สำรวจย่านมีดี อารีย์-ประดิพัทธ์

 

หากจะหาสักย่านในกรุงเทพฯ ที่มีทั้งที่อยู่อาศัย ร้านรวงขายอาหาร คาเฟ่ชิคๆ คอมมิวนิตี้มอลล์ และสถานที่ราชการรวมอยู่ในที่เดียว ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ เป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ จึงเกิดเป็นกิจกรรม เดินส่องย่าน อารีย์-ประดิพัทธ์ถนนสองเส้นที่เชื่อมโยงกันด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าที่มีชีวิต

ทุกวันนี้อารีย์กลายเป็นย่านที่มีการใช้พื้นที่อย่างผสมผสาน (mixed use) สูง มีทั้ง ที่อยู่อาศัย อย่างบ้านและคอนโดฯ มี พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศ ร้านค้า ร้านอาหารเก๋ๆ ร้านนั่งดื่ม รวมไปถึง พื้นที่ราชการ เช่น สำนักงานเขตพญาไท กระทรวงการคลัง และกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

หากคุณได้ลองเดินสำรวจย่านอารีย์ จะพบว่าที่นี่มี public space ที่หลากหลายน่าสนใจ มีพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีความเป็นพลวัตสูงด้วยกิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้พื้นที่และเที่ยวชม

 

Image result for เดินส่องย่าน

 

ย่านอารีย์จากวันนั้นถึงวันนี้: ย่านเดินได้

แม้ปากซอยอารีย์จะดูพลุกพล่าน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปในซอยแล้วจะพบว่ามีบ้านใต้ร่มไม้เขียวขจีอยู่หลายหลัง เพราะแต่เดิมกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในย่านนี้เป็นข้าราชการและชาวบ้านทั่วไป จนเมื่อรถไฟฟ้าบีทีเอสขยายเส้นทางมาถึงปากซอยในปี 2542 ย่านอารีย์ก็เริ่มคึกคัก มีคอนโดฯ ผุดขึ้นมากมาย รวมถึงมีคนนอกพื้นที่เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น กลายเป็นพื้นที่ผสมผสาน ที่มีทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่ราชการ รวมอยู่ในพื้นที่เดียว

อารีย์เป็นย่านที่มีศักยภาพการ เดินได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ โดยมีจุดที่มี GoodWalk Score สูงสุดถึง 72/100 คะแนน  คุณสามารถเดินเข้าถึงสถานที่ดึงดูดการเดินทั้ง 6 ประเภทได้ง่ายดาย (Good Accessible) ได้แก่ ที่ทำงาน สถานศึกษา แหล่งช้อปปิ้ง พื้นที่นันทนาการ สถานที่บริการสาธารณะและธุรกรรม และระบบขนส่งสาธารณะ  กิจกรรม เดินส่องย่าน อารีย์-ประดิพัทธ์ จะพาผู้คนไปสัมผัสกับเสน่ห์ของการเดิน และสัมผัสวิถีชีวิตผ่านสถานที่แต่ละแห่ง โดยแบ่งการเดินเป็น 3 เส้นทาง คือ Dynamic Walk, Historical Walk และ Walkability Test เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัส เมืองเดินได้เห็นลักษณะกายภาพ สภาพแวดล้อมในการเดิน ความน่าสนใจ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ กิจกรรมการเดินนี้จึงเหมือนการสำรวจย่านให้เห็นในหลายมิติ 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเส่้นทาง Dynamic Walk

 

 

Dynamic Walk

      เส้นทางการเดินนี้เน้นไปที่เรื่อง 'ความเปลี่ยนแปลง' และ 'การเคลื่อนที่' ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงประวัติศาสตร์ และการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป  ทั้ง creative space ที่เข้ามาตอบโจทย์ใหม่ๆ ของเมือง  รวมถึง mobility ของเมือง โดยเห็นการเชื่อมต่อระหว่างการเดินกับยานพาหนะอื่นๆ เช่น มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ รถสามล้อ เพราะการ 'เดินดี' ก็จำเป็นต้องมีการ 'เชื่อมต่อ' ที่ดีด้วย

เริ่มต้นเรียนรู้ประวัติของย่านนี้ที่ร้าน Fab Café ก่อนเดินต่อไปที่ โครงการ A-ONE Ari คอมมิวนิตี้มอลล์ขนาดเล็กแห่งใหม่ ที่แทรกตัวอยู่ในซอยอารีย์ 1 ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นพนักงานออฟฟิศและผู้ที่อยู่อาศัยภายในย่าน  

 

_MMM6807.JPG

 

ต่อกันที่ร้าน DICE! ตัวอย่างการใช้พื้นที่แบบผสมผสาน (mixed use)  พื้นที่ 5 ชั้นของร้านให้บริการกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งร้านกาแฟ บอร์ดเกมคาเฟ่ ห้องเล่นเกมคอมพิวเตอร์ co-working space ห้องประชุม และสถานที่จัดงานอีเวนต์ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมืองได้ในหลายมิติ  ก่อนไปต่อที่ร้านไอศกรีม 1 ดี แนวคิดในการผสมความเป็นไทยเข้ากับไอศกรีมแบบตะวันตกโดยใช้ ขนมเป็นจุดเชื่อม

  

เสร็จแล้วข้ามมาต่อกันที่ Camping Ground พื้นที่สาธารณะกลางเมืองโดยเอกชน มีการปรับปรุงพื้นที่โดยใช้แนวคิดแบบ กลางแจ้ง' (Outdoor) โดยช่วงเวลากลางวันจะรองรับพนักงานออฟฟิศในละแวกนี้ ส่วนช่วงเย็นเปิดเป็นลานเบียร์สำหรับกินดื่ม รองรับคนทำงานและอาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบ

นอกจากพื้นที่กินดื่มแล้ว ยังมี ศูนย์ไฟ-ฟ้า โดยธนาคารทหารไทย ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้เยาวชนในย่านได้ใช้ประโยชน์หลังเลิกเรียนและวันหยุด โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ตนเองและพัฒนาทักษะต่างๆ เปิดให้บริการฟรี  นับเป็นพื้นที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างการเรียนรู้ที่น่าสนใจ

ข้ามไปไกลหน่อยไปสู่พื้นที่ทำงานที่อดีตเคยเป็นโรงแรมม่านรูดมาก่อนอย่าง 33 Space ศูนย์รวมบริษัทที่ให้บริการด้านงานสร้างสรรค์  ที่นี่ดึงดูดบริษัทและคนทำงานด้านการออกแบบหลายแขนงมารวมตัวกัน  มีบรรยากาศการทำงานที่น่าสนใจ เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นชุมชน  สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเป็นชุมชนใหม่และเก่าในย่านนี้คือร้านหนังสือหน้าซอยประดิพัทธ์ ร้านชุมสวัสดิ์ ซึ่งเป็นแผงขายหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่เปิดมานานกว่า 30 ปีแล้ว 

นอกจากร้านค้าในห้องแถว หากมองออกไปที่ริมถนน ยังมีหาบเร่แผงลอยกระจายตัวอยู่บนทางเท้า เป็นส่วนสำคัญของชีวิตคนเมือง  แต่กระนั้น หลายคนก็คิดว่าหาบเร่แผงลอยเป็นอุปสรรคต่อการเดิน  หาบเร่บริเวณถนนประดิพัทธ์ได้รับอนุญาตจากรัฐให้ขายได้ ยกเว้นวันจันทร์ โดยมีเจ้าหน้าที่มาคอยตรวจตราอยู่เสมอ หาบเร่ในบริเวณนี้ปรับตัวต่อรองกับอำนาจรัฐ โดยการเช่าพื้นที่หน้าร้านค้าห้องแถวในวันจันทร์ เพื่อให้สามารถขายของได้ทุกวัน หรือปรับเปลี่ยนเป็นการขายไปย้ายที่ไปเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่

 

มีการทดลองเดินข้ามทางม้าลาย และจบเส้นทางการเดินที่ซอยราชครู ซอยที่เต็มไปด้วยร้านอาหารหลากวัฒนธรรมและร้านค้าใหม่ๆ มากมาย  พื้นที่ในซอยแห่งนี้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยและมีสถานที่ให้บริการด้านสุขภาพอยู่หลายแห่ง ทำให้คะแนน GoodWalk ของย่านนี้สูงขึ้น

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเส่้นทาง Historical Walk

 

 

Historical Walk

      เส้นทางนี้เน้นไปที่ประวัติศาสตร์ของย่าน ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ รวมถึงเห็นวิถีชีวิตในการใช้พื้นที่ของชุมชน ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นสภาพพื้นที่ เช่น การมีหน่วยราชการมาตั้งอยู่ นำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัย กลายเป็นย่านที่ผู้คนเดินไปทำงานได้ง่ายๆ  รวมถึงมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขึ้นหลังรถไฟฟ้าขยายเข้ามา แต่ก็ยังมีความสมดุล ไม่ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่การค้าทั้งหมด

ในเส้นทางนี้ เราจะย้อนไปในอดีตเพื่อดูความเป็นมาของย่านอารีย์-ประดิพัทธ์  เริ่มต้นกันที่ โรงเรียนสวนบัว โรงเรียนเอกชนแห่งแรกของย่านอารีย์ สร้างขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว  ต่อกันที่ ร้านสวนกุหลาบ ร้านอาหารสไตล์ไทยจีน หนึ่งในร้านดังของย่านอารีย์  ไม่ใกล้ไม่ไกล เราเดินมาพบกับ ร้านอารีย์สัมพันธ์เภสัช  คุณอาจจินตนาการไม่ออกว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นเพียงทุ่งหญ้าโล่งกว้างมาก่อน 

 

ย่านอารีย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงทศวรรษ 2490 เมื่อรัฐบาลสร้างสำนักงานที่ทำการของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหลายแห่งในบริเวณนี้  ปัจจุบันอารีย์เสมือนเป็นศูนย์ราชการด้านเศรษฐกิจของไทย เพราะเป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง กรมธนารักษ์ และกรมสรรพากร  การเข้ามาของสถานที่ราชการทั้งหลายทำให้อารีย์กลายเป็น เมืองราชการย่อมๆ  ที่ดินบริเวณโดยรอบถูกจับจองโดยข้าราชการที่ย้ายเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย  นอกจากนี้ยังเกิดธุรกิจต่างๆ ทั้งร้านค้าและร้านอาหาร เพื่อรองรับเหล่าข้าราชการที่มาทำงาน 

 

ในภาพอาจจะมี 4 คน, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังยืน, หมวก, เด็ก, ต้นไม้ และ สถานที่กลางแจ้ง

 

มีจุดเล็กๆ ที่น่าสนใจคือทางข้ามรั้วริมกำแพงกระทรวงการคลัง ทางสัญจรของข้าราชการไปยังตลาดนัดซอยพิบูลย์วัฒนา 5 หรือที่เรียกกันว่า ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลังแหล่งขายอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ราคาถูก รองรับข้าราชการและคนที่ทำงานในบริเวณนี้โดยเฉพาะ  ใกล้ๆ กัน เราเดินไปยังอาคารที่นับว่าเป็นอาคารแห่งแรกในย่านอารีย์ อาคารพิพิธภัณฑ์การกระจายเสียงและหอจดหมายเหตุ

มองไปที่บ้านประตูรั้วสีฟ้าด้านซ้ายที่ฝั่งตรงข้ามของถนน เป็นบ้านพักส่วนตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย
อึ๊งภากรณ์
อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุคคลสำคัญผู้สร้างคุณูปการด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ให้กับประเทศไทย และได้ชื่อว่าเป็นบุคคลแบบอย่างของความซื่อตรง
 

 

เดินต่อมาที่ ร้านก๋วยเตี๋ยวนายฉุ่ย ซึ่งเปิดขายมากว่า 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคที่บริเวณนี้ยังไม่มีอะไรมากนัก  ฝั่งถนนบริเวณที่ตั้งของร้านในปัจจุบันเคยเป็นคลองที่เชื่อมกับคลองประปามาก่อน  สภาพถนนในตอนนั้นเป็นดินลูกรัง รถขับผ่านมาแต่ละทีฝุ่นดินแดงก็ตลบไปทั่ว

ที่ฝั่งตรงข้ามของถนน เยื้องไปทางปากซอยอารีย์ 1 คุณจะพบร้านเก่าแก่อีกร้านหนึ่งของย่านนี้ นั่นคือ ร้านตัดผมไทยอารีย์บาร์เบอร์ ซึ่งเปิดให้บริการตัดผมชายมายาวนานกว่า 60 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2500  ปัจจุบันยังคงโครงสร้างเดิมตั้งแต่สมัยเปิดร้านไว้  คนในพื้นที่กล่าวว่าตึกแถวหลังนี้น่าจะเป็นเป็นตึกดั้งเดิมแห่งสุดท้ายของซอยอารีย์

ปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้ชุมชนต่างๆ พัฒนาเป็นเมืองได้เร็วขึ้นคือ ศูนย์การค้า’  ภายหลังปี 2516 เมื่อสหกรณ์พระนครเปิดทำการ ย่านอารีย์ก็มีความคึกคักมากขึ้น อาคารสูงๆ ผุดขึ้นตามมาจำนวนมาก  การมาของสหกรณ์ฯ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการขยายตัวเป็นเมืองเชิงพาณิชย์ระลอกแรกของย่าน 

 

วิลล่า มาร์เก็ต อารีย์ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2549 ตามมาด้วยการเกิดศูนย์กลาง (hub) ขนาดย่อย เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็กและกลุ่มร้านอาหาร ที่ส่งเสริมความเป็นเมืองของย่านให้ยิ่งเข้มข้น  ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงทำให้ราคาที่ดินแถบนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก  ข้อมูลของกรมธนารักษ์ชี้ว่า ใน พ.ศ. 2559 ราคาประเมินที่ดินบริเวณซอยอารีย์ (พหลโยธิน 7) และซอยราชครู (พหลโยธิน 5) ของช่วงปี พ.ศ. 2559 - 2562 อยู่ที่ 150,000 และ 120,000 บาทต่อตารางวา ตามลำดับ   

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเส่้นทาง Walkability Test

 

 

Walkability Test 

      ขยับจากการเปลี่ยนแปลงของย่าน มาดูในเชิง 'การเดินดี' ของเมือง  ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการเดินดี การออกแบบเมืองแบบไหนที่ช่วยให้คนเดินทางเท้า ทางข้ามได้อย่างสะดวก  มาร่วมสำรวจคุณสมบัติของการเดินในย่านนี้ เช่น ดูแสงส่องสว่าง หรือความกว้างของทางเดินเท้า เป็นต้น  จุดเด่นของเส้นทางนี้คือช่วยให้เราเห็นมิติชนชั้นในการเดินที่น่าสนใจ

การ เดินดีวัดด้วย Walkability Score หรือระดับคุณภาพการเดินเท้า โดยดูจากสิ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมการเดินเท้า 3 ด้านคือ ความปลอดภัย ความสะดวก และความมีชีวิตชีวา 

ปัจจุบันย่านอารีย์เดินดี มี Walkability Score สูงสุด 68/100 คะแนน นับว่ามีศักยภาพในการเดินเท้าสูง (High Walkability) แม้จะมีความคึกคักของการค้าและกิจกรรม  อย่างไรก็ตาม ย่านนี้ยังขาดทางเท้าที่ต่อเนื่อง ไม่มีทางม้าลาย บางพื้นที่เปลี่ยวและเสี่ยงต่ออาชญากรรม

สะพานลอยเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทางสัญจรบริเวณถนนสำหรับคนเดิน  สะพานลอยหน้าซอยอารีย์สร้างขึ้นนานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกเวลาข้ามถนนให้แก่คนในย่าน  แต่ในอีกด้าน นี่คือการยอมรับวัฒนธรรมรถยนต์ไปในตัว เพราะคนต้องยอม หลีกทาง' ให้รถยนต์สัญจรโดยสะดวก  ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ใช่ทุกคนจะใช้สะพานลอยได้ เช่น ผู้พิการหรือผู้สูงวัย ดังนั้นสะพานลอยจึงกีดกันคนบางกลุ่มให้ไม่สามารถข้ามถนนได้  

 

_MMM6859.JPG

 

ในอารีย์มีการสัญจรค่อนข้างหนาแน่น อีกทั้งในซอยไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ ถนนมีความแคบ ที่จอดรถน้อย ทำให้มีรถยนต์ส่วนบุคคลสัญจรภายในซอยค่อนข้างน้อย มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงกลายเป็นทางเลือกในการเดินทางสำคัญของย่านนี้  โดยรอบบริเวณอารีย์มีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างมากกว่า 10 จุดเลยทีเดียว

จากวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ข้ามคลองประปา เดินผ่านพื้นที่ใต้ทางด่วนศรีรัช คุณจะพบกับ ซอยศาสนา  ในละแวกนี้มีบ้านเก่าที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยก่อนอายุราว 50-100 ปีหลงเหลือซ่อนตัวอยู่ อย่างเช่น บ้านดอกแก้ว บ้านไม้สักทองเก่าทรงบ้านขนมปังขิงอายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของคนในพื้นที่ ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนเป็นร้านคราฟต์เบียร์ ที่ดึงดูดคนรักคราฟต์เบียร์จากนอกพื้นที่เข้ามาไม่ขาดสาย  ซอยศาสนาคือตัวอย่างบรรยากาศของ 'ชุมชน' ที่มีลักษณะแบบชนบท แต่ซ่อนอยู่ในเมืองใหญ่  ความเป็นชุมชนสัมพันธ์กับ ความน่าจะเดินเพราะทำให้เกิด สภาวะสายตาเฝ้าระวัง (Eyes on Street) ปัจจัยนี้ทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินมากขึ้น 

เสาไฟที่นี่สูงราว 3 เมตร เป็นไฟสำหรับรถ ไม่ใช่สำหรับคน  เสาไฟส่องสว่างสำหรับการเดินควรสูงราว 1.5 เมตร  

การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึง วิธีคิด' ที่ซ่อนอยู่

การออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นมิตรกับคน ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการเดิน ยืน มองเห็น และได้ยิน เป็นต้น  พื้นที่ที่เป็นมิตรกับผู้คนจะมีคนหยุด นั่งเล่น และดึงดูดคนจากพื้นที่อื่นมาเพิ่มขึ้น  นี่คือส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่อง  Human Scale หรือสัดส่วนมนุษย์ ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ

เดินมาถึงบริเวณถนนหักเลี้ยว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างซอยศาสนาและซอยอารีย์สัมพันธ์ 5 จุดเชื่อมนี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เราเห็นว่า ผู้อยู่อาศัยในสองพื้นที่นี้มีความต่างทางเศรษฐานะอย่างไร  ในซอยศาสนา คนสัญจรด้วยวิธีหลากหลาย ทั้งการใช้พาหนะและการเดิน ทำให้ซอยพลุกพล่านมีชีวิต  แต่เริ่มจากจุดเชื่อมนี้เป็นต้นไป เราจะพบบ้านเรือนขนาดใหญ่ ถนนเรียบร้อยไม่พลุกพล่าน เพราะคนในแถบนี้ใช้รถยนต์มากกว่าการเดิน  ความเป็นชุมชนของพื้นที่ทั้งสองจึงต่างกัน 

ตามมาตรฐานผังเมืองโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กำหนดให้บริเวณย่านพาณิชยกรรม รวมทั้งย่านที่อยู่อาศัย ควรมีทางเท้าความกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร  แต่ไม่ใช่แค่ความกว้างเท่านั้นที่มีผลต่อการเดิน ความสูงต่ำ ความเรียบสม่ำเสมอ ความสะอาด ก็ส่งผลต่อคุณภาพการเดินของเราเช่นกัน

 

       ด้วยปัจจัยต่างๆ เราจะเห็นว่าพื้นที่อารีย์-ประดิพัทธ์ โดดเด่นในเรื่องการใช้งานแบบผสมผสาน (mixed use) ทั้งสถานที่เชิงพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย และสถานที่ราชการอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว  จากการสำรวจของ UddC พบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าปรากฏการณ์นี้อาจเป็นเพราะอารีย์มีกลุ่มคนหลายฝ่ายช่วยคานอำนาจการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการที่คนในอารีย์มีอำนาจต่อรองจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1. มูลค่าที่ดินที่สูงขึ้นเพราะรถไฟฟ้าตัดผ่านและการพัฒนาเมือง  2. มีการรวมกลุ่มกันอย่างแข็งขัน ยากที่จะยอมขายที่ดินหรือย้ายออกไป 3. คนในอารีย์มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ กับผู้มีอำนาจในพื้นที่อยู่เสมอ เช่น โน้มน้าวไม่ให้เกิดการสร้างคอนโดฯ เพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าอารีย์มีตึกสูงเยอะเกินไปแล้ว อาจเพราะสิ่งเหล่านี้ ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ จึงกลายเป็นย่านที่เหมาะกับการเดิน ที่อยากให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัส