คนยิ่งเดิน เมืองยิ่งรวย “ชิม ช็อป ใช้” ในเมืองเดินได้ ช่วยกระจายรายได้สู่กระเป๋าผู้ค้ารายย่อย

 

คนยิ่งเดิน เมืองยิ่งรวย

“ชิม ช็อป ใช้” ในเมืองเดินได้

ช่วยกระจายรายได้สู่กระเป๋าผู้ค้ารายย่อย

เรียบเรียงโดย ชยากรณ์ กำโชค

 

“เดินวันละเป็นหมื่นก้าว” นักท่องเที่ยวไทยหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเมื่อได้ไปเดินต่างบ้านต่างเมือง โดยเฉพาะในเมืองพัฒนาแล้ว ที่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพ ครอบคลุมทุกเป้าหมายการเดินทาง แถมยังมีทางเท้ากว้างขวาง เดินสะดวกสบาย สองข้างทางพบแต่ความร่มรื่นและร้านค้าชวนให้เสียทรัพย์เป็นว่าเล่น หลายคนเดินเก่งแล้ว ยัง “ชิม ช็อป ใช้” เก่งแบบไม่รู้ตัวเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ

 

นั่นเป็นความสัมพันธ์ง่ายๆ ระหว่างการเดินและความมั่งคั่งของเมือง ซึ่งเราจะอธิบายในบทความนี้ 

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า  “เดิน” เป็นวิธีออกกำลังกายง่ายๆ ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางกายและใจ หลายคนจึงเลือกเดินช้าๆ ในระยะที่ไม่ไกลนัก เพื่อย่อยอาหารที่รับประทานอย่างหนักหน่วง หรือเมื่อต้องการตกตะกอนความคิดที่ฟุ้งซ่านให้กลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน 

 

แต่จะเชื่อหรือไม่ว่า “เดิน” ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางการเงินของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและสุขภาวะทางการคลังของเมืองอีกด้วย หลายเมืองทั่วโลกจึงเริ่มต้นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมการเดินและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มต้นจากร้านค้าปลีกขนาดเล็กสู่ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจเมือง 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ : Tristan Cleveland

 

แผนที่ผสมกราฟิกด้านบนเป็นฝีมือของ Tristan Cleveland นักผังเมืองแห่งศูนย์ Happy City ผู้ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างการเดินและเศรษฐกิจเมือง เขาชวนจินตนาการว่า ถ้าทุกบ้านไม่มีห้องน้ำ และทุกครั้งที่ต้องการทำธุระส่วนตัว คุณต้องขับรถจากบ้านไปห้องน้ำสาธารณะเสมอ หากเป็นเช่นนั้น เมืองคงรถติดมาก ส่วนคนใช้รถก็เปลืองเงินค่าเติมเชื้อเพลิงรถยนต์ แถมยังเสียเวลา การไม่มีห้องน้ำจึงไม่ใช่แค่ความไม่สะดวกสบาย แต่ยังทำให้เสียทรัพย์ และฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจเมือง  

 

ในทางตรงข้าม ปัจจุบันไม่ใช่เพียงทุกบ้านมีห้องน้ำในตัวอยู่แล้ว แต่การปลูกสร้างบ้านยังเลือกทำเลที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต อย่างชาวเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐฯ ที่มักปลูกบ้านสร้างชุมชน ซึ่งสามารถเข้าถึงร้านกาแฟ ร้านตัดผม ธนาคาร ฯลฯ ด้วยการเดินเท้า ประหยัดทั้งเวลาและเงิน

 

“อยากกินขนมปังแต่ต้องขับรถไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการขับรถไปเข้าสุขา” Cleveland เปรียบเทียบไว้ 

 

เขายังชวนตั้งข้อสังเกตอีกว่า สิ่งที่สะท้อนความเป็นย่านใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ นอกจากอาคารสำนักงาน ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบาย ก็คือความคึกคักของร้านค้าที่อยู่ในระยะเดินได้  

 

Cleveland อธิบายว่า หากหัวใจของระบบเศรษฐกิจคือ “ทำได้มากในเวลาและต้นทุนที่น้อยกว่า” (doing more in less time and cost) การเดินในชีวิตประจำวันก็เป็นเช่นนั้น  เช่น คนส่วนใหญ่เลือกเดินในระยะ 5-10 นาที และชอบที่จะได้ทำหลายอย่างๆ ในเวลาอันจำกัด ซึ่งโปรดักทีฟมากกว่า

 

ดังนั้น ประเด็นการสร้าง “ย่านเดินได้” จึงไม่ใช่เรื่องความสะดวกสบายส่วนบุคคล แต่ยังส่งผลโดยตรงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังเช่นหลายเมืองพัฒนาแล้วที่เดินได้ มักมีเลข GDP สูงๆ หรือมีอัตราการบริโภคมวลรวมในเมืองที่สูงมาก ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบนั่นเอง 

 

ภาพ Tristan Cleveland นักผังเมืองแห่งศูนย์ Happy City https://www.thestar.com/opinion/contributors/2019/09/30/tristan-cleveland-the-halifax-cfl-stadium-proposal-is-an-insult-to-taxpayers-and-should-get-sacked.html 

 

 

พลังทางเศรษฐกิจจากทางเท้าในเขตเมือง

และการดึงดูดแรงงานทักษะขั้นสูง 

 

The Center for Real Estate and Urban Analysis เพิ่งเปิดเผยรายงาน Foot Traffic Ahead 2019 ทำการศึกษาพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ 30 เมืองของสหรัฐฯ ซึ่งล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมการเดิน กล่าวคือ สถานที่ต่างๆ ในย่านตั้งอยู่ในระยะเดินเท้า พบว่า เมืองเหล่านี้ล้วนมีพลังทางเศรษฐกิจมหาศาล อาทิ  นิวยอร์ก เดนเวอร์ ซานฟรานซิสโก วอชิงตัน ดี.ซี. บอสตัน และชิคาโก เป็นต้น 

 

ตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองและประเทศโดยเฉพาะในยุค “เศรษฐกิจฐานความรู้” ก็คือ การเลือกลงทุนตั้งสำนักงานของบริษัทระดับโลก หรือแม้กระทั่งบริษัทสตาร์ตอัพส์ทางเทคโนโลยี รวมทั้งการย้ายเข้ามาทำงานของแรงงานคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยทักษะขั้นสูง  

 

ที่เมืองเดนเวอร์ ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เมืองหลวงของรัฐโคโรลาโดแห่งนี้ มี GDP เติบโตต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมการเดินและระบบขนส่งมวลชน แม้ยังไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนดังกล่าวว่าเชื่อมโยงโดยตรงอย่างไรกับการเติบโตของ GDP  

 

แต่ผู้วิจัยก็สันนิษฐานได้ว่า ย่างน้อยโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ดีขึ้ทั้งทางเท้าและระบบขนส่งมวลชน ตลอดจนสภาพแวดล้อมเมืองที่ดีนั้น ช่วยดึงดูดแรงงานทักษะขั้นสูงให้เข้ามาทำงานในเมือง และดึงดูดให้บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาลงทุนตั้งสำนักงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองได้โดยตรงจากกำลังการใช้จ่าย และอ้างอิงตามผลงานการศึกษา เม็ดเงินที่ไหลเวียนในเมืองเดินได้ก็มักกระจายไปยังธุรกิจขนาดเล็ก-กลางในเมืองนั่นเอง

 

 

ภาพ https://www.bizjournals.com/denver/blog/boosters_bits/2014/09/more-on-the-cover-story-what-makes-colorado.html 

 

 

ทางเท้า : โครงสร้างกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง 

 

ผศ.ดร. นิรมล เสรีสกุล  ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) และหัวหน้าโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk) เคยกล่าวไว้ว่า การพัฒนาโครงสร้างทางเท้าเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับกลางและระดับย่อย เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองที่ผู้คนนิยมใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทาง เนื่องจาก ความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ แปรผกผันกับความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอย  เพราะฉะนั้น การเดินเท้าจึงมีผลโดยตรงต่อความคึกคักทางเศรษฐกิจ ช่วยกระจายความมั่งคั่งไปยังธุรกิจอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ เมืองที่มีทางเดินเท้าคุณภาพ จะสร้างสำนึกของความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม ส่งเสริมให้คนมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย และ เป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมด้วย

ราคาที่คน+เมืองต้องจ่ายถ้าเมืองเดินไม่ดี 

 

ย้อนกลับไปที่แนวคิดของนักผังเมือง Tristan Cleveland เขารวบรวมข้อเสียหากเมืองเดินไม่ได้ ทั้งผลกระทบในระดับบุคคลและในระดับเมือง ดังนี้ 

 

ระดับบุคคล 

  • ค่าเชื้อเพลิง ค่าจอดรถ ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง  

  • เสียเวลาหาที่จอดรถ (มีผลการศึกษาในนิวยอร์ก พบว่า การวนหาที่จอดด้วยเวลาเพียง 15 นาที มีค่าใช้จ่ายที่เจ้าของรถต้องเสียมากกว่า 2,243 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี)

  • ค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอุบัติเหตุ 

 

ระดับเมือง

  • รถติด (มีผลการศึกษา พบว่า ปัญหารถติดในเมืองโตรอนโต แคนาดาทำให้เมืองมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี)

  • การใช้พื้นที่เมืองอย่างไม่คุ้มค่าสำหรับการเป็นที่จอดรถ และการลงทุนสร้างอาคารจอดรถ

  • ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจากค่าขนส่งและเชื้อเพลิงในการขนส่ง ที่มีผลต่อต้นทุนสินค้า

  • คนเบื่อรถติดจึงไม่อยากออกจากบ้าน (ผลการศึกษา ระบุว่า โตรอนโตสูญเงินกว่า 1.5-5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระบบเศรษฐกิจเพราะปัญหารถติดทำให้คนไม่อยากออกมาจับจ่าย)


ภาพ https://medium.com/happy-cities/walking-economics-aaf64898f361

 

ขอปิดท้ายด้วยภาพความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจกับการเดินเท้าอีกครั้ง 

Cleveland อธิบายว่า ประสิทธิภาพของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับต้นทุนใน 2 ปัจจัย

คือ ต้นทุนค่าขนส่งสินค้ามายังหน้าร้าน ทั้งการขนส่งด้วยรถไฟ รถบรรทุก หรือเรือ เมื่อก่อนการคำนวณต้นทุน-กำไรอาจยึดปัจจัยดังกล่าวเป็นสำคัญ แต่การขายสินค้าในปัจจุบันกลับคำนึงปัจจัยอีกด้าน นั่นคือ การดึงดูดให้ผู้บริโภคในตลาด กลับมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านเป็นประจำ แต่ละคนอาจเดินทางมาด้วยรถยนต์ รถประจำทาง จักรยาน หรือเดิน

 

การเข้าถึงหน้าร้านด้วยการเดินนี่แหละที่ไม่สร้างต้นทุนสักบาทเดียวให้กับผู้บริโภคและเมือง



ที่มาข้อมูล

  1. https://medium.com/happy-cities/walking-economics-aaf64898f361 

  2. https://urbanland.uli.org/sustainability/houston-economic-case-walkability/ 

  3. https://www.brookings.edu/blog/the-avenue/2019/07/12/the-economic-power-of-walkability-in-metro-areas/

  4. https://www.voicetv.co.th/read/329397