ทำความรู้จัก ‘ย่านกะดีจีน’ 6 ชุมชนฝั่งกรุงธน ก่อนกรุงเทพฯ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนคงเคยได้ยินสื่อต่างๆ หรือคนรู้จักพูดถึงย่านกะดีจีน กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

บางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่าย่านนี้อยู่ส่วนไหนของกรุงเทพฯ? ใช่ที่เดียวกับชุมชนกุฎีจีนฝั่งธนบุรีแล้วเรียกกันผิดเพี้ยนเรื่อยมาจนเป็นคำนี้หรือเปล่า? หรือถ้าไม่ใช่แล้วนั้น ย่านที่ว่านี้อยู่ตรงส่วนไหนและมีขอบเขตครอบคลุมส่วนไหนบ้าง?

บทความนี้จะพาท่านย้อนอดีตไปถึงที่มาที่ไป พร้อมทั้งนำเสนอเสน่ห์ของย่านนี้ที่ใครต่อใครพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นย่านแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้วาทะกรรม สามศาสนา สี่ความเชื่อ

 

เดิมทีคำว่า กุฎี / กุฏิ / กะดี มีรากศัพท์และความหมายเหมือนกัน ซึ่งแปลว่า กระท่อมที่อยู่ของนักบวช อาทิ พระสงฆ์ และสามเณร หรือที่ถูกนำไปใช้ในบริบทของชาวมุสลิม กะดี ยังแปลว่าโรงพิธีในศาสนาอิสลาม นิกายเจ้าเซ็นได้อีกด้วย โดยคำว่ากะดีนี้ มักใช้กันแพร่หลายกันตั้งแต่สมัยอยุธยาก่อนที่จะสูญหายไปจนถึงปัจจุบัน

โดยนิยามของคำว่า กุฎีจีน ในเชิงพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้กันแต่แรกนั้น มาจากชุมชนเล็กๆ ที่รวมตัวกันตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเกิดจากพ่อค้าชาวจีนที่ล่องเรือสินค้าขึ้นไปค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา ระหว่างทางนั้นเกิดเป็นจุดแวะพักเพื่อตรวจสภาพเรือสินค้า และได้สร้างศาลเจ้าไว้บริเวณดังกล่าวโดยมีพระภิกษุชาวจีนจำวัดอยู่ด้วย

ทั้งนี้หลังจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 ของอาณาจักรอยุธยาในปี พ.. 2310 และการสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ทำให้บริเวณกุฎีจีนมีการตั้งรกรากของแขกมุสลิมและฝรั่งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝรั่งโปรตุเกสที่เข้าร่วมทำศึกสงครามกับกองทัพของพระเจ้าตากสินจนได้รับพระราชทานที่ดินเพื่อสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยกันเรื่อยมาเป็นชุมชนกุฎีจีนของชาวคาทอลิกในปัจจุบัน มีโบสถ์ซางตาครู้สเป็นศูนย์รวมจิตใจตั้งตระหง่านอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายของผู้สัญจรไปมา  

 

ภาพขอบเขตย่านกะดีจีน และชุมชนทั้ง 6

(ภาพจาก ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง)

 

ในส่วนของ ย่านกะดีจีนนั้นประกอบไปด้วย 6 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดประยุรวงศ์ ชุมชนบุปผาราม ชุมชนกุฎีขาว ชุมชนวัดกัลยาณ์ ชุมชนโรงคราม และชุมชนกุฎีจีนที่ได้พูดถึงข้างต้น ซึ่งประกอบไปด้วยชาวพุทธ คริสต์ และอิสลามที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

หากอิงกับเขตการปกครองของภาครัฐในปัจจุบัน ย่านกะดีจีนดังกล่าวอยู่ในบริเวณแขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรีของกรุงเทพฯ เรานี่เอง หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่า ย่านกะดีจีนมีขนาดขอบเขตที่ใหญ่กว่าและมีชุมชนกุฎีจีน เป็น 1 ใน 6 ชุมชนของย่านอันเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และมีอัตลักษณ์เฉพาะตนแห่งนี้ 

 

ผู้นำสามศาสนาและภาคีพัฒนาในกิจกรรมเปิดตัวมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน

(ภาพจาก ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง)

 

ปัจจุบันโครงการพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชนทำให้พื้นที่ริมน้ำฝั่งธนบุรีไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ย่านกะดีจีน หรือย่านข้างเคียงอย่างคลองสานเป็นที่พูดถึงมากขึ้นทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยความที่เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีมรดกวัฒนธรรมหลากหลายและยาวนาน ไม่ใช่แค่สมัยกรุงธนบุรีเป็น  ราชธานี 15 ปีเท่านั้น แต่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาตลอดจนช่วงที่ย่านมีความเจริญรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำให้ย่านกะดีจีนเกิดอัตลักษณ์ที่เน้นย้ำถึงความผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เด่นชัดในหลายช่วงเวลา

อาทิ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (ชาวไทยเชื้อสายจีนมักจะคุ้นหูในนามหลวงพ่อโต ซำปอกง”) มัสยิดบางหลวง (มัสยิดกุฎีขาวทีเป็นอาคารและหลังคาทรงไทย) และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่มีพระบรมธาตุมหาเจดีย์องค์ใหญ่สีขาวทีได้รับรางวัลยูเนสโกเมื่อปี 2556 เป็นจุดสังเกตเด่นชัด ประกอบกับสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ก่อนอย่างศาลเจ้าเกียนอันเกงและโบสถ์ซางตาครู้ส 

 

ฉะนั้นแล้ว ย่านกะดีจีนจึงคนละความหมายและครอบคลุม ชุมชนกุฎีจีนโดยมีความเชื่อมโยงกันด้วยประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมอันยาวนาน ทำให้การท่องเที่ยวในย่านกะดีจีนเปรียบเสมือนการท่องไปในกาลเวลา พร้อมชมความหลากหลายทางมรดกวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีเสน่ห์เฉพาะตัวของที่แห่งนี้ 

 

ข้อมูลจาก