ยื่นปลาให้เขาหรือสอนเขาหาปลา: บทเรียนจากงานชุมชนแบบไทยๆ

 

ในทุกๆ ปี มีโครงการฟื้นฟูชุมชนเกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย มีสถานที่ใหม่ๆ ที่ถูกโปรโมทขึ้นให้เป็นที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งใกล้และไกล แต่เคยสงสัยไหมว่าโครงการเหล่านี้ยั่งยืนแค่ไหน และให้บทเรียนอะไรกับชุมชนนอกจากการกระจายรายได้? “จุดอ่อนของงานชุมชนในเมืองไทยคือการพึ่งพาตัวบุคคลมาเกินไป ทำให้หลายๆ โครงการไม่ยั่งยืนเท่าที่ควร เกิดและดับไปพร้อมคนที่ก่อตั้งมันขึ้นมา เราไม่ค่อยคิดที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้าง เชิงค่านิยม หรือเชิงอุดมการณ์เท่าไหร่ผศ.ดร. นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ตั้งข้อสังเกต

 

 

โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านกะดีจีน-คลองสาน ของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง และภาคีพัฒนาทั้งจากภายในและภายนอก เป็นอีกหนึ่งงานชุมชนที่กำลังหาทางออกจากวังวนนี้ผ่านการสร้างศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน พื้นที่สร้างสรรค์ของชาวย่านสามศาสนา-สี่ความเชื่อ ที่หวังจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการปลุกพลังประชาชน และบริหารจัดการงานด้วยการมีส่วนร่วมของชาวย่านอย่างแท้จริงศูนย์ชุมชนย่านฯ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะมีคนกลางและพื้นที่กลางคุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต ประธานกรรมการมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน กล่าวตอนนี้เรากำลังจะมี hardware คือศูนย์ชุมชนฯ แต่เราขาด software คือสร้างความตระหนักรู้และสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาในย่าน...hardware เดินหน้าต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มี software” คุณธีรนันท์ให้ความคิดเห็น ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสานจึงประเดิมด้วยการให้ชาวย่านเลือกผู้จัดการศูนย์ชุมชนฯ เองในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนก่อนที่ศูนย์จะเปิดตัวในปลายปี 2561 

 

 

สังคมไทย สังคมเจ้าพ่อ

ที่น่าสนใจมากๆ คือ ความไม่ยั่งยืนของโครงการชุมชนเหล่านี้มีรากฐานจากลักษณะของสังคมไทย ที่อธิบายได้ในเชิงรัฐศาสตร์ว่าเป็นสังคมแบบ pre-modern society (สังคมยุคก่อนสมัยใหม่) ที่ยึดถือตัวบุคคลมากกว่าระบบนั่นเองจากการสังเกตของผม สังคมของไทยเป็น pre-modern society ซึ่งคือการผูกการดูแลไว้กับคน ๆ หนึ่งโดยผู้นั้นมักแปะมือต่ออำนาจตามอำเภอใจ แต่มันมักจะไม่ไหลลื่นอย่างนั้นต่างกับการเป็น modern society (สังคมสมัยใหม่)...ในการทำงานชุมชนก็เช่นกัน ถ้าหัวหน้างานไม่อยู่ ก็ต้องมีคนมาทำต่อทันที เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ แต่หากผู้หัวหน้าไม่อยู่ แล้วไม่มีใครมาทำต่อ อย่างหลังคือการเป็น pre-modern ซึ่งเรากลัวว่าชุมชนนี้จะเป็นแบบนั้นอาจเรียกได้ว่าเมืองไทยเป็นอย่างนี้ในหลายองค์กร เราพึ่งพา influential people (ผู้ทรงอิทธิพล) ไม่ใช่ระบบที่ยั่งยืนคุณพีรวิชญ์  ขันติศุข นักวิจัยด้านการเมือง ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง แสดงความคิดเห็น

 

คุณพีรวิชญ์ เสริมว่า ตัวอย่างของการเป็นสังคม pre-modern ก็เช่น การที่ตำรวจ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐอาจไม่สามารถจับโจรได้หากไม่พึ่งพาเจ้าพ่อหรือผู้ทรงอิธิพล อันนี้เป็นลักษณะของการเป็น pre-modern society ที่มีรัฐสมัยใหม่เคลือบอยู่ข้างนอก เป็นตัวอย่างของประเทศที่อยู่ระหว่างรอยต่อของทั้งสองระบบ...ในงานชุมชน มันคนละมิติกัน แต่ก็สามารถมีการขึ้นกับตัวบุคคลได้พอๆ กัน ซึ่งการที่อำนาจอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งคนเดียวนั้นก็เป็นความเสี่ยงของชุมชนด้วยซ้ำ เพราะวันหนึ่งหากคนๆ นั้นทำอะไรที่ชุมชนไม่เห็นด้วย หรือเพิกเฉยต่อชุมชน ชุมชนก็จะไม่สามารถหลุดออกจากสภาพดังกล่าวได้แต่ถ้าหัวหน้าคนนั้นผ่านการเลือกตั้งมาโดยชาวชุมชนแล้ว เค้าก็มีหน้าทีที่จะรับฟังประชาชน” 

 

มุมมองของคุณพีรวิชญ์ สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของคุณสุภัจจา อังค์สุวรรณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการมีส่วนร่วม ที่มองเห็นว่างานชุมชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเป็นการไปช่วยมากกว่าการสร้างพลังขึ้นจากตัวชุมชนเองการทำงานพัฒนาชุมชนของคนไทย...เรามักจะเห็นภาพการทำงานในลักษณะของผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดคนเดียว หรือการทำงานโดยการบริหารงานจากคนภายนอกที่เข้ามาช่วยเหลือ นี่คือลักษณะของสังคมไทย เราชอบคำว่าช่วยเหลือ มากกว่าการให้ชาวบ้านลงมือทำเอง...โครงการพัฒนาส่วนใหญ่ที่เห็นจากสถาบันการศึกษา หรือ หน่วยงานภาครัฐล้วนล้มเหลวจากสาเหตุเดียวกัน คือ ให้คนนอกมาทำงานให้คนใน

 

เปลี่ยนสังคมเจ้าพ่อเป็นระบบที่ยั่งยืนกว่า

 

การเลือกผู้จัดการศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะเปลี่ยนจากการบริหารสังคมจาก pre-modern สู่ modern และจากการ ช่วยสู่การ เติมพลังให้ชาวย่าน การมีส่วนร่วมเป็นส่วนสำคัญในประชาธิปไตย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนสังคมจาก pre-modern ไปสู่ modern และระบบเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนมือ (transitional tool) ในสมัยก่อนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจมันมาพร้อมกับการฆ่าฟันกัน เกิดสงครามขึ้นเพราะไม่รู้จะเลือกใครต่อ ระบบเลือกตั้งเปลี่ยน bullet (กระสุนปืน) เป็น ballot (การลงคะแนนเสียง) เป็นวิธีและกระบวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่ดีที่สุด ในขณะนี้ แล้วก็ยังใช้การมีส่วนร่วมจากทุกคนอีกด้วยคุณพีรวิชญ์ กล่าว ถึงแม้ว่า modern society จะไม่ได้ดีกว่าสังคมเจ้าพ่อ ณ ปัจจุบันไปเสียทุกด้าน และทั้งสองระบบได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งคู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ modern society สามารถให้ได้คือความราบรื่นในการเปลี่ยนถ่ายอำนาจผ่านการรับฟังเสียงจากกลุ่มคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย

 

 

คุณสุภัจจา เสริมว่า เชื่อว่าการมีตัวเเทนย่านที่มาจากการเลือกของชาวย่านจะเป็นตัวกระตุ้นความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนงานอย่างนึง ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่ร่วมกับ สถาบันอาศรมศิลป์เเละบริษัทร่วมทุน รักษ์ดี จำกัด ก่อตั้ง บริษัทจันทบูรรักษ์ดี ที่นั่นมีการจัดตั้งคณะทำงานเเบบมีโครงสร้างชัดเจน มีหน้าที่ผูกพันตามกฎหมาย มีเงินเดือน มีกองทุนที่ร่วมกันดูเเลอย่างมีส่วนร่วมด้วยเเนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการจัดการที่มีกลไกที่ชัดเจน...ในการทำงานสายพัฒนาชุมชน หรือพูดง่ายๆว่าการทำงานกับชาวบ้าน เราควรเข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่เพื่อสร้างการเปลี่ยนเเปลงด้วยมือเรา เเต่ด้วยมือเขา

นี่เป็นเพียงก้าวแรก

 

คำว่าการมีส่วนร่วมอาจฟังดูลื่นหู แต่ก็มีคำถามตามมาอีกมากมายในเชิงปฏิบัติ เช่น เราเปิดกว้างให้ชาวย่านได้มีส่วนร่วมได้มากน้อยแค่ไหน และชาวย่านมีความตระหนักรู้มากแค่ไหนกับโอกาสที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้? อย่างที่ผู้สมัครท่านหนึ่งกล่าวไว้การเลือกตั้ง ตามตัวคือการมีสิทธิที่จะเลือก ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมรูปแบบหนึ่ง แต่มันไม่พอ การเลือกตั้งเป็นแค่การมีส่วนร่วมระดับพื้นฐาน ต้องดูด้วยว่าเรามีการประเมินไหม ถ้าเลือกถูกก็ดีไป แต่ถ้าเลือกผิดแล้วเราทำยังไงต่อ ต้องประเมินผู้จัดการที่เลือกเข้ามาต่อด้วย และเชื่อมโยงถึงว่าชาวบ้านมีความพร้อมมากพอที่จะมีส่วนร่วมในระดับไหน หากประเมินว่าดีหรือไม่ดี ต้องมาคุยกันด้วยว่าความรู้สึกเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานของอะไรพูดอีกอย่างว่าการเลือกนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกของ modern society 

 

 

ท้ายที่สุดแล้วการเลือกผู้จัดการศูนย์ชุมชนฯ เป็นเพียงก้าวแรกของการยกระดับงานชุมชนให้พึ่งพาระบบที่ใช่มากกว่าคนที่ชอบ และค้นหาหนทางสู่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในย่านเล็กๆ ที่สะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมใหญ่

 

 

ติดตามการเลือกผู้จัดการศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสานของชาวย่าน ผ่านชุมชนออนไลน์ LoveKadeejeen หรือมาเลือกผู้สมัครศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสานร่วมกันที่ โรงเรียนส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วันที่ 5 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 09.30-15.00 น.