สรุปงานเสวนา AREE YOU READY? อารีย์-ประดิพัทธ์พร้อมหรือยังที่จะเป็นย่านเดินเท้า

ก้าวมาสู่ระยะที่สามกันแล้วกับโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี โดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง UddC ซึ่งในปีนี้โครงการได้ขยับยุทธศาสตร์มาลงพื้นที่เพื่อวางแผนและออกแบบพื้นที่นำร่อง เปลี่ยน “เมืองเดินได้-เมืองเดินดี” ให้กลายเป็น “เมืองเดินสบายของทุกคน” อย่างแท้จริง

โดยในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง UddC ร่วมกับ 101 จัดงาน “สู่เมืองเดินสบายของทุกคน” ในพื้นที่นำร่องแห่งแรก “อารีย์-ประดิพัทธ์” ณ Fab Cafe Bangkok ภายในงานมีการจัดเสวนาพูดคุยระหว่างแขกรับเชิญ ทั้ง ผศ. ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เจ้าของหนังสือ เมือง กิน คนอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณไชยา โชติวรรธกวณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพญาไท, คุณเจษฎ์ บุญเรืองรอด กรรมการ บริษัท พาไท วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดและ คุณสุวรรณา คำวงค์ปิน ตัวแทนผู้ค้าในย่านฯ ดำเนินรายการโดยนักคิด-นักเขียน คุณโตมร ศุขปรีชา ซึ่งทั้งหมดร่วมกันตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็นถึงศักยภาพความพร้อมของย่านอารีย์-ประดิพัทธ์อย่างตรงไปตรงมาให้เราได้ฟัง

 

 

ประสบการณ์จริงจากผู้พิการทางสายตา

เพราะคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การจัดสาธารณูปโภคของรัฐจึงต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนทุกกลุ่ม เป็นการสร้างความเท่าเทียมกันต่อประชาชนทุกๆ คน  แต่ในความเป็นจริงกายภาพของเมืองกลับมิได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่าย จึงเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานของโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ว่าจะออกแบบกายภาพที่เหมาะสมอย่างไรให้ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ เป็นเมืองที่เดินสบายสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

งานเสวนาเริ่มขึ้น เมื่อผู้ดำเนินรายการ คุณโตมร ศุขปรีชา ชวนคุยกับ คุณสุวรรณา คำวงค์ปิน ในฐานะผู้พิการทางสายตา เธอเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า แม้จะเป็นผู้พิการทางสายตาที่เดินไม่ค่อนสะดวก แต่อารีย์ยังเป็นย่านที่เธอเดินได้ดีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน สาเหตุก็เพราะอารีย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนไหลเวียนจำนวนมาก คุณสุวรรณาจึงสามารถถามทางคนทั่วไป และรู้สึกปลอดภัยในการเดิน

ทว่าน่าเสียดายที่สาธารณูปโภคอย่าง เบรลล์บล็อค (Braille Block) หรือกระเบื้องปูทางเดินสำหรับผู้พิการทางสายตานั้น กลับยังใช้งานไม่ได้จริงเท่าที่ควร

บางครั้งเบรลล์บล็อกไม่เว้นสิ่งกีดขวางทางเดินให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นขยะ จุดน้ำขัง พื้นหลุมบ่อ หรือฝาท่อ ทำให้การเดินลำบาก เราจึงหนีไปเดินพื้นข้างๆ แทนดีกว่า”

ขณะที่หมวกอีกใบของคุณสุวรรณา คือการเป็นตัวแทนผู้ค้าบนทางเท้าในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ เธอเล่าให้ฟังว่า หลังมีการจัดระเบียบทางเดินเท้าโดยการจำกัดพื้นที่การขาย ส่งผลให้จำนวนหาบเร่แผงลอยลดลง และลูกค้าก็น้อยลงเช่นกัน

“การจัดระเบียบทางเท้าทำให้พื้นที่ถูกจำกัด พ่อค้าแม่ค้าบางคนจึงต้องหนีไปขายที่อื่น แต่ในฐานะคนในพื้นที่ เราก็ยอมรับว่าหาบเร่แผงลอยที่มีจำนวนมากเกินไป ก็กีดขวางทางเดินจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม คุณสุวรรณาทิ้งท้ายถึงคนนอกที่เดินเข้ามาในย่านว่า เท่าที่สังเกตก็ไม่มีใครบ่นเรื่องทางเดินเท้าสักเท่าไหร่ เพราะหาบเร่แผงลอยวางในจุดที่คนทั่วไปสามารถเดินหลบได้อยู่แล้ว หนำซ้ำคนยังชอบเดินในจุดที่มีหาบเร่แผงลอยมากกว่าทางเดินเท้าโล่งๆ ด้วยซ้ำ

ฉะนั้นหาบเร่แผงลอยจึงเป็นปัญหาเหรียญสองด้านที่ภาครัฐต้องศึกษาวิจัยให้รอบด้าน และคิดค้นหาหนทางการต่อรองอย่างจริงจัง ว่าคนในย่านต้องการหาบเร่แผงลอยหรือไม่ อย่างไร และตรงไหนบ้าง

 

 

สำนักงานเขตกับการดูแลพื้นที่สาธารณะ

จากสังกัดสํานักการจราจรและขนส่ง สู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพญาไทคุณไชยา โชติวรรธกวณิช เริ่มต้นด้วยการอธิบายหน้าที่การจัดการของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ฟังคร่าวๆ ว่าแต่ละหน่วยมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง

การสร้างถนนเป็นหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยจะดูแลการสร้างถนนหลัก ทุกเส้น ทุกซอย รวมถึงทางเดินเท้า ส่วนสํานักการจราจรและขนส่งทำหน้าที่จัดการสาธารณูปโภคพื้นฐานบนถนนทั้งหมด เช่น กล้องวงจรปิด ป้ายจราจร หรือเครื่องหมายต่างๆ โดยหน่วยงานทั้งหมดจะประสานกับสำนักงานเขตเพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่เหมาะสม”

ความตั้งใจของกรุงเทพมหานครและเขตพญาไท คือการมีนโยบายปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ส่วนรวมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง เพียงแต่ปัญหาบางอย่างอยู่ในพื้นที่เอกชนซึ่งเขตไม่สามารถเข้าไปบีบบังคับเจ้าของได้ คุณไชยากล่าวว่า สำนักงานเขตสามารถดำเนินการแก้ไขได้เฉพาะพื้นที่สาธารณะเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทางแก้สำหรับเขาก็คือการขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

“ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้พื้นที่สาธารณะครับ แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่คนกลาง ผมต้องทำให้ทุกฝ่ายไม่กระทบกระทั่งกันหรือให้น้อยที่สุด ผมกล้าพูดว่า เราจะพยายามทำให้ทุกคนสามารถใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันให้ได้ ผมจะพยายามให้มากที่สุดครับ"

เช่นเดียวกับปัญหาการต่อท่อยื่นออกจากอาคาร จนมีน้ำหยดลงบททางเดินเท้าหรือบนหัวคนที่คุณโตมรตั้งคำถาม ทางคุณไชยาก็ตอบว่า การต่อเติมในพื้นที่ตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเป็นการต่อเติมยื่นออกมาบริเวณทางเดินเท้าถือว่าผิด ถ้าตนเองลงพื้นที่ตรวจสอบพบเจอ ก็จะรีบดำเนินการจัดการแก้ไขทันที เพื่อให้ประชาชนอยู่ในกฎระเบียบที่ถูกต้องทุกคน

“ตั้งแต่ผมมารับตำแหน่งนี้ มีปัญหาเกี่ยวกับโยธาธิการค้างอยู่ประมาณ 140 เรื่อง เราพบการก่อสร้างผิดแบบจำนวนมาก และเราจะพยายามลงมาช่วยจัดการทีละเรื่อง ต่อไปนี้เราจะลงพื้นที่กวดขันดูแลให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ใครใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

นี่คือความตั้งใจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพญาไท ที่กล่าวหนักแน่นบนเวที

 

 

รวมกลุ่มประชาชน เพื่อสังคมพญาไท

พาไท วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อร่วมมือร่วมใจวางแผน ผลักดัน และพัฒนาเขตพญาไทให้เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี องค์กรดังกล่าวเกิดจากการรวมตัวของนักพัฒนาเมืองที่มาจากกลุ่มคนหลากหลายอาชีพในพื้นที่

หนึ่งในนั้นคือ คุณเจษฎ์ บุญเรืองรอด ตัวแทนกลุ่มพาไทฯ ที่ให้เกียรติร่วมเป็นแขกรับเชิญในงานเสวนาครั้งนี้

จากการทำงานพัฒนาพื้นที่เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้เขาต้องติดต่อพูดคุยกับสำนักงานเขตอยู่บ่อยครั้ง เพียงประโยคแรกคุณเจษฎ์ก็ยืนยันว่า เขตพญาไททำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ทว่าการทำผังเมืองเป็นเรื่องยากที่ออกแบบไม่ได้ สิ่งที่ออกแบบได้คือยุทธศาสตร์ความคิดในหลากหลายมิติต่างหาก

“สิ่งที่พาไทฯ ทำ คือการนำการออกแบบมาเป็นทางออกของประชาชนครับ ผ่านการพูดคุยระดมไอเดียเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของผู้มีส่วนร่วมทุกคน ซึ่งเราเรียกว่าวิธีการนี้ว่า ไดอาล็อก เป็นการถอยกันคนละนิดเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ไอเดียหลักๆ คือการสร้างยุทธศาสตร์การคิดมากกว่า เป็น Design Thinking Process เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางความคิด และเป็นการตั้งโจทย์การออกแบบโดยไม่เอาฝันของนักออกแบบแค่อย่างเดียว”

คุณเจษฎ์เสริมว่า วิธีการดังกล่าวเป็นการถอดหมวกทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชาการ นักรัฐศาสตร์ หรือนักออกแบบ ฯลฯ แล้วมานั่งคุยเพื่อนำความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพมาพัฒนาพื้นที่ที่เราอยู่

“รุ่นพี่ผู้เชี่ยวชาญเชิงรัฐศาสตร์บอกกับผมว่า การวางแผนยุทธศาสตร์ผังเมืองไม่จำเป็นต้องรอให้คนข้างนอกมาจัดการวางแผนให้หรอก ในหลายๆ พื้นที่ฝั่งยุโรป การพัฒนาก็เกิดจากประชาชนที่รวมตัวกันเองนี่แหละ เพื่อนำองค์ความรู้ต่างๆ มาวางแผนร่วมกัน”

คุณเจษฐ์ยกตัวอย่างไอเดียการสร้างทางเดินเท้านำร่อง ที่ไม่ใช่แค่การออกแบบเพื่อความสวยงาม แต่คือการเพิ่มเติมฟังก์ชั่นการทำงาน ที่สามารถลดอุณหภูมิบนทางเดินเท้าได้ถึง 4 องศาเลยทีเดียว

“เราค้นพบข้อมูลใหม่มากมายที่สามารถทำให้ทางเดินเท้าพัฒนาไปไกลมากกว่าปกติ เช่น เราอยากจะลดอุณหภูมิบริเวณทางเท้าลงให้ได้ 4 องศา ซึ่งอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ด้วยครับ ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างเชิงวิศวกรรม เราจึงอยากรวมองค์ความรู้ต่างๆ มาพัฒนาทางเดินเท้าไปด้วยกัน”

สุดท้าย เขายอมรับว่าเห็นความหวังในการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่อารีย์-ประดิพัทธ์ให้เป็นเมืองเดินได้-เมืองเดินดี เพราะประชาชนบริเวณนี้มีกิจกรรมการเดินเป็นปกติจำนวนมาก ทั้งยังเป็นสังคมคุณภาพที่มีความรู้และรสนิยม การเปิดพื้นที่เพื่อระดมไอเดียพัฒนาย่านร่วมกัน จะทำให้อารีย์-ประดิพัทธ์มีความหวังเปลี่ยนแปลงสู่เมืองเดินสบายของทุกคนเสียที

 

 

ประวัติศาสตร์และความเหลื่อมล้ำที่ถูกมองข้าม

ปิดท้ายด้วย ผศ. ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ที่ย้อนนึกประสบการณ์ความผูกพันระหว่างตนเองกับย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ไล่เรียงตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงปัจจุบัน

เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนย่านอารีย์มิใช่ย่านชิคๆ คูลๆ อย่างปัจจุบัน แต่เดิมบริเวณนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนใหญ่คนโตในประเทศ อาทิ ข้าราชการ ทหารหรือตำรวจต่างๆ ขณะที่บริเวณประดิพัทธ์เป็นย่ายที่มีโรงแรมจำนวนมาก ทำหน้าที่รองรับคนต่างจังหวัดที่เพิ่งเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จากสถานีขนส่งหมอชิต ฉะนั้นแล้ว ประวัติศาสตร์บริเวณแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างคนที่เข้ามาอาศัยชั่วคราว คนพื้นที่ และคนใหญ่คนโต ประเด็นสำคัญที่อาจารย์พิชญ์ชวนให้ฉุกคิดก็คือ มุมมองประวัติศาสตร์พื้นที่ซึ่งนักออกแบบไม่ควรมองข้าม

“เราจะมองกายภาพพื้นที่โดยไม่มีประวัติศาสตร์ไม่ได้ ปัญหาของย่านนี้คือการเป็นพื้นที่ใช้งานแบบผสมผสาน (Mix Use) หรือการเข้ามาใหม่ของชนชั้นทางสังคม (Stratification) กันแน่ โดยเฉพาะการเข้ามาของตึกใหญ่ที่ห้อมล้อมคนในพื้นที่โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เช่น ไม่ใช่อยู่ดีๆ มีคนมาตั้งตึกสำนักงานในเขตบ้านพัก แล้วนักออกแบบค่อยมาคิดหาวิธีสร้างทางเดิน หรือการเข้ามาของคอนโดที่มาแย่งพื้นที่กินข้าวของคนอื่น ฉะนั้นเราอย่าสับสนระหว่าง Mix Use กับ Stratification นักออกแบบต้องถามตัวเองให้ได้ว่าเราออกแบบเพื่ออะไรกันแน่ สิ่งที่นักออกแบบต้องทำให้ได้คือเราจะออกแบบผังเมืองอย่างไร ให้คนทุกกลุ่มอยู่ด้วยกันได้อย่างเท่าเทียมต่างหาก”

อาจารย์พิชญ์ยังเสริมอีกว่า ปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ในการบริหารจัดการเมืองคือตัวสำนักเขต เพราะเขตถูกมองโดยโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นว่าเป็นภาคปฏิบัติการ อีกทั้งเขตไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับประชาชนเท่าไหร่ ในความหมายที่ว่าประชาชนยังไม่รู้วิธีเข้าหาเขตโดยไม่รู้สึกแปลกแยก ซ้ำร้ายเจ้าหน้าที่เขตหลายคนก็ไม่รู้จักประชาชนในพื้นที่เท่าที่ควร ถ้าเทียบกับเทศบาลเล็กๆ รอบเมือง อาจารย์พิชญ์กล่าวว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่มากกว่าเสียอีก ฉะนั้นการเริ่มต้นสู่เมืองเดินสบายคงไม่ใช่แค่ความร่วมมือของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการจัดการวางแผนผังเมืองในระดับเขตไปพร้อมๆ กัน

“ประชาชนในเขตควรมีโอกาสออกแบบผังเมืองได้อย่างที่เขาต้องการ เขาอยากมีอะไรในเขตตัวเองบ้าง ต้องการแผงลอยกี่แห่ง อยากมีทางจักรยานไหม หรืออยากมีทางเดินเท้ายาวเท่าไหร่ เพราะหากเมืองจะเดินได้คนจะต้องเท่ากัน เช่น มีอำนาจเท่ากัน มีเศรษฐกิจเท่ากัน และรู้สึกปลอดภัยเท่าๆ กัน

 “คำถามสำคัญคือเราจะออกแบบเมืองสำหรับทุกคนได้อย่างไร มันคงไม่ใช่การออกแบบแค่เดินได้หรือเดินไม่ได้เท่านั้น การออกแบบคือกระบวนการต่อรองเพื่อไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหายไปจากพื้นที่ต่างหาก” อาจารย์พิชญ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนจะต้องเข้าใจเมืองของเราอย่างแท้จริง”