มองกรุงเทพฯ ผ่านหลังอานจักรยาน หนุ่มปารีเซียง (ตอนที่ 1)

ผมคือใคร

 

ผมชื่อ ‘โนเอ้ (Noé)’ อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรม สาขา Urban Planner จาก Sustainable Planning of Territories and Engineering School (ENTPE) ประเทศฝรั่งเศส ผมอาศัยและเรียนอยู่ที่เมืองลียงของฝรั่งเศส โดยเลือกขี่จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวันที่นั่น ผมมองว่า การขี่จักรยานทำให้ผมได้สำรวจเมืองอย่างรวดเร็วและเป็นอิสระ ซึ่งผมมองว่าจักรยานเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของผมในการพัฒนาเมือง

 

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวิชาชีพในอนาคต ผมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ในฐานะนักศึกษาฝึกงานเป็นเวลาอย่างน้อยสี่เดือนแล้ว เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้ช่วยทีมวิจัยเมืองและการออกแบบเมือง

 

 

เหตุผลที่ผมเลือกมาประเทศไทย เพราะผมต้องการทำความรู้จักกับเอเชียซึ่งเป็นทวีปที่ผมไม่เคยมาเยือนให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้อีกวัฒนธรรมที่มีกฎเกณฑ์แตกต่างออกไป แต่มีพันธกิจในการทำงานร่วมกัน นั่นคือการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย และแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

ที่ UddC ผมได้ค้นคว้าดัชนีที่บ่งชี้ถึงปัจจัยในการสร้างย่านใจกลางเมืองที่ดีจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รายงาน รวมถึงกรณีศึกษา ผมยังร่วมโปรเจกต์ออกแบบถนนทองหล่อ เพื่อพัฒนาทางเท้าให้ดียิ่งขึ้น ตอนนี้ผมช่วยทีมศึกษาการใช้จักรยานทั่วกรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากการเขียนถึงการปั่นจักรยานในชีวิตประจำวันของผมเอง

 

 

ผมมักใส่หน้ากากอนามัยขณะปั่นจักรยานเพื่อป้องกันปอดของผม หน้ากากประเภทนี้มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็มีราคาแพง เพื่อสุขภาพแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะคืนเงินให้กับคนที่ซื้อหน้ากากอนามัยแต่ละชิ้น

 

 

ทำไมผมถึงเลือกที่จะขี่จักรยาน

 

ตอนเด็ก ผมมักจะขี่จักรยานกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่แม่ออกไปวิ่ง หรือตอนที่ปู่ให้อาหารเป็ด หลังจากนั้นในช่วงวัยรุ่น ผมมักจะปั่นจักรยานไปหาเพื่อนที่อยู่ชานเมือง ซึ่งผมยังคงใช้จักรยานคันเดิมอยู่ พอโตขึ้นมา ผมใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเดินทางจากชานเมืองเข้ากรุงปารีสวันละ 2 เที่ยว โดยแต่ละเที่ยวใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ปัจจุบัน ผมอาศัยอยู่ที่เมืองลียง และผมเลือกที่จะเดินทางโดยการขี่จักรยาน และยังปั่นในชีวิตประจำวันมาได้ 2 ปีแล้ว 

 

การโดยสารขนส่งมวลชนในกรุงปารีสไม่ดีต่อสุขภาพจิตนัก เพราะเราต้องจดจ่ออยู่กับเวลาเพื่อที่จะไม่ตกรถ และการจราจรมักมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศที่เคร่งเครียดนี้แผ่ขยายไปทั่วจนทำให้ผู้คนมีใบหน้าหม่นหมองทุกเช้าเย็น พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นประจำ ซึ่งเร็วและคนไม่แออัดเท่ารถไฟฟ้าใต้ดินในปารีสอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมไม่ค่อยเห็นผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันเท่าไร เพราะส่วนใหญ่มักจะจ้องสมาร์ตโฟนของตัวเอง นอกจากนั้น ผมคิดว่าค่าโดยสารยังแพง ไม่ได้มีไว้เพื่อให้บริการคนกรุงเทพฯ ทุกคน

 

 

ปีนี้ ผมเป็นนักศึกษาและได้ย้ายมาอยู่ในอพาร์ตเมนต์ร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียน เราทั้งคู่ต่างมีงบจำกัด ไม่เพียงพอต่อการซื้อและบำรุงรักษายานยนต์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่  เรายังคำนึงว่ายานยนต์ทั้งหลายยังมีต้นทุนด้านพลังงาน โดยต้นทุนด้านพลังงานนี้ยังสร้างความเสียหายกับโลกของเรา ซึ่งผมตระหนักถึงระบบนิเวศน์เป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยเรียน ผมจึงไม่อยากมีส่วนร่วมในการสร้างมลพิษที่เกิดจากการคมนาคมขนส่ง

 

สาเหตุที่ผมเลือกขี่จักรยานแทนที่จะใช้บริการขนส่งสาธารณะ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่น่าเหน็ดหน่ายในอดีตตอนที่ผมยังใช้บริการขนส่งสาธารณะ อีกส่วนมาจากการที่ผมอยากเป็นอิสระในการเลือกเส้นทางสัญจรด้วยตัวเอง

 

การขี่จักรยานมีข้อดีมากมาย เพราะเป็นการฝึกฝนร่างกายที่ไม่สร้างความเสียหายให้กับข้อต่อ จึงทำให้มีสุขภาพดี แม้ในเมืองที่ปกคลุมไปด้วยมลพิษอย่างกรุงเทพฯ การมีปอดที่แข็งแรงจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการปล่อยให้ปอดถูกปนเปื้อน โดยไม่ทำอะไรเลย แล้วการขี่จักรยานไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแม้แต่น้อย ยกเว้นในขั้นตอนการสร้างจักรยานและการซ่อม (ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้)

 

ตัวอย่างของจักรยานเพื่อความยั่งยืนที่ทำจากไม้ไผ่ สร้างสรรค์โดยสตาร์ตอัปฝรั่งเศส ‘อินโบ (Inbo)’

http://inbo.fr/en/14-bamboo-bikes

 

 

 

จักรยานนำไปสู่อิสรภาพ

 

นักปั่นมีอิสระในการขับเคลื่อน เพราะสามารถกำหนดทิศทาง เวลา และความเร็วที่ใช้ตลอดเส้นทางได้ด้วยตัวเอง รวมถึงสถานที่ที่ต้องการแวะพัก การที่รถมีเพียงสองล้อช่วยให้นักปั่นสามารถหลุดพ้นจากบริเวณรถติดได้อย่างรวดเร็ว และยังไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ทำให้การขี่จักรยานได้เปรียบกว่าการขี่มอเตอร์ไซค์เล็กน้อย

 

นอกจากนั้น วิธีการเดินทางคนเดียวที่มีราคาถูกที่สุดนี้ยังทำให้นักปั่นได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพราะนักปั่นไม่มีโครงเหล็กมาโอบล้อมร่างกาย (เหมือนรถยนต์) ซึ่งทำให้คนตัดขาดจากสิ่งรอบตัว โดยนักปั่นยังคงความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้อยู่ ถ้าการสัญจรที่เรียบง่ายเช่นนี้แพร่หลาย จะช่วยให้ปริมาณรถบนท้องถนนลดลงเป็นอย่างมาก และอุบัติเหตุจะมีความรุนแรงน้อยลง เพราะผู้คนใช้ความเร็วไม่มากนักในการขับขี่ 

 

ผมต้องการจะคงไลฟ์สไตล์เดิมของตัวเองไว้ด้วยความเชื่อมั่นเหล่านี้ ระหว่างที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ รวม 5 เดือน ผมจึงตัดสินใจซื้อจักรยานมา 1 คัน

 

 

ลานใต้สะพานตากสินที่ผมปั่นจักรยานไปเกือบทุกเย็น

 

 

ที่กรุงเทพฯ ผมอยู่ในซอยเจริญราษฎร์ 1 แยก 9 ถนนสาทร ใกล้สถานีบีทีเอสสุรศักดิ์ ทุกวันผมต้องเดินทางไปกลับอาคารอามีโก้ ทาวเวอร์ บนถนนสี่พระยา บางรัก วันละ 2 ครั้ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานประมาณ 10 - 15 นาที

 

ในบางครั้ง ถนนเส้นที่ผมวิ่งผ่านเป็นทางเดินรถทางเดียว ทำให้ผมต้องใช้เส้นทางขาไปและขากลับแตกต่างกัน

 

ขาไปบริษัท ผมขี่รถผ่านซอยแคบๆ ไปทางเหนือจนถึงถนนสาทรใต้ หลังจากนั้นผมจะแบกจักรยานไว้บนบ่าเพื่อข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่งและขี่รถต่อไปทางทิศเหนือ ต่อมา ผมปั่นเข้าถนนสีลมไปทางทิศตะวันตกจนเจอถนนมหาเศรษฐ์ แล้วผมก็จะปั่นไปทางทิศเหนือและเลี้ยวซ้ายที่ถนนสี่พระยาจนถึงอามีโก้ ทาวเวอร์

 

ส่วนขากลับ ผมต้องไปซ้อมมวยไทยที่สวนป่าเฉลิมพระเกียรติสะพานตากสิน ซึ่งอยู่ใต้สะพานตากสิน จากอามีโก้ ทาวเวอร์ ผมจะปั่นไปทางทิศใต้มุ่งสู่ถนนนเรศ แล้วเลี้ยวขวาไปยังถนนสุรวงศ์ หลังจากนั้นผมก็จะปั่นไปทางทิศใต้ของถนนเจริญกรุงจนถึงสะพานตากสิน แล้วก็ไปตามทางเดินที่อยู่ใกล้กับท่าเรือ ก่อนจะแขวนจักรยานไว้ตรงบันได ซึ่งพอเดินลงมาก็ถึงสวนพอดี โดยตอนกลับบ้าน ผมก็จะข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้าม แล้วปั่นไปทางทิศตะวันออกจนถึงถนนเจริญราษฎร์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผม

 

อีกเส้นทางที่ผมใช้สัปดาห์ละครั้งคือการไปยิมฝึกปีนเขาในย่านบางใหญ่ที่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง โดยผมลองมาแล้วหลายเส้นทาง แต่ผมว่ายิ่งผ่านซอยเล็กซอยน้อยมากแค่ไหน ก็ยิ่งดี เพราะผมได้เลี่ยงจากถนนที่รถติดและมีมลพิษ แถมยังได้สำรวจมุมเล็กๆ ที่อบอุ่นของกรุงเทพฯ

 

บ้านแบบดั้งเดิมที่อยู่ในถนนแคบๆ ย่านบางใหญ่ ถ่ายจากยิมฝึกปีนเขา

 

จักรยานที่ผมซื้อในกรุงเทพฯ

 

การปรับตัวให้เข้ากับท้องถนนกรุงเทพฯ

 

ก่อนจะซื้อจักรยาน ผมต้องการเข้าใจกฎจราจรบนท้องถนนกรุงเทพฯ เสียก่อน ซึ่งผมได้พบว่ามีกฎหมายหลายข้อถูกละเลย เช่น ป้ายและสัญญาณไฟต่างๆ ผมจึงสนใจกฎที่ไม่เป็นทางการแทน

 

เมื่อผมสามารถเดินเท้าไปทั่วเมืองได้โดยไม่ลังเล ผมจึงตัดสินใจซื้อจักรยาน ผมเลือกจักรยานภูเชาเหมือนกับคันที่ผมขี่ตอนอยู่ฝรั่งเศส เพราะให้อิสระและคล่องตัวกว่า แถมยังทนทาน สามารถพาเราไปที่ไหนก็ได้ แม้ว่าถนนจะไม่ราบเรียบก็ตาม

 

ที่ฝรั่งเศส เราขับรถชิดขวา ผมจึงได้ฝึกปฏิกิริยาโต้ตอบในฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมหวาดกลัวในบางครั้ง ผมจำได้ว่าวันแรกๆ ที่ผมขี่จักรยาน ผมถูกรถเมล์ชนจนร่วงมาที่พื้น เพราะผมไม่ระวังฝั่งขวาของผมมากพอ สิ่งที่ทำให้ผมตระหนักได้คือความเป็นไปได้ที่มอเตอร์ไซค์และจักรยานจะชะลอรถในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อที่จะรักษาเลนขวาไว้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ควรจำให้ขึ้นใจระหว่างศึกษากฎจราจรในกรุงเทพฯ

 

 

 

ที่เมืองลียง ถนนส่วนใหญ่มีทางจักรยาน โดยมีเสากั้นอย่างเป็นระบบเกือบทั้งหมด แต่ถนนหลายสายกลับมีทางรถเมล์ที่ยกระดับขึ้นสูงจากถนนจนเกินไป จนมีแต่แท็กซี่ที่ทนใช้ต่อไปได้ ผมมักจะขี่จักรยานไปตามเลนกว้างนี้ ซึ่งปลอดภัยและเห็นสัญญาณไฟได้ดีกว่า 

 

ในกรุงเทพฯ แม้จะมีทางจักรยาน แต่ส่วนใหญ่มักถูกใช้โดยมอเตอร์ไซค์ ไม่ก็ใช้เป็นที่จอดรถ หรือไม่ก็ถูกละเลย ทุกวันผมรู้สึกได้ว่า ผมไร้ตัวตนในการเป็นคนขี่จักรยาน และบางครั้งก็ถูกมองเหมือนเป็นสิ่งกีดขวางที่ต้องหลีกเลี่ยง บางครั้งแม้แต่คนขี่มอเตอร์ไซค์ยังแปลกใจที่เห็นผมขี่รถในบริเวณนั้น และพยายามที่จะแซงผมไป ผมมองการจราจรในกรุงเทพฯ เป็นเหมือนสงครามแห่งพื้นที่โดยมีห่วงโซ่ผู้ล่าดังนี้ รถยนต์ไล่ล่ามอเตอร์ไซค์ ซึ่งไล่ล่ารถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งไล่ล่ารถเมล์ ซึ่งมาไล่ล่าจักรยานอีกที

 

 

ผมใช้ถนนพระราม 4 เดินทางไปเอกมัยจากสามย่าน

 

 

ลักษณะของแยกที่ผมต้องเผชิญทุกวัน

 

การเดินทางในเมืองทำให้ผมทำตัวเหมือนมอเตอร์ไซค์ 2.0 ทางเทคนิคแล้ว ผมไม่เร็วหรือทรงพลังเท่ามอเตอร์ไซค์ แต่ด้วยความที่ผมเพรียวกว่าเยอะ จึงสามารถกระโดดขึ้นทางเท้าได้อย่างง่ายดายทุกเมื่อที่ต้องการ 

 

สุดท้ายแล้ว ผมก็เคลื่อนที่ได้เร็วกว่ามอเตอร์ไซค์ แต่ก็ต้องเสี่ยงมากกว่า บางครั้งรถติดและเบียดกันมาก จนผมไม่อาจไปต่อได้โดยไม่โดนรถคันอื่น ถ้าผมตั้งใจจะแทรกเข้าไป ก็ต้องทำอย่างจริงจัง บางครั้งก็ทำให้คนขับรถกลัวว่าผมจะไปทำให้รถเคลื่อนตัวช้ากว่าเดิม 

 

ในการเอาตัวรอดจากรถติดรุนแรง ผมมักจะเมินสัญญาณไฟ และรอจังหวะระหว่างเปลี่ยนไฟจราจร

 

ผมมองมุมกลับว่ามัน ‘สนุก’ ดี เพราะมันเร้าใจ และไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด หากเราระมัดระวังพอ ไม่มีสิ่งใดสามารถเทียบเคียงอิสรภาพที่ได้จากการขี่จักรยาน ผมไม่ต้องกังวลว่าถนนจะแคบแค่ไหน หรือห่วงว่าจะจอดรถที่ใด และผมยังประหยัดเงินได้ในทุกวัน

 

อีกประเด็นคือ การขี่จักรยานพาเราไปยังสถานที่ที่มีคนเดินอยู่อย่างง่ายดาย จึงเอื้อให้เราสามารถพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ เราสามารถสัญจรบนท้องถนนและแวะซื้อของหรือคุยกับใครก็ได้ตามที่ต้องการ 

  

 

  

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการขี่จักรยานในกรุงเทพฯ นั้นสามารถทำได้ แม้จะไม่มีทางจักรยานโดยเฉพาะ การขยายพื้นที่ขี่จักรยานที่กำลังดำเนินอยู่เป็นเพียงแนวคิดของผู้คน ซึ่งดูจะเป็นไปอย่างล่าช้า มีเพียงคนจนที่ใช้ และยังอันตราย ผมคิดว่าคนในกรุงเทพฯ ขี่มอเตอร์ไซค์กันได้อันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นการใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อเชิ้ต บางครั้งก็ไม่สวมหมวกกันน็อก ทั้งที่ขี่รถอย่างรวดเร็ว 

 

ผมคิดว่าควรนำข้อดีของการขี่จักรยาน รวมถึงการสัญจร มาชูในแคมเปญ เพื่อที่จะขยายชุมชนผู้ขับขี่จักรยานในกรุงเทพฯ ซึ่งจำนวนนักปั่นเหล่านั้นจะพิสูจน์ให้เห็นถึงการออกแบบถนนที่เป็นมิตรและปลอดภัยสำหรับนักปั่น โดยในระยะยาวจะช่วยลดปริมาณรถยนต์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป

 

 

[ENGLISH]

Bicycle riding in Bangkok

French experience

 

Who am I?

Presentation

My name is Noé, I am a 21 years old engineer student who aim to get the French urbanist diploma in parallel. I live in Lyon, where I study. There, I usually ride a bike in everyday life. It helps me to explore the city as quick as free and I consider that my bike is one of my principal urbanist tool.

 

Position as an intern in UddC

In order to learn my future job, I integrated UddC as an intern since April and for four mounth at least. I am helping the team in urban research and urban design. I chose to go in Thailand because I wanted to discover Asia, where I have never been before, to learn from another culture with different codes but with a working mission in order to give something to this country and create an exchange relationship. I researched indexes that highlight how to make a good downtown through literature reviews, reports and case studies. I am also working on a design project about Thong Lo street, in order to bring better pedestrian access. Now I help the team to make a study of bike use through Bangkok, with a first step writing about my daily journeys bicycling.

 

Why I chose to ride a bike

First step with bicycles

As a child, I usually rode bicycle with my family, when my mummy was running or when my grandfather fed ducks. Later I met teenagers friends from other suburbs bicycling. Since, I still have the same bike in France. The growing adult I am use to commute by underground from the suburb to Paris for a 1.30 hours journey twice a day. I am now living in Lyon and I choose to bicycle since 2 years to commute but also for everyday life.

 

Paris underground commuting

Public transportation in Paris was not a sane experience, in the sense of you have to focus on time to not to miss your train, there were circulation issues all the time and this stressful atmosphere was spreading until everyone’s body shows you a sad face every morning and evening. I often use BTS since I am in Bangkok. It is obviously fast and less crowded than Parisian underground but I don’t see people interact that much instead of getting their eyes fixed on their smartphones. Moreover I find it expensive, so not dedicated to every Bangkokians.

 

Choice of Bike Commuting

This year I lived as a student in co-located apartment shared with a friend from my school and we both have a small budget. We can’t afford and maintain a motorised vehicle that represent a big investment, and a cost in energy. That cost in energy is also a cost for our planet, and I have beensensitized enough about ecology during my studies that I want not participate to polluting by transportation.

So why I choose to ride a bike instead of use public transportation is in one hand, because I did in the past and it was a tiring experience, and in the other because I want to be free to choose my way with an individual transportation.

Riding a bike has many advantages. It is a physical practice, non-traumatic for articulation so it is sane. Even if the city is extremely polluted, as Bangkok, it is better for one’s health to make its lungs work, than to let them passively impacted. About pollution, except when it is built up and when it is repaired (which is a solvable issue), the environmental impact of riding a bike is ridiculous.

 

Bicycle brings freedom

Then, bikers have a freedom feeling into their mobility. They manage their own direction, the time and speed they will reach during the journey, the places they want to stop. They have only two wheels that brings them out of the traffic jam really quickly and they don’t have to worry about parking, what makes bike a bit competitive with motorcycles.

Moreover, the cheapest individual road transportation makes the connection with the environment, in the sense that bikers don’t have a structure (as a car one) around the body to cut one off it and makes them feel into and part of the city. If this easy transportation use would become widely used, the congestion level will decrease drastically and the severity of accidents will diminish due to low- speed. I wanted to follow my lifestyle with all these convictions while spending 5 months in Bangkok and then I bought a bike.

 

Bike riding in Bangkok

Daily journey

I live in Soi Charoen Rat 1 Yaek 9, Sathon, near Surasak BTS station. Everyday I commute to and from Amigo Tower, Sri Phraya Road, Bang Rak, twice a day. It takes me between 10 and 15 minutes to link my home to my working place. Sometimes, even wide road of my way are one-directioned. That is why my way to go is different than my way to get back.

When I go, I first pass through narrow streets to the north and I get in front of Sathon Tai road. Then I lift my bike on my shoulder to cross by the pedestrian bridge and I continue to the north. I take Si Lom road to the west until I find Maha Set Road that I take to the north and turn left in Si Phraya Road until Amigo Tower. When I get back, I go to practice muay thai under Taksin bridge in Suan Pa Chaloem Phrakiat Park. From Amigo Tower I take the south direction on Naret Road and turn right into Surawong Road. I follow my way and take the south direction anew in Charoen Krung Road until Taksin bridge that I take by the pedestrian access near the ferry station, lifting my bike in the stairs. When I get down I am in the park. When I go home I take the bridge another time in the opposite direction, following east until Charoen Rat Road that bring me to my street.

Another journey I make once a week to go to the climbing gym brings me in Bang Yai within half an hour. I tried many ways to get there, but the most I pass through little street, the better. It permit me to avoid heavy and polluted traffic jam while discover tiny and cosy places of Bangkok.

 

Bangkok street acclimation

Before getting a bike, I wanted to understand what are the circulation rules of Bangkok’s streets. I found non-respected official rules such as signs or lights, so I focused on informal ones.

When I was able to cross the city as a pedestrian without hesitations, I have got my bike. I chose mountain bike as the one I ride in France because it is permissive and agile. It is stable and can bring you everywhere even if the road is not that flat.

In France we drive on the right side. So I trained my reflexes to the opposite side and it scared me sometimes. I remember one of my first days I have been hit by a bus and pushed to the floor because I was not that vigilant about my right side. What stroke me was the possibility for motorcycle and bikes to go slowly in the opposite way keeping their right side. It was an information more to carry about while learning Bangkok’s street codes.

 

Space for bike use in Lyon, France and Bangkok

In Lyon, most of the street have bike paths almost systematically protected by poles. But a lot of street become provided with bus paths that are over-elevated from the road where only taxi are also tolerated. I usually ride my bike on this type of large paths that bring me safety and makes me benefit of priority light signs.

In Bangkok, even if bike paths exist often, they are mostly used by motorcycles or to park or sometimes totally ignored. I figure out everyday that I am not prioritised at all as a bike rider and sometimes considered like an obstacle to avoid. Sometimes even motorcycle riders are surprised to find me in their area and try to pass before me. I see the circulation in Bangkok as a war of space with this predatory chain: cars eat motorcycles that eat tuktuks that eat buses that eat bicycles.

 

Advantages of riding a bike in Bangkok

But the way I cross the city allow me to behave as a motorcycle 2.0. Technologically, I am not as fast and powerful as motorcycles but I am very thinner and I can easily jump onto side-walks whenever I want.

In the end I am faster in time than Motorcycle, but I take more risks. I engage in narrow traffic jam and sometimes I can’t go further without touching cars. If I want to insert myself into the circulation, I have to engage strongly, sometimes scarring car driver that imagine I will slow them. To get out of a too much crowded traffic jam I have often to ignore light signs and wait for the open door between crossing vehicles.

But I turn it “fun” in my mind because it is stimulating and not as dangerous as it seems if you are vigilant enough. There is no comparison with the freedom bike riding bring me without caring of narrowness of my way or where I have to park, neither with the money I save everyday.

Another point is that riding a bike bring you also easily in only pedestrian places. So it facilitate meeting and interactions with people. You can commute by road and stop wherever you want to buy something or discuss with someone.

Finally, I think that bicycling in Bangkok is totally possible while there is no dedicated paths. The only stemming process of bike ride expansion is the idea people have about it. It seems slow, it is only used by poor people and it is dangerous. I find many more dangerous to ride a motorcycle as Bangkokians do, in short pants and shirts, sometimes without helmet, because of the speed.

I think all the advantages of riding a bike even commuting have to be highlighted through campaigns, in order to enlarge Bangkok’s bike riders community. That amount of bike riders would justify bike-friendly road design and bring them safety. In a long term vision, it could reduce car use and solve pollution issues.