ตายสงบศพสีเขียว เมื่อการตายยุคใหม่ต้องเป็นมิตรกับเมือง

โดย กัญรัตน์ โภไคยอนันต์


“การทำปุ๋ยและการแปรสภาพเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าจากร่างกายที่ไร้ลมหายใจ อาจกลายเป็นวิธีจัดการร่างหลังความตายที่นำมาใช้กับคนเมืองในอีกไม่ช้า”  

 

คำกล่าวนี้อาจจะไม่ไกลเกินจริงอีกต่อไป 

 

หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการคนเมือง 4.0  การตายและการจัดการร่างเป็นอีกหนึ่งหัวข้อของคนเมืองที่ยังไม่ได้รับการพูดถึงมากนักในประเทศไทย ผศ.ดร. ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำวิจัยศึกษาเรื่อง การตาย โดยแบ่งการตายออกเป็น 2 ช่วง คือ วาระท้ายของชีวิต  และวาระหลังจากเสียชีวิต (การจัดการร่าง) 

 

ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่ระบุถึงสิทธิในการปฏิเสธการรักษาที่ยังเป็นที่รับรู้ในวงจำกัด คนไข้หรือญาติสามารถปฏิเสธการรักษาในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตได้   ผศ.ดร.ภาวิกา ได้นำเสนอถึงสถานที่ดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายและรูปแบบการจัดการร่างในอนาคต การนำเสนอถึงการตายอย่างมีสุข (Good Death) และการตายของคนเมืองมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะการอยู่กับการตายอาจข้ามเส้นแบ่งบางๆ ได้เพียงเสี้ยววินาที  ดังนั้นการคิดถึงการจัดการร่างที่เป็นเรื่องที่เคยเป็นเรื่องไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก จึงมีความสำคัญไม่น้อย

 

 

ส่วนในต่างประเทศเริ่มมีการศึกษามาแล้วระยะหนึ่ง ด้วยภาวะการกลายเป็นเมือง (Urbanization) ทั่วโลก ที่ผู้คนอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากขึ้น พื้นที่ในเมืองจึงกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มีแต่จะขยับราคาขึ้นทุกวัน หากสังเกตุดูจะพบว่า การจัดการร่างในรูปแบบการฝังแทบจะไม่เหลือในพื้นที่เขตเมืองอีกต่อไป เช่น ในมหานครนิวยอร์กซึ่งไม่มีการสร้างสุสานขึ้นในเขตเมืองมานานแล้วกว่า 50 ปี มิหนำซ้ำสุสานบางแห่งยังถูกรื้อถอนกลายสภาพเป็นพื้นที่ใช้สอยอย่างอื่นแทน เช่น สุสานโบราณย่านสีลมใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร

 

แนวคิดการจัดการร่างทดแทนการฝังหรือการเผาอย่างชาวเอเชีย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ กระตุ้นเกิดแนวคิดใหม่ของโลกที่เรียกว่า  “การทำปุ๋ยมนุษย์” ( Human Composting) 

 

ปุ๋ยมนุษย์ คือ การนำร่างกายไปแปรสภาพเป็นดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารโดยใช้ระยะเวลาในการแปรสภาพประมาณ 30 วัน  เมื่อปลายเดือนเมษายน 2019 ที่ผ่านมา รัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐแรกที่ผ่านกฎหมายอนุญาติให้ทดลองนำร่างคนเสียชีวิตมาใช้วิธีจัดการร่างให้กลายเป็นปุ๋ย และยังมีกรรมวิธีการย่อยสลายร่างด้วยอัลคาไลน์ (alkaline hydrolysis) ซึ่งเป็นการละลายของร่างกายในภาชนะแรงดันด้วยน้ำและโพแทสเซียมไฮดรอกไซหรือน้ำด่าง ซึ่งถูกกฎหมายแล้วใน 16 รัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ที่มา : (recompose.life/news,2019)

 

Katrina Spade ผู้ก่อตั้งองค์กร Recompose เป็นนักสถาปนิกและนักลงทุนที่มีความสนใจในการออกแบบเมืองโดยมุ่งเน้นที่การศึกษานวัตกรรมใหม่ในการแปรสภาพร่างกายของมนุษย์ อธิบายถึงการทำปุ๋ยว่า กระบวนการ Recompose นั้นร่างกายจะถูกวางไว้ในภาชนะที่มีเศษไม้หญ้า อัลฟัลฟา (Alfalfa) และฟางซึ่งทำงานเพื่อย่อยสลายร่างกาย โดยใช้พลังงานเพียง 1 ใน 8 ของการเผา

 

 

 ที่มา : (https://www.citylab.com,2019)

 

นอกจากทำเป็นปุ๋ยยังมีอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ การแปลงสภาพเป็นพลังงานไฟฟ้า  มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ( Columbia University) มีศูนย์การทดลองศึกษาการตายของมนุษย์เมืองหรือที่เรียกว่า Urban Death Lab ที่ทำการศึกษาเรื่อง คนเมืองจะอยู่กับการตายอย่างไร นักวิจัยได้ทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ฝังศพที่มากขึ้นในเขตเมือง และจำนวนพลเมืองที่เพิ่มขึ้นทุกวัน รวมถึงการเดินทางไปยังสุสานที่ห่างออกไปก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ คน 2 ใน 3 ที่เสียชีวิตในเมืองนิวยอร์กไม่สามารถเข้าถึงรายจ่ายในส่วนของการจัดการร่างของบุคคลที่รักได้ 

 

ที่มา : https://www.inverse.com/article/22907-death-lab-constellation-park

 

แนวคิดดังกล่าวผสมผสานศาสตร์หลายแขนงทั้งสถาปัตยกรรม ชีววิทยาและวิศวกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยจัดการร่างผู้เสียชีวิตให้กลับมาสร้างชีวิตหรือพลังงานใหม่ได้  มีการทดลองนวัตกรรมการแปรสภาพร่างกายให้เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในสวนแห่งอนาคต จากแนวคิดที่เมืองอย่างนิวยอร์กเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความต้องการกระบวนการจัดการร่างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้น DeathLAB กำลังทำงานบนทางเลือกในการเผาศพและการออกแบบพื้นที่สาธารณะใหม่หรือการสร้างความทรงจำของผู้จากไปที่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ ด้วยวิธีการของ Deathlab คือ ศพจะถูกฝังไว้ใน "เรือแห่งความทรงจำ" ที่จะเร่งความเร็วในการสลายตัวโดยใช้กระบวนการทางจุลินทรีย์แล้วป้อนพลังงานเข้าไปในเซลล์เชื้อเพลิง

 

ที่มา : (http://deathlab.org/,2019)

 

ย้อนกลับมาประเทศไทย แน่นอนว่าธรรมเนียมปฏิบัติต่อร่างผู้เสียชีวิตมีทางเลือกใหญ่อยู่ 2 ทาง นั่นคือการเผาและการฝัง ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา  หากเป็นในต่างจังหวัดปัญหาเรื่องพื้นที่ในการฝังอาจยังไม่เกิดขึ้น สังเกตุได้จากการกระจายตัวของสุสาน ในเขตพื้นที่จังหวัดสระบุรี ชลบุรี ฯลฯ แต่การตายในเขตเมือง ขณะที่พื้นที่มีอย่างจำกัดและมีมูลค่าสูง การเผาจึงกลายเป็นทางเลือกอันดับแรกในการจัดการร่างของมนุษย์เมืองอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

 

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่อธิบายถึงรูปแบบเตาเผาศพในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับ 1.0-4.0 มีการใช้น้ำมันดีเซลหรือก๊าซเป็นเชื้อเพลิง และเริ่มมีเตาที่ใช้ไฟฟ้าในการเผาไหม้ จากจำนวน 456 วัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่มีเตาเผาศพจำนวน 310 วัด โดยทั้งหมดยังเป็นเตาเผา 3.0 คือ การเผาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษระดับดี  โดยกรมควบคุมมลพิษตั้งเป้าปรับปรุงและยกระดับเตาเผาเป็นระดับ 4.0 จำนวน 20 วัดในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษระดับ ดีเยี่ยม การยกระดับเตาเผาศพจะช่วยลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน และก๊าซต่างๆ   ซึ่งเทียบกับการตายที่เกิดขึ้นทุกวัน เตาเผา 4.0 ในกรุงเทพมหานครจึงนับว่าขาดแคลนอยู่มาก และถึงแม้เตาเผาระดับ 4.0 ของประเทศไทยจะไร้ควันแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการใช้พลังงานในกระบวนการเผา หรือสามารถสร้างพลังงานหมุนเวียนกลับมาใหม่ได้ อาจจะถึงเวลาที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และสถาปนิกออกแบบเมืองต้องร่วมมือกันคิดถึงนวัตกรรมการออกแบบ วิธีการจัดการร่างในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะในขณะที่การกลายเป็นเมืองกำลังขยายไปทุกสารทิศคู่ขนานไปกับการตายที่ไม่อาจคาดเดาได้ 

 

 

การตายแม้จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หากแต่การตายในอนาคตของมนุษย์เมือง ที่มีความสัมพันธ์กับ พื้นที่และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากขึ้นในทุกๆจังหวะของชีวิต การตายในอนาคตของคนเมือง 4.0 อาจไม่ใช่เพียงการตาย เผา ฝัง จบ แต่การจัดการหลังตายในรูปแบบอื่นๆ หรือการตายสีเขียวก็เป็นทางเลือกที่ความน่าสนใจไม่น้อย 

 

แล้วคุณคิดว่า “การตายสีเขียว” เป็นทางเลือกที่คุณสนใจไหม ?

 

อ้างอิง

https://www.citylab.com/environment/2019/01/human-composting-washington-katrina-spade-burial-death/580015/

https://www.inverse.com/article/22907-death-lab-constellation-park

http://deathlab.org/

https://www.posttoday.com/social/general/575731