หกคำถามกับหกผู้สมัครผู้จัดการศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน :คุณนภาสินี สืบสุข

นภาสินี สืบสุข จบปริญญาตรีคณะการออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกด้านผังเมือง จาก Kyoto Institute of Technology เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คุณนภาสินีพูดได้ถึงสี่ภาษา (ไทย จีน อังกฤษ และญี่ปุ่น) และมีประสบการณ์การวิจัยว่าด้วยเรื่องเมืองจากหลากหลายประเทศ ทั้งประเทศญี่ปุ่น ไทย จีน เกาหลี อังกฤษ ไต้หวัน และพม่า

 


สามคำที่นิยามตัวคุณคือ

จากที่ฟังเค้าบอกมานะคะ (หัวเราะ) ยิ้มง่าย เป็นมิตร Flexible (ยืดหยุ่น) แต่จริงๆ แล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนขี้เกรงใจ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้จัดการศูนย์ข้อมูลฯ ที่คนอาจคิดไม่ถึง?

ต้องไม่ใช่คนที่จะเข้ามาบังคับควบคุม แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคนในชุมชน มีใจที่จะมาช่วย มาด้วยใจ ไม่ใช่มาเพราะหวังผล คือถ้าคิดว่านี่เป็นบ้านเราเอง ถ้าเราทำงานเพื่อบ้านเราเอง มันจะเป็นอีกแบบนึง อยากจะศึกษาเรียนรู้ไปกับชุมชน มีการเก็บข้อมูล ทดลอง สิ่งต่างๆไปด้วยกัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมให้ชุมชนมีความยั่งยืนไปกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

อะไรคือจุดเด่นและจุดด้อยของย่านกะดีจีน-คลองสาน ในมุมมองของคุณ?

จุดเด่นคือเรื่องของศูนย์ชุมชนฯ ภาคีแต่ละกลุ่มแต่ละย่านที่ยึดกันด้วยศาสนา คนรอบๆ ที่ยังรู้จักกันอยู่ ทุกคนทำงานให้ชุมชนมีความร่วมมือที่ดีที่ญี่ปุ่นเอง แม้ในชุมชนเก่าแก่บางแห่ง คนในชุมชนก็ยังไม่ได้รู้จักกันแล้วเมื่อมีการพัฒนาเข้าไป ส่วนจุดด้อย คงเป็นการเข้าถึงทางกายภาพ เช่น บางทีเราไม่รู้ว่ามีชุมชนนี้อยู่ มีสถานที่ที่น่าสนใจ มีเรื่องราวที่น่าเรียนรู้อยู่ตรงนี้ และความสะอาดในบางโซน และสิ่งที่แสดงคุณค่าของตัวชุมชนเอง เช่น อาคารต่างๆ น่าจะมีอะไรให้ผู้คนสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้มากกว่านี้อีกหน่อย

 

 หากพูดถึง กระบวนการการมีส่วนร่วมคุณคิดถึงอะไร?

อันแรกเลยคือความภูมิใจในชุมชนของตัวเอง ถ้าทุกคนมีความภูมิใจในที่ๆ ตัวเองอยู่ จะสามารถเก็บรักษาได้มาก สองคือเรื่องของเครือข่าย การดึงเอาคนที่มีศักยภาพ จากทางรัฐ และภาคการศึกษามามีส่วนร่วม อย่างที่สามคือการทำงานอาสาสมัครในชุมชน อย่างที่สี่คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า โอโมเตนาชิหมายถึง การต้อนรับคนนอกเข้ามารในบ้านด้วยความจริงใจ เปิดใจ พร้อมที่จะเผยแพร่และรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย สุดท้าย หากมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบที่ดีก็จะดีมาก ทั้งหมดนี้คือการมีส่วนร่วม (หัวเราะ) แต่หลักๆ คือความภาคภูมิใจค่ะ

 

ทำไมชุมชนที่ญี่ปุ่นถึงสามารถรักษาทัศนียภาพของเขาเอาไว้ได้อย่างสวยงาม?

น่าจะชื่นชมรัฐบาลญี่ปุ่นและการมีกฎหมายอนุรักษ์ เค้ามอบอำนาจให้แต่ละเมือง สามารถส่งต่ออำนาจไปสู่ชุมชนได้ ซึ่งมันเริ่มมาจากการที่คนในชุมชนร่วมกันประท้วง เพื่อปกป้องสถานที่ของตัวเอง ตอนนี้ ชุมชนสามารถมีกฎของเค้าเองได้เช่น ห้ามมีร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าหน้าตาแปลกประหลาด สามารถรวมตัวกันและจดทะเบียนรวมตัวกันเป็นภาคี และถ้าใครจะมาสร้างบ้านหน้าตาแปลกประหลาด จะมีการเรียกไปปรับทัศนคติ หากใครทำอะไรที่ชุมชนไม่เห็นด้วยสามารถส่งคำร้องไปที่สำนักผังเมืองได้

คาดว่าการทำงานกับชุมชนไทย จะเหมือนและแตกต่างกับการทำงานกับชุมชนที่ญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง

คนไทยใจดีกว่า (หัวเราะ) น่าจะต่างกันในเรื่องระบบ ที่ญี่ปุ่นใช้กฎนำ ข้อบังคับนำ ทุกคนพร้อมปฏิบัติตามกฎ แต่ที่เมืองไทยอาจจะเรื่องของกิจกรรมนำ กฎง่ายต่อการควบคุม และการจัดกิจกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ อีกมาก ต้องอะลุ้มอล่วย ถ้าแข็งเกินไป อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย อยากเริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นเรื่องการทำความสะอาด เรื่องที่ทำให้ชาวบ้านเค้าสบายและปลอดภัย พอชาวบ้านเห็นว่าทำแล้วดีเค้าก็ทำ เน้นให้อยู่สบาย เพราะการมีที่น่าอยู่ คือเป้าหมายหลักของการมีบ้าน