พื้นที่ทำงานบริการเมือง: แล้วเมืองบริการคนทำงาน?

 

เรื่อง/วิเคราะห์ข้อมูล:
ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ และ อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

ฉันเติบโตมากับการมีคุณแม่เป็นแบบอย่างของความขยันในการทำงาน แม่มักจะทำงานหนักอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนดึกดื่น เขาชอบนอนตี 2-3 เป็นประจำ ตื่นเช้ามาก่อนพวกเรา ทำอาหารให้เรากิน แล้วแม่ก็จะก็ออกไปทำงานพร้อมๆ กับที่เราแยกเดินทางไปโรงเรียน พอเริ่มทำงาน ฉันก็เป็นเหมือนแม่ที่ชอบหอบงานกลับมาทำที่บ้านจนดึกดื่น จนฉันกับแม่เคยคุยกันเล่นๆ ว่างานอะไรบ้างที่น่าจะสบาย ซึ่งคำว่าสบายของพวกเราคือการที่เราไม่มีงานกลับมาทำต่อที่บ้าน ไม่รวมถึงความสบายด้านรายได้ การแข่งขัน หรือข้อจำกัดอื่นๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในงานหลายๆ งาน หลังจากบทสนทนาดังกล่าว เราตกลงกันว่าการเป็นช่างตัดผมน่าจะมีความสบายในแบบที่เราจำกัดความ เพราะช่างตัดผมไม่สามารถเอาหัวของลูกค้ากลับมาตัดผมต่อที่บ้านได้

เมื่อไม่นานมานี้ งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็คงเป็นเช่นนั้น คอมพิวเตอร์ต้องมีหน้าจอที่อ้วนกลม มีกล่อง CPU ที่หนักอึ้ง มีคีย์บอร์ดที่หนาเตอะ มีเมาส์ที่มาพร้อมไส้เป็นลูกบอลกลมๆ และมีโมเดมที่ร้องโอดครวญทุกครั้งที่เราจะเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์ พื้นที่บนโต๊ะทำงานก็มักจะโดนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เหล่านี้กินที่ไปกว่าครึ่ง งานหน้าคอมพิวเตอร์จึงเป็นเหมือนหัวของลูกค้าช่างตัดผม ที่เราไม่สามารถเอามันกลับมาทำต่อที่บ้านได้

แต่ในระยะเวลา 10-15 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาทางเทคโนโลยีได้ก้าวมาถึงจุดที่พร้อมต่อการต่อยอด ทำให้การสร้างนวัตกรรมและการเชื่อมต่ออย่างไร้สายถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยนวัตกรทั่วโลก ส่งผลต่อเนื่องให้ชีวิตของพวกเราแทบทุกคนบนโลกเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้ช่างตัดผมจะยังไม่สามารถเอาหัวลูกค้ากลับมาตัดต่อที่บ้านได้ แต่คอมพิวเตอร์กลับถูกย่อขนาดลงมาเรื่อยๆ พร้อมกันกับระบบการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนเราสามารถพกพางานหน้าคอมพิวเตอร์ไปที่ไหนก็ได้

ความสามารถในการพกพางานหน้าคอมพิวเตอร์ไปที่ไหนก็ได้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ยอมให้คนอย่างแม่ ฉัน และคนชอบทำงานอีกหลายคนสามารถนำงานกลับมาทำที่บ้านจนดึกดื่น และเป็นเหตุที่ทำให้แม่และฉันถกกันในหัวข้อที่เล่าไปในข้างต้น

จากบทความเดียวกันในตอนที่แล้ว ฉันทิ้งทายไว้ว่า “นอกจากที่งานจะทำให้เราอยู่รอดแล้ว งานยังมีหน้าที่บริการให้เมืองอยู่รอดอีกด้วย และที่สำคัญคืองานบริการที่ตามมาจากธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ย่อมเสริมสร้างให้เศรษฐกิจของเมืองแข็งแรงยิ่งขึ้นไป เมื่อเราเห็นความสำคัญระหว่างงานกับเมือง คำถามต่อมาที่เราควรถามคือเมืองมีบทบาทในการบริการเราในฐานะคนทำงานมากน้อยขนาดไหน” 

ในบทความนี้ ฉันต้องการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานด้านการบริการ ทั้งกลุ่มงานบริการที่ส่งเสริมธุรกิจ (สีโทนน้ำเงิน) และกลุ่มงานบริการวิถีชีวิต (สีโทนเหลือง) เพราะสองกลุ่มงานนี้ มีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การใช้เมืองหรือการบริการเมืองของคนทำงานในทั้งสองกลุ่มนี้แตกต่างไปจากเดิมขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กลุ่มงานบริการสังคมขั้นพื้นฐาน (สีโทนเขียว) จะยังไม่ถูกกล่าวถึง เนื่องจากเป็นกลุ่มงานที่พ่วงกับการบริการของรัฐ ซึ่งมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่างานบริการอีกสองกลุ่ม

หากเราคิดถึงพื้นที่หรือสิ่งก่อสร้างทางกายภาพของเมืองที่บริการการทำงาน พื้นที่ที่เกี่ยวข้องที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นสถานที่ทำงาน เพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ สำนักงานยังเคยเป็นพื้นที่เดียวสำหรับการทำงานบริการส่งเสริมธุรกิจ เช่น งานวิชาชีพ งานข้อมูลและสื่อสาร งานด้านการเงิน และงานบริหารและสนับสนุน ซึ่งปรากฎเป็นกลุ่มโทนสีน้ำเงินในแผนภูมิด้านบน เมื่อเราก้าวเท้าออกจากพื้นที่ดังกล่าว งานก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น สิ่งที่ค้างคาก็จะถูกยกไปทำในวันถัดไป คำว่าสำนักงานกับสถานที่ทำงานจึงเคยเป็นคำเสมือนที่สามารถถูกใช้แทนกันได้อย่างแนบเนียน ทั้งนี้ในปัจจุบัน เมื่อเราสามารถพกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของเราไปทำงานตามร้านกาแฟต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ผนวกกับโครงสร้างธุรกิจแบบ Lean ของบริษัทต่างๆ ทำให้การว่าจ้างและรับจ้างงานในระยะสั้นหรือแบบฟรีแลนซ์มีมากขึ้น ส่งผลต่อให้ความยืดหยุ่นของการทำงานมีมากยิ่งขึ้น หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าชั่วโมงการปรากฎตัวอยู่ในสถานที่ทำงาน การตอกบัตรเข้าที่ทำงานในหลายๆ บริษัท ก็เริ่มมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้คนในปัจจุบันมีเวลาและสถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จนคำว่าสถานที่ทำงานสามารถถูกใช้เพื่อสื่อถึงพื้นที่ได้หลากหลายรูปแบบมากกว่าการเป็นเพียงสำนักงาน

ในบทความตอนที่แล้ว เราแสดงให้เห็นแผนที่ของแหล่งสำนักงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล (ด้านบน) ซึ่งแสดงถึงการกระจุกตัวของพื้นที่ใจกลางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน หากเรามองถึงพฤติกรรมของมนุษย์ฟรีแลนซ์ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากยังคงทำงานด้านการบริการเพื่อส่งเสริมธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ เช่น งานออกแบบ งานเขียน งานด้านเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งงานธุรการต่างๆ กลุ่มคนเหล่านี้ อาจมีที่ทำงานเป็นห้องกินข้าวในบ้านของตนเอง เป็นร้านกาแฟ หรือกระทั่งมีที่ทำงานในฟิตเนสก็เป็นได้ เราเริ่มสามารถสังเกตเห็นคนที่นั่งทำงานอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ตามพื้นที่เหล่านี้ได้มากขึ้น และในขณะเดียวกัน พื้นที่ทำงานของเมืองแบบใหม่ เช่น Co-working Space ก็เริ่มมีบทบาทในเมืองมากตามมาเช่นกัน พื้นที่เหล่านี้จึงสามารถถูกผนวกรวมไปเป็นสถานที่ทำงานของคนบางคนได้โดยปริยาย 

ในอีกมุมมองหนึ่ง ฉันเคยนั่งคุยกันกับเพื่อนเล่นๆ ว่าพวกเราเคยทำอะไรผ่านมือถือบนรถไฟฟ้าบ้าง แล้วก็พบว่าหลายคนอาจใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ การฟัง podcast การเล่นเกม หรือการพักผ่อนในรูปแบบอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายคนที่ใช้เวลาการเดินทางเป็นการทำงานไปในตัว หลายคนอาจจะเคยชินกับการตอบอีเมลหรือเมสเสจบนรถไฟฟ้า แต่ในกรณีที่สุดโต่งมากขึ้น เพื่อนของฉันเองเคยแม้กระทั่งเขียนโค้ดโปรแกรมมิ่งบนมือถือ บางคนเคยเขียนบทความ บางคนเคยนั่งทำการวิเคราะห์การเงิน หรือบางคนก็เคยไปถึงขั้นการขึ้นโมเดล 3 มิติในมือถือก็มี ถึงแม้เวลาการเดินทางเข้าเมืองด้วยระบบสาธารณะจะส่งผลมาจากการกระจายตัวของที่อยู่ที่ไม่สอดคล้องกับการกระจุกตัวของงานในใจกลางเมือง แต่ในมุมของพื้นที่ในการทำงาน การมีบริการการเดินทางสาธารณะของเมืองก็สามารถมีนัยยะในการเพิ่มสถานที่ทำงานให้เราด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวต่างกันกับการขับรถส่วนตัว เนื่องจากผู้ขับขี่ควรรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนจึงไม่ควรใช้มือถือหรือทำงานในรูปแบบอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นแล้ว การใช้บริการรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือ ระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ ก็อาจจะมีข้อดีในการเป็นสถานที่ทำงานเพิ่มเติมไปจากการใช้งานด้านการเดินทางของระบบเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเรารวมพื้นที่ทำงานเหล่านี้เข้ากับพื้นที่สำนักงานในรูปแบบเดิมแล้ว เราจะเริ่มเห็นได้ว่าสถานที่ทำงานในรูปแบบต่างๆ มีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายของเมือง และมีส่วนในการเปลี่ยนวิถีการทำงานของคนเมืองเช่นเดียวกัน

 

 

ในอีกกลุ่มหนึ่งของงานบริการ คืองานบริการวิถีชีวิตขั้นพื้นฐาน งานกลุ่มนี้อาจรวมถึงกลุ่มแม่บ้าน งานร้านอาหาร และงานบริการด้านอื่นๆ ซึ่งความต่างของงานประเภทนี้กับงานบริการที่กล่าวไปข้างต้นมีอยู่หลายประเด็น ทั้งเรื่องของอัตราค่าจ้าง ระยะเวลาของวัฏจักรงานหนึ่งๆ (work cycle) และความยากในการเรียนรู้หรือฝึกทักษะ (learning curve) แต่ประเด็นหนึ่งที่ต้องการพูดถึงและที่สืบเนื่องกับพื้นที่การทำงานของเมือง คือ กลุ่มคนที่งานบริการวิถีชีวิตเหล่านี้มักจำเป็นที่จะต้องอยู่ในพื้นที่ทำงานเพื่อทำงานดังกล่าว เช่น แม่บ้านก็จำเป็นต้องไปที่บ้านหรือบริษัทนั้นๆ เพื่อทำความสะอาด พนักงานเสริฟอาหารก็จำเป็นที่จะต้องอยู่ในร้านอาหารเพื่อเสริฟ หมอนวดก็คงต้องไปอยู่ข้างๆ ลูกค้าเพื่อบริการการนวด หรือช่างตัดผมเองก็ต้องอยู่กับลูกค้าที่ต้องการจะตัดผม เหมือนกันกับที่ฉันกับแม่เคยพูดถึง

ในทางกลับกัน คนที่ทำงานในกลุ่มนี้มักมีลักษณะการทำงานคล้ายฟรีแลนซ์เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าหลายคนจะต้องรับงานที่หลากหลายด้วยความจำเป็นที่สืบเนื่องมาจากอัตราจ้างที่มีราคาไม่สูงมากก็ตาม ทำให้งานเหล่านี้กลับมีความยืดหยุ่นของการใช้สถานที่ทำงานเป็นพื้นอยู่แล้ว หากการพัฒนาเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งในเชิงเวลาและสถานที่ เมืองก็น่าที่จะตอบโจทย์คนทำงานบริการเมืองมากขึ้นได้ และในทางกลับกันงานเหล่านั้นก็จะช่วยบริการให้เมืองเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนเช่นกัน

เดิมทีการหาลูกค้าของงานบริการทั้งสองอย่างนี้มีทั้งในรูปแบบการว่าจ้างในระยะยาว เช่น บริษัทที่ว่าจ้างนักธุรการ ร้านอาหารที่จ้างพนักงานเสริฟ บริษัทที่จ้างพนักงานทำความสะอาด หรือครัวเรือนที่จ้างแม่บ้านประจำ และก็ยังมีงานบริการบางประเภทที่ลูกค้าจะต้องว่าจ้างโดยการไปหาถึงที่ เช่น บริษัทออกแบบ บริษัททนาย ร้านตัดผม ร้านนวด วินมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ซึ่งโอกาสการว่าจ้างมักเป็นการแนะนำปากต่อปากจากคนรู้จักหรือลูกค้าเดิม แต่ในปัจจุบัน การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีความแพร่หลายมากขึ้น รองรับคนจากหลากหลายกลุ่มรายได้และความสามารถ บริษัทใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีในการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเอื้อให้การเข้าถึงการว่าจ้างเหล่านี้ก็มีมากขึ้น สร้างโอกาสในการ “พบกัน” ของทั้งผู้จ้างและผู้ให้บริการ โลกออนไลน์และโลกกายภาพของการทำงานจึงสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้นไปโดยปริยาย ส่งเสริมให้ปริมาณคนทำงานที่ใช้สถานที่ในเมืองอย่างยืดหยุ่นมีมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเดิมที่การทำงานมีความชัดเจนด้านสถานที่ทำงานอยู่มาก ปริมาณการเดินทางระหว่างวันก็มีเพียงการเข้างานและการเลิกงานของคนมือง ทำให้เกิดช่วงที่การจราจรหนาแน่นเพียงช่วงเช้าและช่วงหัวค่ำ แต่เมื่อในหนึ่งวัน เราเริ่มต้องเดินทางไปหลายที่ ทั้งเพื่อบริการลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อการรับจ้างแบบระยะสั้นในหลายพื้นที่ เพื่อการประชุม หรือเพื่อการเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงาน การใช้สถานที่ทำงานในเมืองเริ่มมีไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนเหมือนในสมัยก่อน เราจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าความยืดหยุ่นของการทำงานและสถานที่ทำงานที่ได้กล่าวมาทั้งหมด อาจเป็นสาเหตุที่ความหนาแน่นของการจราจร และของผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงช่วงเช้าและหัวค่ำเหมือนอย่างเคย

 

แม้เมืองจะมีส่วนช่วยบริการให้เกิดพื้นที่ทำงานในบริบทต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน การออกแบบและพัฒนาเมืองอาจต้องกลับมาตั้งคำถามกับความยืดหยุ่นของการใช้พื้นที่ในเมือง เมื่อเรามีอิสระในการใช้เมืองมากขึ้นและสามารถใช้พื้นที่ของเมืองได้ในเวลาและสถานที่ที่หลากหลายมากขึ้น พื้นที่สาธารณะของเมืองอาจมีบทบาทในการเป็นพื้นที่ส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการเป็นพื้นที่ทำงานบริการหน้าคอมพิวเตอร์ของคนเมืองได้ ความต้องการการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะและการเดินเท้าที่สืบเนื่องมาจากการเพิ่มปลายทางในหนึ่งวันจึงต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา 

 

ความยืดหยุ่นในการใช้เวลาของคนเมืองจึงเป็นทั้งโอกาสที่ธุรกิจบริการรายย่อยต่างๆ สามารถฉวยมาใช้สนับสนุนกิจการของตน เสริมสร้างความคึกคักของเมืองไปในตัว นอกไปจากนี้ ความยืนหยุ่นดังกล่าวยังเป็นความท้าทายสำหรับกายภาพเมือง ที่จะต้องปรับตัวเอื้อให้ลักษณะการทำงานที่เปลี่ยนไปเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ นอกจากที่การส่งเสริมประสิทธิภาพของการทำงานจะส่งผลต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการหารายได้ และสร้างความคึกคักให้กับเมืองแล้ว เมื่อเมืองตอบสนองให้การทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี คุณภาพของชีวิตคนเมืองก็น่าจะดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน 

 

ที่มาข้อมูล:

Nostra Map. (2557).ข้อมูลเชิงพื้นที่ ตำแหน่งอาคารสำนักงาน ร้านกาแฟ และรถไฟฟ้า (BTS, MRT)

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง. (2557). แผนที่เมืองเดินได้: ศักยภาพการเข้าถึงสาธารณูปการด้วยการเดินเท้า. โครงการเมืองเดินได้เมืองเดินดี, โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.).

ธนาคารแห่งประเทศไทย (2562). EC_RL_009_S4 ภาวะการทำงานของประชากร จำแนกตามประเภทธุรกิจ (ISIC Rev.4).link