หกคำถามกับหกผู้สมัครผู้จัดการศูนย์ชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน : คุณอรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล

อรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล นักวิจัยผู้หลงใหลในย่านเก่า จบปริญญาตรีคณะดุริยางคศิลป์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาโทโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร คุณอรวินท์มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการเขียนบทความให้กับกรุงเทพธุรกิจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาด้วย

 

 

สามคำที่นิยามความเป็นคุณคือ

แคร์ (Care) นี่เป็นคอนเซปต์ของเรากับชุมชน เราให้ความใส่ใจ แชร์ (Share) เราเปิดกว้างทางความคิด และเช้นจ์ (Change) เราแชร์กันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้จัดการศูนย์ชุมชนฯ ที่คนอาจคิดไม่ถึง?

ผู้จัดการศูนย์ฯ ต้องเป็นสองอย่าง คือเป็นผู้พิทักษ์ (the guardian) บวกกับเป็นผู้สร้างสรรค์ (creator) รักที่จะพัฒนาชุมชนและปกป้องดูแล ต้องเป็นคนรับข้อมูลต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะต้องคิดต่อยอดให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การเรียนด้านดุริยางคศิลป์ มีประโยชน์กับการทำงานชุมชนอย่างไรบ้าง?

ความจริงเราทำงานหลากหลาย แต่การเรียนดนตรีสอนให้เราออมชอม และฝึกให้มีความคิดสร้างสรรค์ ออมชอมเพราะเราต้องเล่นกันเป็นวง ต้องเข้าถึงคนอื่นตลอดเวลา และคุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย ต้องพัฒนาความคิดของตัวเองไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา นอกจากนี้ดนตรียังสอนเรื่องความละเอียดอ่อนในใจ ไม่ได้ใช้ตรรกะ (logic) อย่างเดียว ดนตรีไม่สามารถจะเล่นคนเดียว ดูคนเดียว แล้วฟังคนเดียวได้ ซึ่งลดทอนความเป็นตัวตนได้มาก

แต่จริงๆ เราเรียนเป็นวิศวกรทางด้านเสียง (sound engineer) ทำงานเกี่ยวกับแต่งเพลงประกอบอีเว้น (event) และหนัง ต้องเจรจาต่อรองกับลูกค้าตลอดเวลา มันไม่ใช่การเรียนแบบมีแพทเทิร์น (pattern) ในดุริยางคศิลป์ ทุกคนจบปีหนึ่งส่วนมากก็เข้าสู่การทำงานแล้ว

 

อะไรคือจุดเด่นและจุดด้อยของย่านกะดีจีน-คลองสาน ในมุมมองของคุณ?

จุดด้อยน่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วม แถวนี้น้ำท่วมมาก ถ้าคนปรับตัวกับน้ำท่วมไม่ได้ การทำอะไรหลายอย่างของเราอาจไม่ยั่งยืนเพราะจุดนี้ คนอาจทิ้งบริเวณนี้ไปในที่สุด อีกเรื่องคือการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับชุมชนนี้ ตอนนี้เวลาคนภายนอกมองเข้ามา เขาอาจจะยังไม่เห็นว่าคนภายในเค้ารักชุมชนมากแค่ไหน เค้าไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นความผูกพันจริงๆ

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้สมัครท่านอื่น?

มันดีมากเลยค่ะ ทำให้รู้สึกว่าถ้าเรามีผู้จัดการหลายคนได้จะดีมากๆ เลย (หัวเราะ) เพราะแต่ละคนเจอประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ทุกคนมีลักษณะที่ดีๆ แตกต่างกันหมด บางท่านที่มาจากชุมชนช่วยเราเชื่อมความจริงกับความฝัน เพราเขารู้ว่าไอเดียกิจกรรมไหนทำได้จริงในทางปฏิบัติ บางท่านมีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนเยอะมากๆ บางท่านโดดเด่นเรื่องความคิดสร้างสรรค์

หากพูดถึงกระบวนการการมีส่วนร่วม คุณคิดถึงอะไร?

 

การออมชอม ไม่ใช่ปัจเจก คุณมองเป้าหมาย การทำงานแบบเอาอัตตาตัวเองออกไป เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างร่วมกัน แบบนี้คือการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การทำงานแบบธุรกิจ ความสำเร็จของการทำงานแบบมีส่วนร่วมไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ตอนสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการที่ทุกคนเข้ามาทำงานร่วมกันด้วย ได้แชร์ประสบการณ์กับการทำงานร่วมกัน เราเติบโตไปด้วยกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย