คุณใช้เวลาในการเดินทางไปกลับที่ทำงานวันละกี่ชั่วโมง?

        จากประสบการณ์ 6 ปีที่ต้องเดินทางบนถนนพหลโยธินจากบ้านไปโรงเรียน ด้วยระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร แต่กลับใช้เวลาบนรถถึง 45 นาที หรือหากวันไหนโชคร้ายต้องขึ้นรถเมล์ ที่ไม่มีความแน่นอนเลยว่าจะมาถึงป้ายเมื่อไหร่ เวลาการเดินทางก็จะเพิ่มเป็น 1 ชั่วโมง ทำให้เกิดเป็นคำถามกับตนเองเสมอว่า ถ้าโตขึ้นเราจะต้องใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานในเมืองที่ไกลกว่าโรงเรียนอีกหลายเท่าตัว ด้วยเวลากี่ชั่วโมงกัน

 

        คำถามนี้หายไปเมื่อได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และอาศัยที่หอพักใกล้กับมหาวิทยาลัย ปัญหารถติดที่เคยพบเจออยู่ทุกวันจนคุ้นชิน จึงกลายเป็นเรื่องไกลตัว เพราะส่วนใหญ่จะใช้วิธีการเดินเท้าในมหาวิทยาลัยและบริเวณโดยรอบ และไม่ต้องเข้ามาเจอกับปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ บ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน 

 

        จนช่วงปี 4 ที่ตารางเรียนไม่แน่นมาก บางวันจึงสามารถกลับบ้านได้ในช่วงกลางสัปดาห์ ตอนนั้นเหมือนความคุ้นเคยที่ห่างหายไปนานมันกลับมา และหนักขึ้นเมื่อมีแผนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ตัดผ่านถนนที่ต้องใช้กลับบ้าน จาก 45 นาทีที่เคยเดินทางเป็นประจำ กลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง ประเด็นรถติดในกรุงเทพฯ จึงกลับมาเป็นประเด็นที่สนใจอีกครั้ง 

 

        เป็นที่มาของภาคนิพนธ์เรื่อง “BTS: การจัดการเวลาในชีวิตคนเมือง” (2560) ที่ศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของกรอบเวลาการทำงานที่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนเมือง เมื่อเวลาของการทำงานเข้ามาเป็นเวลาหลักในชีวิต รวมถึงเวลาในการเดินทางเป็นเวลารองลงมา คนเมืองมีการจัดการเวลาในส่วนนี้กับส่วนอื่นๆในชีวิตอย่างไร

 

 

        เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าหนึ่งในปัญหาที่คนเมืองกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่พบเจอในแต่ละวันคือปัญหาการจราจรติดขัด จากการศึกษารายงานประเมินสภาพจราจรทั่วโลกประจำปี 2560 โดย INRIX Global Traffic Scorecard พบว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดอันดับ 16 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย  สาเหตุหลักมาจากปัญหาการขยายตัวของเมืองที่แผ่ไปตามแนวราบตามถนนสายหลัก ปัญหาการพัฒนาถนนที่ยังไม่สมบูรณ์ ถนนสายหลักแคบและเล็ก รวมถึงถนนสายรองและสายย่อยยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อถนนสายหลักต่างๆ เข้าด้วยกัน 

 

        ที่สำคัญคือปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ ปัญหาจากตัวผู้ใช้รถใช้ถนนเองที่มีการจอดรถซ้อนคัน  และปัญหาความไม่สัมพันธ์กันระหว่างปริมาณรถยนต์และความสามารถในการรองรับจำนวนรถยนต์บนท้องถนน จากการศึกษาข้อมูลจากสำนักยุทธศาสตร์การประเมินผล และสำนักการโยธา, กรุงเทพมหานคร พบว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่ถนนเพียงแค่ 8% ซึ่งน้อยมาก เมื่อเทียบกับเมืองโตเกียว (23%) และเมืองนิวยอร์ก (38%)

 

       

        ช่วงที่ต้องเก็บข้อมูลสำหรับภาคนิพนธ์เรื่อง “BTS: การจัดการเวลาในชีวิตคนเมือง” (2560) ฉันได้มีการลงพื้นที่ พร้อมกับสัมภาษณ์คนเมืองอายุตั้งแต่ 16 – 35 ปี จากหลากหลายอาชีพจำนวน 20 คน เกี่ยวกับการบริหารเวลาของแต่ละคนและการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการทำกิจกรรมอื่นๆ อ่านแล้วอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องง่าย เพราะดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ใครๆก็ตอบได้ แต่การหาเวลาเข้าไปสัมภาษณ์คนเมืองที่มีเวลาทำงานเป็นเวลาหลักของแต่ละวันนั้นเป็นเรื่องยาก จึงเลือกสัมภาษณ์กลุ่มคนเมืองที่เป็นคนใกล้ตัว ก่อนจะใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ในการสัมภาษณ์คนเมืองเพิ่มเติม 

 

        สิ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการสัมภาษณ์คือกลุ่มตัวอย่างไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกเมือง ใกล้หรือไกลจากแหล่งงาน ทุกคนล้วนทุกข์ทนกันปัญหาการจราจรทั้งสิ้น โดยนอกเหนือไปจากเวลานอนหลับ (ประมาณ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน) แน่นอนว่าเราหลีกเลี่ยงการนอนหลับไม่ได้แม้ว่าแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม และเวลาของการทำงาน (7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน) ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันดีว่าการทำงานเป็นแหล่งที่มาของรายได้ซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต กิจกรรมที่ใช้เวลารองลงมากลับเป็นการเดินทางอยู่บนท้องถนนหรือบนระบบราง โดยเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสภาพจราจรของกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี 

 

       เพื่อไปทำงานให้ทัน คนเมืองจำเป็นที่จะต้องการวางแผนการเดินทาง โดยประสบการณ์การเดินทางในแต่ละวัน ทำให้ทุกคนรู้ว่าจะใช้เวลาโดยประมาณเท่าไหร่และการเดินทางรูปแบบใดจะช่วยเซฟเวลาของตนเองได้มากที่สุด แต่การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองได้ ผู้ให้ข้อมูลหลายคนต้องต่อรถหลายต่อ รวมถึงต้องติดอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานกว่าจะมาถึงออฟฟิศ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่คนเมืองต้องพบเจอ 

 

       ฉันในตอนนั้นที่คุ้นเคยกับปัญหารถติด แต่ยังไม่เคยเข้าใจกับความเหนื่อยล้าจากการต้องต่อรถหลายต่อไปยังที่ทำงาน ได้มีโอกาสลงพื้นที่พร้อมกับ “บี” หนึ่งในผู้ให้ข้อมูล โดยเริ่มจากการนั่งรถเมล์สาย 34 จากสะพานใหม่ไปยังสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ต่อรถไฟฟ้าไปที่สยาม และเดินต่อไปยังมหาวิทยาลัย ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเวลา 2 ใน 3 ของการเดินทางครั้งนี้คือการต้องยืนเบียดอยู่ในรถเมล์บนถนนพหลโยธิน ซึ่งหากวันไหนเป็นช่วงเปิดเทอม ฝนตก หรือว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การเดินทางก็จะยาวนานขึ้นอีก การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงทำให้ฉันที่อยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยและใช้เวลาในการเดินไปเรียนเพียง 15 นาทีเข้าใจวิถีชีวิตและความทุกข์ทนของคนเมืองมากขึ้น

 

 

      ปัจจุบัน ฉันเป็นหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางจากบ้านในย่านเสนานิคม เข้ามาทำงานในออฟฟิศเขตบางรักเกือบทุกวัน สามารถตอบคำถามของตนเองได้แล้วว่า ใช้เวลาเดินทางไป-กลับจากบ้านและที่ทำงาน 3 ชั่วโมง/วัน และจากประสบการณ์ 1 ปีที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าจะต้องติดอยู่บนถนนพหลโยธินที่คุ้นเคยประมาณ 45 นาที จึงจะถึงสถานี MRT ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีใต้ดิน และอีก 10 นาทีในการเดินจากสถานีสามย่านไปออฟฟิศ โดยมีความหวังว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหารถติดแถวบ้านหากสร้างเสร็จและเปิดให้ใช้บริการแล้วจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางในแต่ละวันให้น้อยลง เพื่อที่ได้จะมีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆมากขึ้น

 

      ถึงแม้ว่าการเดินทางจะเป็นสิ่งที่คนเมืองสามารถวางแผนได้ และเราเรียนรู้ที่ปรับตัวให้เคยชินกับเวลาที่เสียไปในแต่ละวันกับการทำกิจกรรมนี้ ฉันก็คิดว่าหากในอนาคตจะมีการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้น เชื่อมโยงครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน ชั้นนอก และปริมณฑล ทำให้การเดินทางระหว่างแหล่งที่อยู่และแหล่งงานสะดวกขึ้น รวมถึงมีนโยบายที่ส่งเสริมให้คนเมืองหันมาใช้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน 

 

      นอกจากจะช่วยลดปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯแล้ว ยังช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองดีขึ้นไปอีกด้วย

 

 

ที่มาข้อมูล: สำนักยุทธศาสตร์การประเมินผล และสำนักการโยธา