อารีย์-ประดิพัทธ์: บทสนทนาระหว่างเมือง VS ผู้คน

เราอาจรู้จักย่านอารีย์ในฐานะแหล่งชิคๆ คูลๆ ทำเลดาวรุ่งที่มีนักท่องเที่ยวไหลเวียนมาจำนวนมาก ทั้งยังทำเลทองของนักลงทุนที่เข้ามาสร้างกิจการมากมายในบริเวณนี้ ทว่าห่างออกไปเพียง 1 กิโลเมตรในย่านประดิพัทธ์ สภาพแวดล้อมกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ประดิพัทธ์ยังคงสภาพเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งกำลังค่อยๆ ปรับตัวสู่ย่านฮิปๆ เหมือนดั่งรุ่นพี่อารีย์ในเร็ววัน

 

ด้วยพื้นที่ที่มีความหลากหลายของการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการศึกษาจากโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ทั้ง 2 ระยะที่พบว่า อารีย์-ประดิพัทธ์ มีคะแนน GoodWalk Score หรือศักยภาพในการ เดินได้ และ เดินดีสูงถึง 72 คะแนน ทำให้โครงการระยะที่ 3 เลือกย่านดังกล่าวเป็นพื้นที่นำร่องการศึกษาและออกแบบ นำมาซึ่งกิจกรรม “สู่เมืองเดินสบายของทุกคน” ณ Fab Cafe Bangkok เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

งานนี้ คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้จัดการโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี และ คุณนลินี ฐิตะวรรณ นักวิจัยทางสังคม ทั้งสองในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว จะมาร่วมสร้างบทสนทนาระหว่างเมือง VS ผู้คน” จากย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เราฟัง

 

 

เมื่อกายภาพ ปะทะ พฤติกรรม

 

We shape our buildings, thereafter they shape us. 

 

“เราออกแบบตึก เสร็จแล้วตึกพวกนั้นก็ย้อนมาออกแบบพวกเราอีกที เป็นคำกล่าวของรัฐบุรุษชาวอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ที่เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายภาพกับผู้คน เมื่อสภาพแวดล้อมต่างๆ มีผลต่อพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิต ตลอดจนสำนึกส่วนรวมของคนในสังคม ดังนั้นแล้วความเป็นไปของเมืองจึงเชื่อมโยงกับผู้คนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สองคล้องกับคุณอดิศักดิ์ที่กล่าวบนเวทีว่า แต่ก่อนโครงการทำการศึกษาผ่านแว่นกรองที่เป็นเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว ทำให้มองไม่เห็นมิติอื่นๆ โดยเฉพาะคนภายในเมือง ฉะนั้นการทำงานร่วมกับนักสังคมอย่างคุณนลินี ทำให้มิติการทำงานของโครงการรอบด้านมากขึ้น

 

“ที่ผ่านมา นักออกแบบยึดแต่หลักทฤษฎีตามตำราในการออกแบบอย่างเดียว เช่น ทางเท้าต้องยาวเท่าไหร่ บริเวณไหนต้องมีต้นไม้กี่ต้น หรือมีที่ม้านั่งกี่ตัว ซึ่งไม่ตอบโจทย์คนเท่าไหร่ บางครั้งเขาก็มองว่ามันเป็นสิ่งไม่จำเป็น”

 

ขณะที่คุณนลินีมาเป็นตัวแทนฝั่งมนุษย์และสังคมศาสตร์ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่โครงการขาดหายไป

 

“นักผังเมืองจะพูดแต่เรื่องกายภาพที่เราไม่เข้าใจ” คุณนลินีกล่าว “ส่วนเราจะมองเรื่องสภาวะความเป็นคนในพื้นที่ พอได้มาทำงานร่วมกัน ก็จะทำให้เราก็เห็นอีกมิติหนึ่งที่มากกว่าเฉพาะตัวเมืองเพียงอย่างเดียว”

  

และนี่คือจุดเริ่มต้นการทำงานของโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดีในระยะที่ 3

 

 

กายภาพเมืองในสายตานักออกแบบ 

  

คุณอดิศักดิ์ เริ่มจากการกล่าวถึงการศึกษาของโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ตั้งแต่ระยะเฟส 1-2 ที่พบว่า กายภาพอารีย์-ประดิพัทธ์ เป็นแหล่งที่มีพลวัตรสูงทั้งอาชีพและพฤติกรรม จากการใช้ประโยชน์จากที่ดินแบบผสมผสาน (Mix-Use) จะเห็นได้ว่าด้านในของอารีย์เป็นแหล่งงานข้าราชการ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการคลัง ฯลฯ ส่วนด้านนอกเป็นแหล่งกินดื่ม รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คนด้วยเช่นกัน

  

ทว่านิยาม Mixed-Use ในบริเวณนี้อาจไม่เป็นความจริง เพราะคนที่อาศัยอยู่ในย่านไม่ได้ทำงานในบริเวณย่าน  จึงเป็นคำถามว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น Mixed-Use จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงคาแรคเตอร์หลากหลายของย่านนี้เท่านั้น?

 

“อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าย่านนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดเมืองเดินได้-เมืองเดินดี เราทำโครงการมา 3 ปีแล้ว ก็อยากเห็นผลสำเร็จของโครงการที่ทำให้ย่านใดสักย่านหนึ่งเป็นเมืองเดินได้-เมืองเดินดีจริงๆ อีกทั้งเรายังมีแนวคิด Transit Oriented Development หรือ TOD ในการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ทั่วถึง คุ้มค่าแก่การลงทุน และเกิดประโยชน์สูงสุด อารีย์-ประดิพัทธ์จึงเป็นพื้นที่นำร่องตัวเลือกแรก”

 

คุณอดิศักดิ์ เล่าต่อถึงผลการศึกษาด้านกายภาพของอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่พบว่า แทบทุกซอยในพื้นที่มีความเป็นบล็อกใหญ่ ซอยลึก ปลายตัน ทำให้ระยะทางของการเดินเข้าสู่จุดหมายไกลกว่าระยะเดินเท้า บางครั้งเห็นจุดหมายปลายทาง เช่น สถานีรถไฟฟ้า BTS แต่ไม่สามารถเดินไปได้เพราะเป็นซอยตัน  เรียกง่ายๆ ว่าเป็น ใกล้ตาไกลตีน แต่กระนั้น ความที่พฤติกรรมของคนต้องการเดินบนเส้นทางที่สั้นที่สุด จึงเกิดเป็นซอยลัดในพื้นที่เอกชนแทน

 

ประเด็นสุดท้ายคือ แม้ระยะทางของซอยอารีย์กับซอยประดิพัทธ์จะห่างกันเพียง 1 กิโลเมตร แต่พื้นที่โดยรวมเป็นพื้นที่ปิดและเชื่อมต่อกันจากภายในได้ยาก สาเหตุจากถนนที่มีลักษณะเป็นแบบก้างปลา ทำให้มีเพียงถนนบางเส้นเท่านั้นที่สามารถเชื่อมโยงพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะการมีซอยเชื่อมระหว่างย่านอารีย์และย่านประดิพัทธ์เพียงเส้นทางเดียว นำมาซึ่งปริมาณการจราจรที่หนาแน่นและคับคั่งในพื้นที่นั่นเอง

 

 

 

ใครเป็นใครในอารีย์-ประดิพัทธ์

 

คุณนลินีเริ่มกล่าวโดยลองให้สังเกตผู้คนในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งอารีย์ที่เป็นพื้นที่ผสมผสานระหว่างการเป็นที่อยู่อาศัย พานิชยกรรมสำนักงานของข้าราชการ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการคลัง และยังเป็นแหล่งรุ่มรวยไปด้วยความชิคฮิปคูล มีร้านกินดื่มสังสรรค์ คาเฟ่หรือร้านเบเกอรี่แสนเก๋ จึงทำให้อารีย์เป็นพื้นที่ที่มีพลวัตเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หนำซ้ำยังสะท้อนฐานะทางสังคมจนถึงรสนิยมในการใช้ชีวิตของคนในย่านที่‘Becoming Chic’ คือมีการหมุนเวียนของกิจกรรมลักษณะนี้อยู่อย่างไม่จบไม่สิ้น

  

ขณะที่ย่านประดิพัทธ์ เธอให้คำนิยามว่าเป็น ดอกหญ้าในป่าปูน

 

"ด้วยระยะห่างเพียง 1 กิโลเมตร แต่สภาพแวดล้อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าจากความชิคๆ คูลๆ เปลี่ยนเป็นสไตล์บ้านๆ ซึ่งประดิพัทธ์เป็นแหล่งรวมที่พักอาศัยของคนเมืองและคนที่ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะแรงงานอีสาน เห็นได้จากซอยประดิพัทธ์ 23-25 ที่มีหอพักอยู่จำนวนมาก หากเดินเข้าไปจะพบว่าทั้งสองซอยเต็มไปด้วยหอพักรายเดือน ตั้งแต่หน้าซอยจนถึงท้ายซอย”

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้ประดิพัทธ์จะมีผู้ประกอบการสนใจมาเปิดร้านชิคๆ คูลๆ ในพื้นที่มากขึ้น แต่ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของคนในพื้นที่ ทำให้ประดิพัทธ์เปลี่ยนพลวัตเป็นความชิค ความคูลได้ยาก

 

“การมีอยู่ของคนเหล่านี้ไม่ใช่ทำให้ย่านไม่พัฒนา” คุณนลินีกล่าว “แต่ช่วยส่งเสริมบุคลิกอีกประเภทหนึ่งให้ชัดเจนขึ้นต่างหาก เพราะพวกเขาไม่เพียงเดินทางเข้ามาตัวเปล่า แต่ยังนำวิถีชีวิตจากถิ่นเดิมมายังถิ่นที่อยู่ใหม่นี้อีกด้วย ความเฉพาะตัวเช่นนี้เองช่วยประสานให้ประดิพัทธิ์เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน”

 

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ทีมสำรวจพบก็คือ ในบริเวณประดิพัทธ์แค่ลัดเข้าไปในซอยเล็กๆ ก็จะพบชุมชนวัดไผ่ตันซึ่งเป็นชุมชนแออัด โดยยังมีสภาพแวดล้อมต้นไม้ปกคลุมจำนวนมาก และมีคลองบางซื่อเล็กๆ ข้ามไปยังถนนกำแพงเพชรในเขตจตุจักรอีกด้วย

  

คุณอดิศักดิ์เสริมว่า ตามแนวคิดการใช้พื้นที่สาธารณะ Eyes on the Streetจะกล่าวว่า การเข้าไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหากมองเห็นหรือถูกมองเห็นจะทำให้รู้สึกปลอดภัย แต่พอเข้าไปสัมภาษณ์คนในชุมชนวัดไผ่ตันเราพบว่า คนอื่นที่เดินเข้ามาในชุมชนจะถูกมองด้วยสายตาแปลกแยกเพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ เป็นการมองด้วยสายตาพิฆาตแทน

 

“หากเราแบ่งประดิพัทธ์ออกเป็นสองส่วนคือส่วนป่ากับส่วนคอนโดเมืองที่กำลังจะเติบโต คนสองกลุ่มนั้นไม่กล้าเข้ามาใช้พื้นที่ด้วยกัน โจทย์ของเราคือจะทำให้อย่างไรให้คนในพื้นที่อารีย์-ประดิพัทธ์สามารถใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันได้อย่างจริงจัง”

 

 

โจทย์ใหม่แห่งการออกแบบ

 

“คำถามสำคัญคือเราจะออกแบบเมืองอย่างไรให้เป็นเมือง Inclusive City ที่จะทำให้คนทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกันได้” ผู้จัดการโครงการกล่าวอย่างต่อเนื่องบทเวที “เราไม่ได้ออกแบบทางเท้าเป็นเรื่องปกติ เราไม่เคยมองทางเท้าเป็นส่วนหนึ่งของถนน หากมีที่เหลือจากการสร้างถนนค่อยทำทางเท้า ซึ่งมันไม่ใช่ ถนนทุกเส้นควรจะมีทางเท้าที่ทำให้ทุกคนสามารถเดินเชื่อมต่อกันได้หมด เช่นเดียวกับการออกแบบสวนสาธารณะที่ไม่ใช่สวน เราควรออกแบบให้ต้นไม้ทุกสวนเชื่อมต่อกัน เพื่อให้สิ่งมีชีวิตสามารถเดินทางจากสวนหนึ่งไปยังสวนหนึ่งได้ทั้งเมือง คนก็เช่นกัน ที่ควรสามารถเดินต่อเนื่องไปได้ทั่วทั้งเมืองด้วย"

 

คำถามที่ว่า ทำไมคนจึงไม่เดิน? จริงๆ แล้วเราควรย้อนกลับไปถามว่า เมืองออกแบบให้คนเดินแล้วหรือยังต่างหาก

 

ทั้งสองยังยกตัวอย่างกรณีการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ เพราะหาบเร่เป็นแหล่งอาหารของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องกีดขวางทางเท้า ครั้นกรุงเทมหานครประกาศจัดระเบียบโดยการขับไล่แผงลอยออกไปจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง

 

 “โมเดลของเขตพญาไทจึงเป็นโมเดลที่มีการบริหารจัดการที่ดี” คุณอดิศักดิ์อธิบาย “คือเป็นการเจรจาต่อรองหาผลประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย เพื่อทำให้หาบเร่แผงลอยยังคงอยู่กับทางเท้า และคนทั่วไปสามารถเดินได้ด้วยอย่างปกตินั่นเอง”

 

บทสรุปแล้ว การทำงานเรื่องเมืองจึงไม่สามารถมองแค่มิติทางกายภาพเพียงอย่างเดียว การศึกษาพื้นใดพื้นที่หนึ่งจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงมิติความเป็นคนที่ซ้อนทับกับพื้นที่ด้วย เราจึงจะเห็นทั้งคนทั้งกายภาพสัมพันธ์กัน

 

 

 

มาถึงตรงนี้ คำถามที่ว่าพื้นที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้คน หรือ พฤติกรรมของผู้คนมีผลต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมของพื้นที่คงตอบยากพอๆ กับคำถามที่ว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ในเมื่อปัจจัยทั้งสองล้วนมีผลต่อการสร้างเสริมให้เกิดการดำรงอยู่ซึ่งกันและกัน เราจึงไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน

  

โจทย์ใหม่ของการฟื้นฟูเมืองของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองในวันนี้ จึงพยายามมุ่งเน้นการทำงานในเชิงบูรณาการ ผ่านการวิเคราะห์เมืองจากองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกับการทำงานวิจัยเชิงลึกในมิติทางสังคมศาสตร์ เพราะเมืองคือผลรวมของการทำงานอย่างรอบด้านและใส่ใจผู้คนที่อาศัยอยู่ภายใน

 

 ความหวังในการออกแบบ คือคนทุกคนร่วมสะท้อนปัญหาและสิ่งที่ต้องการ เพื่อนำไปสู่ต้นแบบโยบายใหม่ของการออกแบบเมืองต่อไป