นิยายแห่งสองชรานคร : เราควรออกแบบเมืองเพื่อคนแก่ หรือเมืองเพื่อเตรียมคนให้แก่อย่างมีคุณภาพ?

 

เรื่อง:

นิรมล เสรีสกุล

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

ฌัชชานนท์ ปราบพล

 

เมื่อพูดถึง “เมือง” เราอาจจะนึกถึงความพลุกพล่านเร่งรีบของผู้คนหนุ่มสาววัยทำงานตามท้องถนน ขณะเดียวกัน ตัวละครหนึ่งที่เรามักมองข้ามก็คือ “ผู้สูงวัย” ที่ปัจจุบันโครงสร้างจำนวนประชากรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

เห็นได้จากสถิติจาก United Nations Department of Economic and Social Affairs (UNDESA) ที่คาดการณ์ว่าในปี 2030 จำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกจะมีราว 1,402 ล้านคน และในปี 2050 จะทวีคูณเป็น 2,092 ล้านคน โดยประเทศที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกคือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ ไทย  กล่าวได้ว่าคนไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต และคนไทยที่ว่านั้นก็คือพวกเราหนุ่มสาววัยทำงานในปัจจุบันนี่เอง

 

 

 



แล้วเมืองของเราได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แค่ไหน?

 

ลินดา แกรตตัน ศาสตราจารย์แห่ง London Economic School ผู้เขียนหนังสือ The 100-Year Life บอกว่า ในอนาคตอันใกล้ “ศตวรรษนิกชน” หรือคนที่มีอายุเกินร้อยปี จะไม่ใช่บุคคลที่หายากอีกต่อไป เพราะคุณภาพและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนากว่าเดิม ความน่ากังวลคือช่วงชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น คือช่วงวัยหลังเกษียณที่เราล้วนมีรายได้และกำลังวังชาที่ถดถอย ดังนั้น อายุที่ยาวนานมากขึ้นจะเป็น “พรอันประเสริฐ” หรือเป็น “คำสาป” ก็ขึ้นกับว่าช่วงหนุ่มสาวเราสะสมทุนไว้สำหรับตอนแก่ไว้แค่ไหน

 

สำหรับหลายๆคน พรอันประเสริฐอาจจะเป็นการลดวัฏจักรชีวิตให้เหลือแค่ 3 ขั้น คือ เกิด แก่ ตาย โดยภาวนาให้ไร้ขั้นตอนการ “เจ็บ” หรือหากมีก็ขอให้สั้นที่สุด นั่นคือมีทุนสุขภาพที่ดีที่ทำให้ใช้ชีวิตช่วงแก่อย่างมีคุณภาพ

 

 

ข้อมูลอายุคาดเฉลี่ยและอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี ปี 2016 จาก WHO ชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาของการ “เจ็บ” โดยเปรียบเทียบจากอายุคาดเฉลี่ย และอายุคาดเฉลี่ยของการมีสขภาพดี นั่นหมายความว่า หลังอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไปจนถึงอายุคาดเฉลี่ย ช่วงเวลานั้นคือ ช่วงที่เราต้องอยู่ “แบบที่มีสุขภาพย่ำแย่หรือเริ่มเจ็บป่วย” นั่นเอง สำหรับในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนบ้านเรา ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า สิงคโปร์คือประเทศที่อายุยืนและเจ็บน้อยที่สุด ส่วนประเทศไทยเรา มีอายุคาดเฉลี่ย 75.5 ปี อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี 66.8 ปี ระยะห่างอยู่ที่ 8.7 ปีที่ต้องมีอายุยืนแบบเจ็บป่วย

 

มีผลการวิจัยระบุว่า สุขภาพตอนแก่จะกำหนดโดยยีนหรือกรรมพันธุ์เพียง 25% ที่เหลือทั้งหมดคือไลฟ์สไตล์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำตอนยังหนุ่มสาวมากถึง 75% ดังนั้น เมืองจึงมีผลอย่างมากต่อการสะสม “ต้นทุนชีวิต” ของเรา

 

เมืองหล่อหลอมพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คน เรามองเมืองผ่านถนน อาคารบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐานและบริการต่าง ๆของเมือง เราจะรู้ได้ว่าคนในเมืองนั้นมีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตอย่างไร เดินเท้าผสมขนส่งมวลชนหรือใช้รถยนต์ส่วนตัว ทำอาหารทานเองหรือซื้ออาหารขยะ ใช้เวลาว่างตามพิพิธภัณฑ์หรือห้างสรรพสินค้า ออกกำลังกายตามสวนสาธารณะหรือฟิตเนส

 



ฉะนั้นแล้ว “เมืองที่ดีสำหรับสังคมอายุยืน” จึงไม่ใช่แค่เพียงการออกแบบเพื่อทุกคนตามแบบ Universal Design แต่ต้องเริ่มจากต้นทาง นั่นคือการออกแบบให้คนในเมือง (ทั้งแก่และยังไม่แก่) ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี และมีเงินเหลือในกระเป๋า ยิ่งเราเตรียมความพร้อมให้กับเมืองได้มากเท่าไหร่ ผู้คนจะสามารถสะสมทุนไว้ใช้ชีวิตตอนแก่ได้อย่างมีคุณภาพได้เท่านั้น

 

หนึ่งในทุนที่ว่าก็คือ “ทุนทางสุขภาพ” ที่ต้องสร้างตั้งแต่วัยหนุ่มสาวตอนยังมีเรี่ยวแรง ผ่านการกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเฉพาะการออกกำลังกาย สอดคล้องงานวิจัยหนึ่งที่ระบุ การไม่ออกกำลังกายเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าสูบบุหรี่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง เมืองที่เปิดโอกาสให้คนเดิน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ก็จะเพิ่มทุนสุขภาพ ลดทุนเศรษฐกิจ ให้เรากลายเป็นคนแก่คุณภาพต่อไป



 

เราจะกลายเป็นคนแก่แบบไหน? ในเมืองแบบไหน?

ลองหลับตาแล้วจินตนาการไปอีก 20 ปีข้างหน้า ถึงภาพอนาคตที่เป็นไปได้ 2 ภาพในเมืองสมมติ 2 แห่ง

 

ภาพอนาคตที่ 1 - ติดบ้าน ติดเตียง ในมหานคร LOS ANGELES แห่งปลายบูรพาทิศ

ฉันคือคนแก่ที่เบื่อ เหงาหงอย ติดบ้าน ติดเตียง หมดเงินไปกับการรักษาตัวเอง รวมทั้งค่าเดินทางไปสถานพยาบาลด้วย ฉันอายุยืนในชรานครแห่งนี้ แต่สุขภาพกาย สุขภาพจิตแย่ แถมยังเงินเก็บก็หร่อยหรอลงเรื่อยๆ

 

เมื่อฉันย้อนคิดถึงครั้งยังหนุ่มสาว ฉันขับรถไปทำงาน เพราะบ้านไกลงาน ระบบขนส่งสาธารณะไม่ดี ค่าใช้จ่ายจำนวนมากก็หมดไปกับค่าเดินทาง ไม่ค่อยออกกำลังกายเพราะต้องเสียเวลาไปกับการใช้ชีวิตบนถนนที่การจราจรติดขัด ฟิตเนสก็แพง เสียดายเงิน ฉันมักหาความสุขโดยการชอปปิง กินบุฟเฟต์ กินหมูกระทะ ยิ่งเครียด ยิ่งกิน ยิ่งชอป

 

พอฉันเกษียณ สุขภาพฉันไม่ดี อ้วน โรครุมเร้าทั้งโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน รวมทั้งโรคปอด ซึ่งก็คงมีสาเหตุจากฝุ่นพิษ PM2.5 ที่มากขึ้นตามปริมาณรถยนต์ในเมืองฉัน บ้านฉันไกลอยู่ในซอยลึก ระบบขนส่งสาธารณะก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้การเดินทางสะดวกและง่ายขึ้นจากแต่ก่อน การเข้าถึงโรงพยาบาลยังยาก ขาดแคลนสถานที่ผ่อนคลายอย่างสวนสาธารณะ แม้ว่าฉันอยากจะหาโอกาสพบปะเพื่อนฝูงหรืออัพเดตทักษะใหม่ให้ทันโลก ก็อยู่ไกลเหลือเกิน คำนวณค่าเดินทางสารพัดแล้ว แถมร้อนระดับนรกโลกันตร์แบบนี้ กลัว Heat Stroke (โรคลมแดด) อยู่บ้านดีกว่า ลูกหลานของฉันก็ดิ้นรนทำงานอย่างหนักให้พอกับค่าใช้จ่ายจนไม่มีเวลามาเยี่ยมฉันเลย ชีวิตของฉันช่าง “nasty, brutish and long” ไม่เห็นเหมือนที่โทมัส ฮอบบส์ได้กล่าวไว้แต่อย่างใด



ภาพอนาคตที่ 2 - แก่ เเซ่บ ซ่าในมหานคร SAN FRANCISCO แห่งเอเชียอาคเนย์

แน่นอน ฉันแก่ขึ้น แต่ยังคงความแซ่บ ซ่า สามารถเฉลิมฉลองความเป็นตัวเองอย่างมีความสุขในวัยหลังเกษียณ ฉันมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตดี และมีเงินเหลือเก็บ

 

คิดย้อนไปสมัยฉันทำงาน ฉันเดินทุกวัน วันละหลายกิโล เนื่องจากขนส่งมวลชนสาธารณะของเมืองฉันคุณภาพดี ทางเท้าดี ร่มเย็น สวยงามน่าเดิน ฉันนั้นทันสมัยเพราะใช้เวลาระหว่างเดินทางอ่านหนังสือหรือฟังพอดคาสต์อัพเดตความรู้ วันหยุดฉันก็เข้าคอร์สรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มพูนทักษะ ฉันมักผ่อนคลายด้วยการใช้เวลาตามพิพิธภัณฑ์ โรงละคร ฟังดนตรี เดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ

 

พอฉันเกษียณ ชีวิตฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก กิจกรรมประจำวันยังเป็นการเดินไปซื้อของที่ตลาดและร้านโปรด พร้อมพบปะเพื่อนบ้านในย่านละแวก ฉันยังทำงานเล็กๆน้อยเป็นพาร์ตไทม์ในห้องสมุด 2 วันต่อสัปดาห์ ฉันนั่งรถเมล์ไปเพราะสะดวกสบาย ฉันนัดกับเพื่อนแทบทุกอาทิตย์ ชวนกันไปดูนิทรรศการศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ในเมือง หรือไม่ก็ฟังดนตรีตามบาร์ ถึงแม้โรงพยาบาลจะอยู่ไกลบ้านของฉัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะไม่จำเป็นต้องไปบ่อย หัวใจฉันยังแข็งแรง ปอดฉันยังดี ลูกหลานก็แวะมาเยี่ยมเยียนอยู่ประจำ ไม่ต้องทำงานปากกัดตีนถีบหาเงินอย่างหนัก เพราะรัฐสวัสดิการมีค่าใช้จ่ายให้ผู้สูงอายุใช้อย่างไม่ต้องกลัวอดอยาก แม้ฉันแก่ แต่ชรานครแห่งนี้ก็ได้ช่วยให้ฉันกลายเป็นคนแก่ที่สง่างามและมีความสุข

 

Related image

ภาพ: Advanced Style: Older and Wiser

ที่มา: slate.com

 

 

ภาพ: Advanced Style Men

ที่มา: slate.com

 

แน่นอนว่า ใครๆก็คงอยากแก่ในมหานคร SAN FRANCISCO แห่งเอเชียอาคเนย์ ที่เป็นเมืองเดินได้ เดินดี มีศักยภาพการเข้าถึงสาธารณูปการต่างๆในชีวิต มีทางเดินเท้าที่ร่มเย็นช่วยเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของผู้คนในชีวิตประจำวัน และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ ช่วยผลิตออกซิเจน กรองมลภาวะ สลายความเครียด

 

แต่ความจริงอันโหดร้ายก็คือ หากสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ยังดำเนินไปโดยไม่มีการออกแบบปรับปรุงเสียใหม่ เราน่าจะกลายเป็นคนแก่แบบเดียวกับมหานคร LOS ANGELES แห่งปลายบูรพาทิศ เพราะเมืองที่ไม่มีทางเลือกให้เราแก่อย่างมีคุณภาพได้มากนัก หนึ่งในทางออกที่เป็นไปได้อาจคือ “ก้มหน้าทำมาหากิน เก็บเงินให้ได้เยอะ แล้วไปเกษียณที่อื่น”

 

 

 

 

ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้เมืองกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตคน ทว่าการออกแบบและพัฒนาเมืองประเทศไทยที่ผ่านมาดูจะส่งเสริมให้คนเน้นการใช้จ่ายเป็นหลัก

 

เรามีร้านอาหารมากมายหลายระดับให้เลือกรับประทาน แต่มีพื้นที่สาธารณะที่สามารถออกกำลังกายและพักผ่อนยังขาดแคลน, มีห้างสรรพสินค้าให้เดินช้อปปิ้งนับไม่ถ้วน แต่โครงสร้างทางเท้าในเมืองกลับไม่เอื้อให้คนเดินได้อย่างสะดวก, ตั้งเป้าหมายเป็น Medical Hub เน้นการลงทุนเพื่อการรักษาพยาบาลตามโครงการต่าง ๆ แต่อาจจะลืมสร้างเมืองที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้น, สนับสนุนการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเข้มข้น แต่สถานที่เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับทุกคน ทุกวัยเช่นห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ กลายเป็นสิ่งที่หายาก

 

สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เน้นการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้เสริมสร้างให้ดีมาตั้งแต่ต้น

 

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงเมืองปัจจุบันให้เป็น “เมืองที่ดี” สำหรับสังคมอายุยืนในอนาคต เมืองออกแบบได้ ให้เป็นเมืองที่เดินได้-เมืองเดินดี เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี เพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวลดอากาศร้อนจนสามารถเดินร่มเดินเย็นอย่างแท้จริง นับเป็นการสะสมทุนสุขภาพให้เราใช้ชีวิตตอนแก่ได้อย่างมีคุณภาพต่อไป - ด้วยต้นทุนราคาถูกอย่างการเดินเท้านั่นเอง