มิวเซียมบ้านกุฎีจีน: เข้าใจย่านผ่านพิพิธภัณฑ์

 

 

หากพูดถึงชุมชนกุฎีจีน หลายคนอาจเคยมาเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครู้ส โบสถ์ที่เก่าแก่เกินสองร้อยปีริมน้ำเจ้าพระยา แต่กี่คนกันที่เคยหันไปมองตรอกซอกซอยรอบๆ โบสถ์ หรือสละเวลาสักเล็กน้อย เดินลัดเลาะเข้าไปในชุมชนรอบๆ โบสถ์แห่งนี้ ทั้งที่ความจริง ชุมชนรอบโบสถ์ซางตางครู้สก็มีเรื่องราวและเรื่องเล่าที่ลึกซึ้งไม่แพ้ตัวโบสถ์เอง เครือข่ายตรอกเล็กซอยน้อยรอบโบสถ์ที่เรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบนัก มีความเงียบนิ่งที่หาได้ยากจากมหานครใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร ความแคบของทางเดินทำให้แต่ละย่างก้าวของเราช้าลงไปโดยปริยาย แต่ละซอยอัดแน่นไปด้วยความทรงจำจากอดีต เสียงโทรทัศน์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้และเสียงรถมอเตอร์ไชต์ที่วิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ อาจเป็นเพียงแค่สองสิ่งที่คอยเตือนว่าเรายังอยู่ในปี พ.ศ. 2560

คุณโต๋ ฉัตรซัย และคุณตอง นาวินี พงษ์ไทย เป็นสองบุคคลที่มุ่งจะรักษาเสน่ห์ที่ยังคงเหลืออยู่ในชุมชนกุฎีจีนผ่าน พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน ที่เขาทั้งสองก่อตั้งขึ้น ในบ้านโบราณหลังใหญ่หน้าซอยกุฎีจีน 3 และการนำของที่เก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่ามาจัดแสดง วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับทั้งสองท่าน ว่าด้วยเรื่องการจัดทำพิพิธภัณฑ์ การใช้ชีวิตให้น่าจดจำ และนานาทัศนคติต่อชุมชนแห่งนี้ที่ชื่อกุฎีจีนจากอดีตถึงปัจจุบัน สู่อนาคต

              

 

 

      

 

ครอบครัวของคุณอาตองอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยไหนคะ

 

คุณตอง: อยู่มาตั้งแต่สมัยต้นตระกูลเลยค่ะ นานจนสืบไม่ได้ แต่เขาก็เล่ากันว่าครอบครัวของอาก็สืบมาจากทหารโปรตุเกสที่ร่วมรบมากับพระเจ้าตากฯ ที่นี่มี 16 นามสกุลทีสืบเชื่อสายมาจากชาวโปรตุเกส

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนให้ฟังหน่อยสิคะ

คุณตอง:  อาเป็นคนคิด เป็นคนอยากทำ แต่อาโต๋เขาเป็นคนลงเงิน และลงมือทำขึ้นมา (ยิ้ม) เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ จริงๆ อาชอบไปพิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว เวลาเรามีเวลาเราก็อยากจะไปดูมิวเชียมต่างๆ แต่ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นเป็นของอาจารย์วราภรณ์

พอไปดูเข้าเยอะๆ ก็มีความรู้สึกว่า ชุมชนของเราเองก็มีของที่สามารถมาจัดแสดงได้เช่นกัน ตอนแรกอยากจะทำเล็กๆ หน้าบ้านตัวเอง แต่พอมายืนดูบ้านคุณป้าฝั่งตรงข้ามนี่ ซึ่งตอนนั้นมันไม่มีคนอยู่ ก็รู้สึกว่ามันเหมาะนะ แล้วในที่สุดมันก็บานปลาย  (ยิ้ม) ตอนแรกเรามีเงินก้อนหนึ่งที่อยากจะเก็บเอาไว้ปรับปรุงให้บ้านเราเองอยู่สบายตอนเกษียณ แต่พอมีความคิดว่าจะทำที่นี่ เราเลยเอาเงินมาลงทุนที่นี่แทน ตอนนี้เราก็ไม่มีเวลาที่จะอยู่บ้านสบายๆ แล้ว ก็เลยยังไม่ได้ปรับปรุงบ้านของตัวเองเลย

คุณโต๋:ตัวผมเองไม่มีอะไร เห็นคุณผู้หญิงเขาอยากได้ อยากทำในชีวิตสักครั้งหนึ่ง ผมก็อยากตามใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง (หัวเราะ) เขาพูดมานานเกือบสิบปี อยากจะจัดตรงนั้นบ้าง ห้องเล็กๆ ตรงนี้บ้าง (ยิ้ม) เขาชอบมาก

 

เราก็เลยมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรดี ตอนแรกเขาเสนอว่าอยากเอาของเก่ามาจัดแสดงเฉยๆ แต่เราก็คิดว่าน่าจะทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพราะเรามีกำลังพอ เราเคยไปดูพิพิธภัณฑ์หลายแห่งแล้ว บางที่มันมีความเก่าอย่างเดียว แต่ไม่มีเรื่องราว แล้วคนที่มาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าเราเอาของเก่ามาวางเฉยๆ อันนั้นคือห้องจัดแสดง แต่ถ้าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต้องมีเรื่องราวที่ชัดเจนด้วย

     หากพูดถึงพิพิธภัณฑ์ เรามักคิดถึงอาคารหลังใหญ่ ของจัดแสดงราคาแพงชิ้นโตๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยผู้เชี่ยวชาญ “พิพิธภัณฑ์” ฟังดูเป็นสถานที่ๆ เข้าถึงได้ยาก อะไรทำให้เรามั่นใจว่าเราสามารถตั้งพิพิธภัณฑ์ในชุมชนของเราเองได้คะ? 

 

 คุณตอง: พิพิธภัณฑ์หลังใหญ่ๆ นั้นเหนือความสามารถของเราอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเยอะ พอเราไปดูพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของชุมชนอื่นๆ ก็คิดว่าถ้าคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ เรามีความตั้งใจ เราศึกษาดีๆ เราชอบแบบไหนเราก็เอามาประยุกต์ ไม่มีอะไรยากเกิน

 

แล้วเรื่องราวที่อยากจะสื่อผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ละคะ คืออะไร?

 

 คุณโต๋: เราอยากจะจัดแสดงให้แก่คนที่นี่ ทำให้เค้าตระหนักรู้ว่าเค้ามีความเป็นมาอย่างไร และมีความพิเศษอย่างไร

 คุณตอง: ตอนก่อนที่เราจะทำเราก็ปรึกษากับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ด้วยเวลาชาวบ้านเขาผ่านมาแถวนี้ เขาก็จะมาดูนะ

 

แล้วเรื่องราวที่อยากจะสื่อผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ละคะ คืออะไร?

 คุณโต๋: เรื่องราวของเราคือความหลากหลายทางที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เพราะเราเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สิ่งแรกที่เราอยากจัดแสดงคือที่มาของคนในพื้นที่นี้ พื้นฐานของคนที่นี่ เราเป็นหมู่บ้านคาทอลิก แต่นอกจากนี้เขาก็มีเชื้อสายโปรตุเกสด้วย

 

อย่างที่สองที่อยากจะเล่าคือ พวกเราอยู่กันได้อย่างไรที่นี่ เพราะในช่วงหลังๆ มานี้ บริเวณนี้ไม่ได้มีแต่โปรตุเกสอย่างเดียว มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น

 

เพราะในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 ก็มีฝรั่งรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในแถบกะดีจีน เช่นหมอบรัดเลย์ที่มาจากอเมริกา หลุยส์ วินด์เซอร์ ชาวอังกฤษ หรือนายฮันเตอร์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของประเทศไทยที่เรารู้จักในชื่อห้างหันแตร และเมื่อมีการพัฒนาถนนในฝั่งพระนคร ฝรั่งเหล่านี้ก็ย้ายไปอยู่ฝั่งพระนครแทน ชาวจีน อย่างเช่นบ้านสกุลทองก็เข้ามาอยู่ และต่อมาก็มีคนญวนจากจันทบุรีเข้ามาอยู่ด้วย ทำให้ชุมชนนี้มีความหลากหลายมากๆ และถ้าเราดูอาหารและวิถีชีวิตของคนที่นี่ ก็จะเห็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเหล่านี้ด้วย

 

วัฒนธรรมการพูด กิน การแต่งตัวของที่นี่ หรือประเพณีต่างๆ ที่วัดซางตาตรู้ส ก็จะไม่เหมือนใคร เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมจากหลายเชื้อชาติ แต่รวมทั้งหมดแล้วคือวัฒนธรรมพื้นบ้าน นี่คือเรื่องราวที่เราอยากจะเล่า

 

ทราบมาว่าคุณโต๋เป็นวิศวกร ทำไมสนใจและรู้เรื่องประวัติศาสตร์เยอะจังคะ? ถึงขั้นเปิดพิพิธภัณฑ์ได้เลย

 คุณโต๋: ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสนุก แต่ก่อนเราคิดว่ามันน่าเบื่อเพราะเราถูกสอนให้ท่องจำ แต่ความจริงแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุและผล ถ้าเราคิดอย่างนี้มันจะสนุก เวลาเราตั้งคำถาม เราก็จะอยากหาคำตอบ

 

 

 

เวลาเดินเข้ามาในนี้จะรู้สึกถึงความสงบนิ่งเลยนะคะ เหมือนย้อนเวลากลับสู่อดีตจริงๆ : 

คุณโต๋: เนื่องจากที่ดินนี้เป็นที่ดินที่พระเจ้าตากสินได้พระราชทานให้แก่มิสซังเป็นจำนวน 29 ไร่ ด้วยข้อตกลงที่ว่าที่นี่ต้องเป็นที่อยู่อาศัย โดยคนที่จะเช่าพื้นที่นี้ได้จะต้องเป็นคาทอลิก ต้องมีใบรับศีลล้างบาปมาแล้ว วัดซางตาครู้สก็จะคอยดูแลให้มีระเบียบวินัย

นอกจากนี้ ที่นี่อยู่ในเขตห้ามสร้างอาคารสูงเกิน 16 เมตร ห้ามสร้างโรงมหรสพ อาคารเลี้ยงสัตว์ หรือโรงฆ่าสัตว์ด้วย กฎกติกาต่างๆ นี้ก็ทำให้ย่านนี้ไม่ค่อยเปลี่ยน

แต่เราก็ต้องอยู่ด้วยกันเองได้ ต้องมีความสุขที่จะอยู่แบบนี้ เราต้องพอใจที่จะอยู่กับซอยเล็กๆ แคบๆ แบบนี้ ไม่ได้ต้องการถนนสายใหญ่ตัดเข้ามาเพื่อที่เราจะได้ขับรถเข้าบ้านได้ เราอยู่แบบเก่าๆ ดำรงวิถีชีวิตเดิมๆ ไว้

 

นั่นสิคะ ชุมชนนี้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตในตัวเองเลย แล้วอย่างนี้ สิ่งที่เราจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของเรามีความเหมือนหรือแตกต่างกับสิ่งที่ดำเนินไปอยู่แล้วในชุมชนอย่างไรบ้างคะ?

จริงอยู่เราเดินไปรอบๆ เราเห็นความเก่าแก่ แต่เรารู้ที่มาที่ไปหรือไม่ มันมีเรื่องราวเยอะแยะภายใต้ความเห่าแก่ที่มองเห็น พิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยรวบรวมทุกอย่างมาไว้ด้วยกัน ไม่ให้มันเพียงลอยอยู่ในอากาศ

  

แล้วคนรุ่นใหม่ในชุมชนเขาสนใจประวัติศาสตร์ของที่นี่เท่ากับคุณอาสองคนไหมคะ?

คุณตอง: กลุ่มเยาวชนก็ให้ความร่วมมือดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องเวลา เพราะเขาต้องไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมอื่นๆ สมัยก่อนเราสามารถเรียกเด็กมามีส่วนร่วมเยอะๆ ได้ เพราะเด็กแถวนี้ก็จะเล่นอยู่รอบๆ วัด ออกมาเล่นกัน เช่น เล่นลูกหิน เตะตะกร้อ หรืออะไรที่เล่นเป็นทีม ที่เล่นแล้วจะรู้จักกัน แต่สมัยนี้มันเป็นโลกโลกาภิวัตน์ เขาก็จะเล่นอะไรอยู่ในบ้าน ต่อให้นั่งด้วยกันก็จะเล่นอะไรของตัวเอง น้อยคนที่จะออกมาเล่นอะไรข้างนอก

เรามีความกังวลบ้างไหมคะ ว่าในอนาคตจะไม่มีคนรุ่นใหม่สนใจประวัติศาสตร์ของย่านหรือพิพิธภัณฑ์ของเรา?

เราไม่มีความกังวลอะไรเพราะเรารู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ก็เหมือนบ้านของเราอีกหลังหนึ่ง เพราะตอนแรกเราก็ไม่ได้คาดหวังที่จะเปิดอะไรใหญ่โตอยู่แล้ว ในอนาคตถ้าไม่มีใครอยากชมพิพิธภัณฑ์ เราก็ปิดตัวลง ไม่ได้คิดอะไร อยู่แบบสบายๆ แต่ถ้ามีคนอยากทำต่อ เราก็ยินดี ของในนี้ไม่ได้มีราคาอะไร แต่เป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจ และถ้าเด็กรุ่นหลังเขาเห็นว่ามันมีค่า เขาก็จะทำต่อเอง

      

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่นำของจากอดีตมาจัดแสดง แต่สมมุติว่ามีพิพิธภัณฑ์อีกหลังหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของกุฎีจีนในปัจจุบัน จะมีของอะไรจัดแสดงอยู่ในนั้นบ้างคะ?

 คุณตอง: (นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่) มันก็จะเป็นเหมือนเดิมนะ อย่างที่อาโต๋เขาบอกคือมันไม่ค่อยเปลี่ยน มันก็จะมีขนมที่หลงเหลืออยู่ โบสถ์ พิธีกรรม หลายอย่างก็ถูกถ่ายทอดมาจากคนรุ่นก่อนๆ มากกว่า

 

 

ระหว่างการพูดคุย เสียงระฆังจากโบสถ์ก็แว่วมาบอกเวลาเที่ยงวัน คุณตองยกมือไหว้ แล้วลากมือจากซ้ายไปขวาเพื่อทำสำคัญมหากางเขน ฉันฉุกคิดขึ้นได้ว่า นิยามของอดีตกับปัจจุบันของฉันกับคุณตองอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางอย่างที่ฉันนิยามว่าคืออดีต อาจเป็นปัจจุบันของคนที่นี่ เพราะประวัติศาสตร์แฝงอยู่ในทุกๆ วันของพวกเขา แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนรุ่นเราๆ จะเหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นหลังเก็บไปใส่ในพิพิธภัณฑ์บ้างไหม? สิ่งของเรียบง่ายจากชีวิตประจำวันของคนใน “อดีต” ที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน รวมถึงชีวิตที่คุณโต๋และคุณตองเลือกที่จะดำเนิน  เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ทุกๆ วันของชีวิตเป็นที่น่าจดจำ

 

 

ติดตามผลงานของมูลนิธิกะดีจีน-คลองสานและชาวย่าน ผ่านชุมชนออนไลน์ Love Kadeejeen