ดับร้อนด้วยแอร์ : ปรากฏการณ์ “เมืองกินคน” ในสายตานักรัฐศาสตร์

ในเดือนเมษายนอันร้อนระอุ  คนเมืองจำนวนไม่น้อยบอก  อะไรจะพังก็พังได้ แต่ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ ! ทว่าความเย็นสบายคลายร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยม  ได้สร้างมลพิษมหาศาล ซึ่งกระทบการใช้ชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  นักรัฐศาสตร์เรียกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น (ชนิดที่หลายคนไม่รู้ตัว) ว่า การกินชีวิตกันในเมือง อันเป็นผลจากความเหลื่อมล้ำ  พร้อมเสนอทางออกสร้างชุมชนเข้มแข็ง เดินหน้าต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ในฐานะคนเมืองเช่นเดียวกัน

 

เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน ชีวิตคนเมืองจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และหลายเมืองทั่วประเทศ พยายามพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น    กระทั่งเครื่องปรับอากาศกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นสำคัญที่ที่พักอาศัยและอาคารสำนักงานจะต้องมี ในระหว่างที่คนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตทั้งวันอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ มลภาวะที่เกิดจากการใช้เครื่องปรับอากาศนั้นได้ไปกระทบสุขภาพและการดำเนินชีวิตของคนที่ใช้ชีวิตนอกอาคาร คนที่ทำมาหากินตามท้องถนนนั้น โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า การกินชีวิตกันในเมืองนำมาสู่คำถามที่ว่า การใช้เครื่องปรับอากาศของคนกลุ่มหนึ่งจึงเป็นการกินชีวิตคนอีกกลุ่มหนึ่ง? และเหตุใดการกินชีวิตจึงเกิดขึ้นในพื้นที่เมือง? 

 

นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าวว่า การใช้เครื่องปรับอากาศของคนในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงภาวะการณ์การกินชีวิตกันในเมืองได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกิดจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ซึ่งอาจสร้างผลกระทบให้กับบุคคลอื่นในทางใดทางหนึ่ง หรือการใช้บุคคลอื่นทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น เช่น การมีเมืองเจริญ สวยงาม และมีเศรษฐกิจดี อาจแลกมาจากการมีแรงงานราคาถูก เช่นเดียวกับการที่คนบางกลุ่มนั่งสบายในห้องแอร์ ก็แลกมากับการที่คนบางกลุ่มต้องมารับภาระด้านสุขภาพจากมลภาวะที่มาจากแอร์นั้น ทั้งนี้ การกินชีวิตกันจะยิ่งทวีความเข้มข้นหากความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในเมืองแยกห่างออกจากกันเรื่อยๆ

 

ในประเด็นนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ เสนอว่า หากต้องการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของคนกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเมือง จะต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับสถานการณ์ต่างๆ ในระดับชีวิตประจำวันมากขึ้น พร้อมชี้ให้เห็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำในเมืองว่า เป็นผลมาจากการที่ผู้คนมองว่าเมืองเป็นสิ่งที่สามารถออกแบบให้ดีและมีความสวยงามได้เช่นเดียวกับวัตถุโดยละเลยประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในระดับเมืองไป

 

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเมืองเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม เพื่อให้ผู้คนกลุ่มต่างๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ สามารถเริ่มต้นด้วยการผลักดันให้ผู้คนมีจิตสำนึกและตั้งคำถามเสมอว่า การตัดสินใจลงมือทำอะไรบางอย่างของพวกเขา กระทบต่อการใช้ชีวิตของคนอื่นมากน้อยแค่ไหน ตลอดจนการส่งเสริมให้คนในพื้นที่ใช้สิทธิของตนเองในการต่อรองและส่งสัญญาณความต้องการของกลุ่มไปที่ผังส่วนกลาง ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนร่วมพูดคุยกันในระดับย่อย เช่น เรื่องการใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านและสำนักงานว่า มีการตรวจสอบสภาพการใช้งานหรือไม่ มีจำนวนกี่ตัว ต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ โดยการจัดเก็บภาษีควรแปรผันไปตามจำนวนความร้อนและมลพิษที่ปล่อยออกมา และนำภาษีที่ได้ไปใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่เสียโอกาสต่อไป

 

หากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่เมืองไม่ได้รับการแก้ไข คนในเมืองก็จะไม่สามารถสมาคมหรือแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันได้ บางกรณีที่มีความเหลื่อมล้ำรุนแรงอาจนำไปสู่การเกิดจลาจลในเมือง (Urban Riot) ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริงในบางประเทศ เช่น กรณีคนผิวสีในอเมริกันที่รู้สึกว่าตนเองถูกกีดกัน กระทั่งพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้ เป็นต้น

 

ในช่วงท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ กล่าวว่า มีหลายประเทศที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในเขตเมืองได้สำเร็จ  แต่ก็ใช่ว่าจะนำมาปรับใช้ได้กับประเทศไทยได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะท้ายที่สุดแล้วการลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการต่อรองของผู้คนตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ซึ่งไม่มีรูปแบบที่ตายตัว พร้อมเน้นย้ำว่า หนทางหนึ่งที่จะกระชับความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม จะต้องเริ่มจากการส่งเสริมผลักดันให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ทำให้คนเห็นว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำต่างๆ จะต้องจ่ายค่าเสียโอกาสให้แก่ผู้อื่น