รถไฟไปไหนในโคราช

รถไฟไปไหนในโคราช

 

โดย ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล 

 

“รถไฟจะไปโคราช...” โคราช เมืองที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะผ่านบทเพลงที่คุ้นหูและร้องกันมาตั้งแต่วัยเด็กอย่างเพลง ‘รถไฟจะไปโคราช’ หรือเมนูอาหารชื่อดังที่มักพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้งบนชั้นวางในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศอย่าง ‘ผัดหมี่โคราช’ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเราไม่เคยได้ยินชื่อเมือง ๆ นี้มาก่อน แต่เมื่อลองเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า “ไปโคราช ไปไหนดี?” ที่นอกเหนือจากการไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ย่าโม ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปพักผ่อนหย่อนใจช่วงวันหยุดที่วังน้ำเขียว และปิดท้ายด้วยการแวะไปซื้อผัดหมี่ชื่อดังเป็นของฝาก ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนอาจจะต้องใช้เวลาในการหาคำตอบให้กับคำถามนี้สักพักใหญ่ คำถามชวนคิดนี้อาจจะสร้างความติดขัดเล็กน้อยให้กับบทสนทนา แต่สามารถสะท้อนถึงปัญหาก้อนโตของเมืองโคราชได้เป็นอย่างดี ー เมืองที่เป็นที่รู้จักของใครหลายคน แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักหน้าตาของสถานที่ภายในเมืองนั้นจริง ๆ ประกอบกับการได้มีโอกาสไปใช้เวลาได้โคราชอยู่หลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราจึงได้รู้จักกับชาวโคราชมากขึ้น และเรียนรู้ถึงรู้แบบการใช้ชีวิตและมุมมองที่เขามีต่อเมืองของตนเอง ตลอดจนรูปแบบทางกายภาพของพื้นที่ที่คนโคราชต้องการใช้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เราพบว่าภาพจำในอดีตของศูนย์กลางย่านการค้าและสังคมที่สำคัญระดับภูมิภาคที่รอบอนุสาวรีย์ย่าโมที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คน รถม้า และสามล้อนับพันคันนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด



(ที่มา : ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราษฎร์ มหาวิทยาลับราชภัฎนครราชสีมา)

 

 

เมื่อได้ศึกษาต่อไปถึงสาเหตุที่ทำให้ภาพจำในอดีตของย่านการค้าเก่านั้นค่อย ๆ เลือนลางลง ผ่านการวิเคราะห์คำตอบที่มักได้รับกลับมาบ่อยครั้งจากคำถามที่ว่า “ไปไหนดี และทำไมถึงต้องไป?” คนโคราชส่วนใหญ่มักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปห้างสรรพสินค้าห้างใดห้างหนึ่ง หรือไม่ก็ตลาดนัดกลางคืนที่พวกเขามักไปเดินจับจ่ายอยู่เป็นประจำ มากกว่าการเลือกแนะนำให้ไปย่านการค้าคูเมืองเก่า ที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยว่าเหตุใด คนโคราชเลือกที่จะแนะนำคนภายนอก ให้ไปห้างและตลาดนัดมากกว่าการที่จะเลือกนำเสนอย่านการค้าเก่าแก่ ที่ปัจจุบัน นอกจากจะไร้ผู้คนแล้วนั้น หลายธุรกิจในย่านการค้ารอบคูเมืองก็พากันปิดตัวลง ด้วย 2 สาเหตุหลักด้วยกันคือ การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของห้างสรรพสินค้าและตลาดนัด ที่สะดวกและตอบโจทย์ผู้คนได้มากกว่า และอีกหนึ่งสาเหตุคือการย้ายออกจากย่านการค้าเก่าของกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว ทำให้คนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลับเข้าจับจ่ายในตัวเมืองอีก เมื่อพวกเขามีตลาดนัดที่สามารถเดินทางได้โดยต้องง้อรถยนต์ จึงส่งผลให้แลนด์มาร์คสำคัญของเมือง นั้นยิ่งซบเซาลง เนื่องจากไร้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้อยู่อาศัย

 

 


 

 

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราสามารถเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้คนเลือกที่จะไปใช้เวลาที่ห้างมากกว่าย่านการค้าในเมืองเก่าในอดีตที่ค่อย ๆ เงียบเหงาลงทุกวันได้อย่างไม่น่าแปลกใจ จากการถูกแทนที่ด้วยภาพจำใหม่ของห้างสรรพสินค้าและตลาดนัดกลางคืน ที่เมื่อสังเกตดี ๆ แล้วจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากภาคเอกชนหรือหน่วยงานภายนอกทั้งสิ้น ด้วยหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สถานที่ที่เคยเป็นที่นิยมในอดีตอย่างพื้นที่คูเมืองของคนโคราชนั้นถึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างสีสันให้กับโคราชอีกครั้ง ดังนั้นถ้าถามว่า ต้องทำอย่างไรให้ย่านการค้าคูเมืองเก่าแห่งนี้สามารถกลับมาเป็นแลนด์มาร์คระดับภูมิภาคอีกครั้ง ด้วยมือของคนโคราชเอง ที่นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของคนโคราชแล้วนั้นยังสามารถรับมือกับการค้าในยุค Digital Era ได้อีกด้วย สำหรับเรา คำตอบก็คือการพัฒนาและฟื้นฟูทั้ง 3 เรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันโดยอาศัยแนวทางเหล่านี้





“การพลิกฟื้นธุรกิจท้องถิ่นของคนโคราช”

การพลิกฟื้นธุรกิจท้องถิ่นของคนโคราชจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย หรือรายใหญ่อย่างห้างสรรพสินค้าของคนในเมืองหรือ Klang Plaza ให้กลับมามีบทบาทคู่เมืองเก่าอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ ย่านเมืองเก่าจะขายอะไร ที่นอกจากจะครบครัน ตอบโจทย์กลุ่มคนที่มากกว่าแค่กลุ่มผู้สูงอายุเหมือนที่ผ่านมาแล้วนั้น ยังต้องเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า และยังต้องช่วยส่งเสริมธุรกิจเดิมในเมืองเก่าได้อีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาและสนับสนุนการต่อยอดทางธุรกิจท้องถิ่น (SMEs) และสร้างพื้นที่สำหรับแสดงความสามารถและสินค้าให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้แจ้งเกิด จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะช่วยดึงผู้คนให้กลับมา ที่ไม่ใช่เพียงแค่คนโคราชเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมเยือนได้อีกด้วย

 




 “การสร้างย่านที่น่าเดิน”

การที่จะฟื้นฟูย่านการค้าให้กลับมามีผู้คนเนืองแน่นอีกครั้งนั้น คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกอยากที่จะมาเดินจับจ่ายใช้สอยและใช้เวลาในคูเมืองเก่า ที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างความสะดวกสบายและปลอดภัยในการเดิน แต่ยังสามารถสร้างสุนทรียภาพ และมอบประสบการณ์ตลอดการเดินในคูเมืองที่ซึ่งห้างสรรพสินค้าไม่สามารถให้ได้ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ประกอบการรายใหญ่และย่อยในพื้นที่ ช่วยกันส่งเสริมทางเดินในคูเมืองให้เกิดความต่อเนื่องทางกิจกรรมและก่อให้เกิดสภาพที่คล่องตัวสูงสุด เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่อยากที่จะเดินอ้อม หรือเดินสลับขึ้นลงบนฟุตบาทตลอดการเดินทางไปจับจ่ายใช้สอย และคงจะดีถ้าระหว่างทางมี แสง สี เสียง ให้พวกเขาได้แวะชื่นชนระหว่างทาง



“การเป็นมากกว่า แหล่งช้อปปิ้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน”

นอกจากสินค้าและกิจกรรมที่น่าดึงดูด และความสะดวกสบายในการเข้าถึงแล้วนั้น การทันต่อโลกและยุคสมัยก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ในยุคที่ต้องต่อสู่กับการค้าออนไลน์ ที่ซึ่งการซื้อขายสามารถเกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้ว สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การออกแบบนั้นต้องสามารถสร้างความแปลกใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าและกิจกรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึงพื้นที่การค้า ที่จะมีส่วนช่วยดึงดูดคนให้ลุกขึ้นมาจากโซฟา และออกมาใช้ชีวิตภายนอกมากขึ้น และการที่เราสามารถดึงให้คนออกมาใช้เวลาในคูเมืองนานขึ้นเท่าไหร่ โอกาสในการขายของก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

 

 

 

สุดท้ายนี้ ทางออกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเมืองเก่าคู่การอยู่อาศัยภายในพื้นที่คูเมืองที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ต้องไม่ใช่แค่การฟื้นคืนภาพจำของย่านการค้าที่สำคัญในอดีต แต่ยังรวมไปถึงการดึงคนโคราชวัยหนุ่มสาวให้กลับเข้ามาอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในตัวเมืองโคราชมากยิ่งขึ้น เพราะการกลับมาอยู่อาศัยไม่เพียงแต่ช่วยให้เมืองกลับมีชีวิตชีวา แต่ยังเป็นการช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งจากภายในและนอกโคราช ให้กลับเข้ามาร่วมกันสร้างภาพจำใหม่ให้ ‘คูเมืองเก่าโคราช’ จนกลายมาเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “ไปโคราช ไปไหนดี?” อีกครั้ง