เดิน ต้าน อัลไซเมอร์ เมืองเดินได้: ยาวิเศษต้านสมองเสื่อม

เรียบเรียงโดย ชยากรณ์ กำโชค

 

“โรคที่น่ากลัวและผมก็กลัวคือ โรคสมองเสื่อม” คำพูดของ ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์มหภาค บนเวทีสัมมนาสาธารณะของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประจำปี 2562 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สังคมอายุยืน: แข่งขันได้ และอยู่ดี มีสุข ได้อย่างไร" เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา 

 

“ประเทศไทยมีสถิติคนเป็นโรคนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งข้อมูลจากต่างประเทศยังระบุว่า ถ้าคุณอายุ 65 ปี คุณมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมร้อยละ 3-4 แต่ตอนคุณอายุ 85 ปีขึ้นไป คุณมีโอกาสเป็นมากถึงร้อยละ 40-50 และที่น่าคิดคือ เวลานี้ยังไม่มียารักษาโรคนี้ งานวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ มีการศึกษาหายารักษาโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ล่าสุดคือเมื่อปี 2546 และตอนนี้ก็ยังไม่มีใครหายารักษาสำเร็จ” ผู้ศึกษาเรื่องการมีสุขภาพดีในวัยเกษียณ ได้กล่าวไว้อย่างชวนให้วิตก


ภาพ : http://www.judprakai.com/talk/946

 

ดร. ศุภวุฒิ ยังเคยอ้างอิงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในรายงานอัลไซเมอร์นานาชาติ (Alzheimer’s Disease International Report) ปี 2014 ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทยนั้นประมาณ 53,000 ล้านบาทเมื่อปี 2015 ซึ่งปีดังกล่าวมีผู้ป่วย 600,000 คน เฉลี่ยมีค่ารักษาโรคอัลไซเมอร์ต่อคน 88,750 บาทต่อปี แต่ภาระดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากในปี 2030 จำนวนผู้ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ในไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,117,000 และ 2,077,000 คนในปี 2050

 

สภาวการณ์ที่โรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ยังไม่มียารักษา การพูดถึง “แนวทางป้องกัน” คงเป็นบทสนทนาที่ดีที่สุด อ้างอิงจาก นพ.อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา เปิดเผยว่าเราสามารถบำรุงรักษาสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ด้วยหลักบันได 3 ขั้น คือ 1. ขั้นพื้นฐาน : ต้องดูแลระบบไหลเวียนเลือดให้ดี  ให้ร่างกายรับออกซิเจน พลังงานและสารอาหารอย่างพอเหมาะ ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

2. ขั้นกลาง : รักษาสุขภาพ เลิกบุหรี่ สุรา และยาเสพติด ทำจิตใจให้เบิกบาน เอื้อเฟื้อผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม ชื่นชมคนดี  มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และ 3. ขั้นสูง : ฝึกจำให้ได้ โดยตั้งใจจำ หาเทคนิคช่วยจำ ทำการทบทวน และที่สำคัญควรฝึกเพื่อลดสนิมในสมอง โดยคิดเลขที่ไม่ยากนัก เล่นเกมต่างๆ และบริหารสมองด้วยกิจกรรม ทำงานที่เคยทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปลีกตัว และฝึกสมาธิ 

 

ภาพ : ข่าวเพื่อสื่อมวลชน ฝ่ายประชาสัมพันธ์

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

เมื่อพูดถึงการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ในขั้นพื้นฐาน อย่างการทำกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานปกติ ได้รับออกซิเจนที่เพียงพอเหมาะสม ก็ชวนให้คิดถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับ “การเดิน” ที่เชื่อมโยงกับโรคทางสมอง 

 

เช่น การศึกษาของ Harvard Ageing Brain Study โรงพยาบาล Massachusetts General ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลยาวนานถึง 8 ปี ตั้งแต่ปี 2010-2018  ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาการเสื่อมของระบบประสาทในกลุ่มคนสูงอายุ ทดสอบโดยติดเครื่องวัดอัตราการเดินที่บริเวณสะโพกของกลุ่มตัวอย่าง 182 คน แต่ละคนมีอายุเฉลี่ยประมาณ 73 ปี แล้วนับอัตราการเดินในชีวิตประจำวัน ผลการศึกษาพบว่า การมีกิจกรรมทางกายอย่างการเดินประมาณวันละ 8,900 ก้าว ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

 

ด้าน Carol Brayne ศาสตราจารย์ประจำสถาบันสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แนะนำว่าการเดินในชีวิตประจำวันนี่แหละที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ เช่น ควรเดิน 20 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนในสมองได้ดีเป็นปกติ หรือทำง่ายๆเพียงแค่ลงจากรถเมล์ก่อนสักป้ายก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยการเดินในชีวิตประจำวันเพื่อลดโรค

 

ภาพ https://www.independent.co.uk/life-style/health-and-families/alzheimers-disease-dementia-walking-health-study-risk-a9007846.html

 

สอดคล้องกับงานวิจัยของศูนย์โรคอัลไซเมอร์ มหาวิทยาลัยแคนซัส สหรัฐฯ ที่มองในระดับเมือง ระบุว่า “เมืองเดินได้” มีผลเชิงบวกกับผู้เป็นโรคทางสมอง Amber Watts นักจิตวิทยาได้ติดตามผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นจำนวน 25 คน กับผู้มีปัญหาด้านความทรงจำในวัยชราอีก 39 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่อาศัยในย่านที่มีระดับ “Intregation” สูงหรือผู้เดินไม่จำเป็นต้องเดินเลี้ยวซ้าย-เลี้ยวขวาบ่อยครั้ง จะทำแบบทดสอบภาวะโรคสมองเสื่อมได้ไม่ดีนัก ในทางกลับกัน กลุ่มตัวอย่างที่อาศัยในย่านที่มีการเชื่อมต่อ (connectivity) สูงกว่า จะทำแบบทดสอบได้ดีกว่า

 

ภาพ - Farhana Ferdous, KU Dept. of Architecture

แผนที่เชิงพื้นที่แสดงการแบ่งพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อน้อย (สีแดง) หรือมีทางเลือกในการเดินไม่มากนัก กับ พื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อที่พรุน (สีเขียว) ซึ่งส่งผลดีกับผู้เสี่ยงเป็นโรคด้านสมองมากกว่า

 

ภาพ - Farhana Ferdous, KU Dept. of Architecture

เส้นสีแดงบริเวณกึ่งกลางคือแผนที่ คือ เส้นทางที่เชื่อมต่อกับถนนสายอื่นมากที่สุด  ทำให้ผู้เดินเท้ามีทางเลือกในการเดินมากกว่า ผลการศึกษาของ Watts ยังชี้ให้เห็นว่าส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบสมองในกลุ่มตัวอย่างที่ทำการทดลองกับเขามากกว่า 

 

Watts กล่าวว่า สภาพแวดล้อมสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพด้านความคิดของแต่ละคน โดยผู้อาศัยในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องมีระบบความคิดที่ซับซ้อนในการเดินหรือค้นหาเส้นทาง ผลการศึกษาของ Watts ยังชี้ให้เห็นว่าผู้อาศัยในย่านที่จำเป็นต้องใช้ความคิดซับซ้อนนั้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบความทรงจำถดถอยในระยะยาว 

 

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง เมือง และ สุขภาวะด้านสมองเป็นเช่นนี้แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการเดินให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ ควรเกิดขึ้นได้แล้วเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนหันมาทำกิจกรรมทางกายอย่างพร้อมหน้า เป็นการสร้างทุนระยะยาวให้กับสุขภาพของตนเอง โดยรัฐมีหน้าที่เป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้าง สร้างแรงจูงใจ และผลักดันให้พลเมืองเปลี่ยนพฤติกรรม ก่อนที่จะสายเกินไปและต้องจนไปกับค่ารักษาพยาบาล

 

ที่มาข้อมูล 

 

  1. https://voicetv.co.th/read/D_fTaRhk0

  2. https://www.sandiegouniontribune.com/news/health/story/2019-09-21/2019-walk-to-end-alzheimers-raises-awareness-funding-san-diego

  3. https://www.independent.co.uk/life-style/health-and-families/alzheimers-disease-dementia-walking-health-study-risk-a9007846.html

  4. https://www.dailymail.co.uk/news/article-2690880/Cut-Alzheimer-s-risk-walking-It-takes-20-minutes-3-times-week-say-Cambridge-scientists.html

  5. https://www.citylab.com/design/2014/12/growing-evidence-shows-walkability-is-good-for-you-and-for-cities/383612

  6. https://www.thaihealth.or.th/Content/38724-3%20วิธี%20เลี่ยงสมองเสื่อ