีดกันและไม่แข่งขันกับคนอื่นแล้ว ยังนำไปสู่การเสริมสร้างข้อมูลใหม่ๆ ที่เพิ่มเป็นประโยชน์ได้อีกด้วย

 

เหตุเกิดจากความไม่เชื่อใจ

 

ต่อมาในยุคที่เกิดความไม่เชื่อใจในสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐฯ หรือเอกชน คนเกิดความตื่นตัวเรื่อง ความโปร่งใสและการตรวจสอบองค์กรได้ หลักการข้อมูลเปิดจึงถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยทั้งหมดเริ่มจากการตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วข้อมูลที่รัฐถือควรเป็นของประชาชนทั้งหมดหรือไม่? ใครเป็นเจ้าของข้อมูล?

 

 

ดังนั้นก่อนที่จะเปิดข้อมูลได้ กรอบกฎหมายสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการเปิดข้อมูลคือ กฎหมายเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร  ที่ว่าด้วย “สิทธิที่จะรู้” ที่กำหนดว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ถึงข้อมูลของรัฐ ทั้งนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ออกกฎหมายดังกล่าวเมื่อปี 1966

 

กลุ่มผู้เข้าเสวนา ณ เมืองเซบาสโตโพล รัฐ แคลิฟอร์เนีย เพื่อนิยามข้อมูลเปิดและหลักเกณฑ์แปดประการ

(ภาพจาก Donneesouvertes)

 

จากกรอบกฎหมายที่บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูล จุดเปลี่ยนของขบวนการข้อมูลเปิดคือการรวมตัวของผู้สนับสนุนขบวนการสามสิบคนที่เมืองเซบาสโตโพล รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2007 ทั้งหมดรวมตัวกันเพื่อนิยามว่าข้อมูลเปิดคืออะไร โดยต้องการนำคำนิยามใหม่นี้ไปเสนอให้กับผู้ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี ต่อไป ผลคือการบัญญัติหลัก 8 ประการว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลว่า “Data should be complete, primary, timely, accessible, machine-processable, nondiscriminatory, nonproprietary, and license-free.” แปลง่ายๆ คือ “ข้อมูลต้องสมบูรณ์ เป็นชั้นแรก ทันการณ์ เข้าถึงได้ ประมวลได้โดยเครื่อง ไม่เลือกปฏิบัติ ปลอดกรรมสิทธิ์ และไม่ต้องขออนุญาต”

 

ผลจากการประชุมนั้นทำให้เกิดการตื่นตัวถึงอำนาจจากข้อมูลว่า การเปิดเผยข้อมูลไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่เป็นก้าวแรกของการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การร่วมมือเพื่อคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ หรือการใช้การเปิดข้อมูลเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาล โดยผลักดันให้รัฐบาลเปลี่ยนจากข้อมูลรัฐฯ ที่ปกปิดไว้ให้กลายเป็นข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) และช่วยผลักดันให้รัฐบาลเป็น “รัฐเปิด” (Open Government) มากขึ้นนั่นเอง

 

ผังสรุปความแตกต่างระหว่าง Open Data, Open Government Data และ Open Government

(ภาพจาก Thaipublica)

 

“รัฐเปิด” ผลสำเร็จจากขบวนการทำข้อมูลเปิด

 

รัฐเปิดมีหลักการสำคัญ 3 ประการคือ ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วม (Participation) และการเพิ่มพลังประชาชน (Empowerment)

  

หลักการรัฐเปิดนี้เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950s โดยกล่าวถึงรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งแตกต่างจากรัฐเปิดในบริบทของข้อมูลเปิดตรงที่ ในบริบทนี้เครื่องมือที่ทำให้รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นคือการทำให้ “ข้อมูล” เป็น “ข้อมูลเปิด” เพื่อดึงอำนาจกลับสู่มือประชาชน เพราะเมื่อ “ข้อมูลภาครัฐ” กลายเป็น “ข้อมูลภาครัฐแบบเปิด” แล้ว ประชาชนก็สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของภาครัฐมากยิ่งขึ้น

 

ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลว่างบประมาณไทยทั้งหมดแยกไปแต่ละจังหวัดแต่ละองค์กรส่วนท้องถิ่น ส่วนละเท่าใดบ้าง? มีการก่อสร้างโครงการใดบ้าง? ใครประมูลโครงการใดในราคาเท่าใด? เราจะสามารถลดอัตราการคอร์รัปชันได้มากเพียงใด?

 

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศมหาอำนาจแรกที่โอบรับหลักการข้อมูลเปิดและรัฐเปิดมาใช้จริง อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา ออกมาประกาศสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลเพื่อ “เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาธิปไตย และส่งเสริมประสิทธิภาพของรัฐบาล” ในปี 2009 โดยในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดตัวเว็บไซต์ Data.Gov และเดินหน้าสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลเพื่อการตรวจสอบได้ของรัฐบาลสหรัฐฯ มาตั้งแต่นั้น และล่าสุดปี 2014 รัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติ Digital Accountability and Transparency Act (DATA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายรัฐฯ โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

เว็บไซต์ Data.Gov ที่สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลเพื่อการตรวจสอบได้ของรัฐบาลสหรัฐฯ

(ภาพจาก data.gov)

 

เมื่อหลายประเทศพัฒนาแล้วเริ่มไหวตัวเรื่องข้อมูลเปิดที่นำไปสู่การทำให้รัฐบาลเป็นรัฐเปิด จึงเกิด “แนวร่วมรัฐเปิด” (Open Government Partnership หรือ OGP) ขึ้นในปี 2011 จากการรวมตัวของ 8 ประเทศ ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ อเมริกาใต้ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ปัจจุบัน OGP มีสมาชิกเพิ่มมาอีก 67 ประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยของเรานั่นเอง

 

ท้ายที่สุดในยุคดิจิทัล ปัจจุบันการแบ่งปันข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว การร่วมมือกันเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สามารถทำได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ปัญหาอยู่ที่ถึงแม้เทคโนโลยีการแชร์จะพัฒนาไปไกลแล้วแต่กลับไม่มีข้อมูลให้แบ่งปันหรือต่อยอด เราจึงต้องพัฒนาความเปิดของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวิชาการหรือข้อมูลภาครัฐฯ ให้ทันกับเทคโนโลยีการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล

 

ข้อมูลจาก