คนเดินถนนคนหนึ่ง : เมื่อการออกไปเดินยิ่งกว่าการออกไปรบ

โดย ณัฐชนน ปราบพล

 

บรรพบุรุษของเราเคยตัดสินใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยการอพยพออกจากทวีปแอฟริกาด้วยการเดิน หลายล้านปีถัดมา ในวันที่มนุษย์มีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง เกิดชุมชนและเมืองขึ้นทุกแห่ง และแทบไม่มีความจำเป็นต้องเดินเท้าอพยพข้ามทวีปกันอีกต่อไป เมื่อมนุษย์ คือ เผ่าพันธุ์ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านการเดิน หากเดินด้วยขาไม่ได้ มนุษย์ก็จะพยายามคิดค้นวิธีการสักอย่างมาช่วยให้เราเคลื่อนที่ได้อยู่ดี แล้ว ณ ตอนนี้การเดินของเราเป็นอย่างไรบ้าง?

 

เดินได้ต้องปลอดภัย

การขยายตัวของชุมชนเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกวันนี้ ประชากรมากกว่าครึ่งโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ขณะที่เทรนด์ของโลก คนกำลังย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองกันมากขึ้นโดยเฉพาะเมืองใหญ่ การพัฒนาเมืองนั้นย่อมต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างปลอดภัย

แต่ในความเป็นจริง กระบวนการพัฒนาของหลายๆเมืองอาจจะกำลังประสบปัญหาหรือเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์การเติบโตของเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด

กรุงเทพมหานครเมืองใหญ่อีกแห่งของโลกที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว การพัฒนาเมืองที่ยังไม่ส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งการเดินซึ่งเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของมนุษย์ เปรียบเสมือนกระบวนการก่อร่างสร้างเมืองที่บิดเบี้ยวจนบางครั้งก็คิดเหมือนกันว่า “หรือเมืองที่เดินได้อย่างปลอดภัย กับกรุงเทพมหานคร อาจเป็นเส้นขนานที่ยากจะมาพบกัน”

ที่มา: http://goodwalk.org/

 

สิทธิของคนเดิน กับสนามรบบนทางเท้า

จริงอยู่ที่ทางเท้านั้นคือพื้นที่สาธารณะ ใครจะกระทำการสิ่งใดบนพื้นที่สาธารณะนั้นย่อมทำได้ แต่ถ้าปราศจากการลำดับความสำคัญบนพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ตามมาคือการละเมิดสิทธิ์ ในเมืองที่เราต่างรู้กันดีว่าทางเท้าและการเดินมีแต่อุปสรรคอย่างกรุงเทพฯ ปัญหาที่ว่าคือ “การไม่มีที่ให้เดิน” การให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าย่อมเป็นสิ่งที่ถูกลำดับความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนลำดับรองลงมาคือการใช้พื้นที่บนทางเท้าเพื่อประกอบกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การค้าขาย กิจกรรมเพื่อนันทนาการ และการสัญจรด้วยยานพาหนะขนาดเล็กหรือไร้เครื่องยนต์อย่างจักรยาน หรือ Scooter เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นอีกแรงดึงดูดคนให้หันมาเดินทางด้วยเท้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นต้องมีการจัดการที่ดีและเป็นระเบียบ

แต่ความเป็นจริงในหลายพื้นที่ ทุกครั้งที่เดินบนทางเท้า ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบระหว่าง 3 กองทัพที่กำลังพุ่งเข้าหากันอย่างไม่มีใครยอมใคร 3 กองทัพที่ว่าคือ กองทัพคนเดิน กองทัพร้านค้า และกองทัพยานพาหนะ คงเดากันไม่ยากว่าใครจะเป็นผู้แพ้รายแรก เพราะที่มักพบเห็นจนชินตาคือ พื้นที่ทางเท้าถูกเปลี่ยนเป็นช่องจราจรด่วนพิเศษสำหรับจักรยานยนต์ เป็นที่จอดรถฟรีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ และเป็นร้านอาหาร ไม่เหลือพื้นที่ให้คนเดินบนทางเท้าจนต้องผันตัวเองไปเป็นคนเดินถนนแทน ก็คือลงไปเดินบนถนนจริงๆ

ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นสอดคล้องกับผลการศึกษาของโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk) โดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองที่ว่า “กรุงเทพฯเป็นเมืองที่เดินได้ แต่เดินไม่ดี” ก็คือ เมืองมีแหล่งสาธารณูปการอยู่ในระยะเดินถึง แต่เมืองก็มีอุปสรรคในการเดินเท้ามากเช่นกัน คนจึงไม่ค่อยอยากเดินทั้งที่จริงแล้ว การเดินคือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งในการเคลื่อนย้ายตนเองไปยังที่ต่างๆของคน แต่กลายเป็นว่า คนกรุงเทพฯ กำลังถูกละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ที่มา: www.posttoday.com

 

อยากเดินที่นี่ ต้องเป็นยอดนักสู้

นอกจากการต่อสู้กันในสนามทางเท้าของ 3 กองทัพ พบว่า คนที่จะเดินเท้าในเมืองนี้ได้ต้องสู้กับแนวทางการออกแบบเมืองและการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครจะคิดว่าในเวลา 1 สัปดาห์เราจะมีประเด็นเกี่ยวกับการเดินเท้าไม่เว้นวัน วัสดุปูพื้นทางเท้า สะพานลอยคนข้าม สิ่งกีดขวางบนทางเท้า ทางข้ามไม่ได้ข้าม ทางเดินไม่ได้เดิน

บ่อยครั้งที่เห็นภาพทางเท้าของในหลายๆ เมืองทั่วโลกแล้วอดอิจฉาไม่ได้ ทั้งความร่มรื่น สวยงาม สะอาด เป็นระเบียบ มีชีวิตชีวา และอีกสิ่งที่เห็นพบเห็นได้คือ การเคารพและให้เกียรติกันบนทางเดินระหว่างคนเดินกับผู้ใช้ยานพาหนะ ในขณะที่เมืองหลวงของไทยกลับต้องมีกลุ่มคนออกมาตั้งเรื่องรณรงค์ต่อต้านการยกเลิกทางม้าลายข้ามพญาไท บริเวณหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาเมืองที่ลดทอนความสำคัญ และการเคารพสิทธิคนเดินเท้าอย่างเห็นได้ชัด และนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเดียวที่คนอยากเดินต้องออกมาเรียกร้อง และต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในการเดินของตนเอง ทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป

 

คนจะข้าม ขอความกรุณาหยุดให้สักนิด

สุดท้ายนี้จะขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง จากที่เคยได้สัมผัสและลิ้มรสชาติแห่งการเดินของเมืองใหญ่ร่วมภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ เมืองนี้ซึ่งจะต้องมีความสมบูรณ์พร้อมในความคิดของหลายคน แต่ที่จริงแล้ว Nobody’s perfect สิงคโปร์เองก็ไม่ได้สมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องการสัญจรในเมืองด้วยการเดิน ทางเท้าหลายเส้นทางค่อนข้างแคบและไม่ได้สวยงามมาก เป็นเพียงการเทปูนแล้วฉาบให้เรียบเท่านั้น แต่แทบไม่พบการรุกล้ำทางเท้าเลย และพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือ การหยุดหรือชะลอรถทุกครั้งเมื่อเห็นคนกำลังจะข้ามถนน และไม่มีการจอดล้ำเส้นเข้าในทางคนข้าม นั่นเป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เพราะคุณอาจโดนปรับขั้นต่ำ 120 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 2,700 บาท)พร้อมกับถูกตัดอีก 3 คะแนน เพียงแค่หยุดรถล้ำเข้าเขตทางม้าลาย

สำหรับกรุงเทพฯ และหลายเมืองในไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินเท้าและข้ามถนนยังยากลำบาก อาจเพราะการสะสมพฤติกรรมจนกลายเป็นวินัยจราจรย่ำแย่ แต่ไม่ได้ความว่า สิ่งที่เป็นอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดของการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันบนทางสัญจรทุกประเภท ไม่ใช่เพื่อความเป็นระเบียบ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงโทษจับปรับ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้การออกไปเดินหรือการใช้รถใช้ถนน ยิ่งกว่าการไปออกรบ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทย มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนมากเป็นอัน 2 ของโลก ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงคนเดินเท้าที่เสียชีวิตจากความประมาทและไม่เคารพกฎจราจรของผู้ใช้ยานพาหนะ

 

ที่มา: สมาชิกเฟซบุ๊ก “Pair’wa Smilezii” อ้างถึงใน www.khaosod.co.th