เทคโนโลยีเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้ เทรนด์ออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนของโลก

 

เทคโนโลยีเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้

เทรนด์ออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนของโลก

 

 

เมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร? มีอาคารสวยล้ำสมัย ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม หรือเอื้อให้คนเดินได้เดินดี เมืองที่ดีควรเป็นทั้งหมดที่ว่ามา แต่โลกทุกวันนี้ที่ทรัพยากรมีจำกัดและปัญหาสิ่งแวดล้อมดูจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกที และภายในปี 2040 อัตราการใช้พลังงานทั่วโลก 80% จะเกิดขึ้นในพื้นที่เมือง หน้าที่ของนักออกแบบเมืองจึงไม่ได้หยุดแค่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดด้วยเช่นกัน

 

หนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ตอบโจทย์นี้ คือ ‘เทคโนโลยี’ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเมือง

หัวข้อการบรรยายสาธารณะ ‘โลกรอบสถาปัตยกรรมผังเมือง’ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาว่าด้วยเรื่อง How urban technology transforms our cities โดย แทนศร พรปัญญาภัทร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ฝ่าย Urban Technology มาเล่าถึงเทคโนโลยีที่จะมามีบทบาทในเมืองอนาคต

 

(http://www.cgmeetup.net)

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าคุณภาพชีวิตในเมืองเกิดจาก 1) โครงสร้างพื้นฐานเมือง (Urban Infrastructure) ที่มีประสิทธิภาพ และ 2) การบริการในเมืองที่คนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุคนี้จะเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้ดีขึ้นนั่นเอง

แทนศรเล่าถึง 5 เทรนด์สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ต้องจับตามองและมีผลต่อเกมการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารเมือง

1.ในอนาคต ภาครัฐจะแข็งแกร่งและกลับมาเป็น Service Provider และ Investor ในระบบโครงสร้างพื้นฐานเมืองบางอย่างอีกครั้งหนึ่ง

2.ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้พูดแค่เมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วย

3.การแข่งขันกันทางเทคโนโลยีจะรุนแรงและเปลี่ยนไวขึ้น ผู้ที่วางแผนการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีจะได้เปรียบเสมอ

4.ประชาชนมีส่วนในการทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่รัฐทำขึ้นสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ได้

5.มีแนวโน้มที่โครงสร้างพื้นฐานเมืองจะกลับไปสู่การบริหารจัดการแบบองค์รวมมากขึ้นกว่าในอดีตที่บริหารจัดการแบบแยกส่วน

 

(https://www.engie.com/wp-content/uploads/2017/08/infographie2_va.png)

 

 

เทคโนโลยีเมือง (Urban Technology) จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกขึ้นมาให้ความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะพลังงาน (Energy) ถือเป็นหัวข้อหลักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขับเคลื่อนเมืองต่อไปได้ เทรนด์การใช้พลังงานทั่วโลกในตอนนี้ คือความตื่นตัวเรื่องการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) ซึ่งเห็นได้จากแนวโน้มการใช้พลังงานถ่านหินที่ลดลง แล้วเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาดกันมากขึ้น

 

มีตัวอย่างเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยผลิตพลังงานสะอาดมากมาย ตั้งแต่โซลาร์เซลล์ล่องหน หรือ Invisible Solar Cell ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่อ่อนไหวอย่างพื้นที่ย่านเก่า หรือโซลาร์เซลล์ที่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องติดบนหลังคาบ้านอีกต่อไป แต่ถูกพัฒนาขึ้นเป็น Floating Solar Cell ให้ลอยเหนือน้ำซึ่งแสดงถึงการใช้พื้นที่อย่างเต็มประโยชน์ Run of River Power ระบบการกันน้ำจากแม่น้ำมาใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ไม่รบกวนสภาพแวดล้อมเท่าการสร้างเขื่อน หรือ Tidal Power ซึ่งใช้ประโยชน์จากน้ำขึ้น น้ำลง มาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในเมืองก็เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงสูง เช่น จีน เกาหลีใต้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีชั้นสูงที่เป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือ District Heating and District Cooling ที่เริ่มใช้กันแพร่หลายในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง เริ่มจากเมืองเกิดการผลิตพลังงานใช้เองจาก Power Plant ซึ่งสามารถนำพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากการผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นมาต่อเข้าท่อความร้อน ท่อความเย็น กระจายส่งไปยังตึกต่างๆ ได้อีกทอดหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นใช้งานแล้วคืออาคารใหญ่ๆ ในย่านชินจูกุ โตเกียว ที่มีท่อรับน้ำร้อน น้ำเย็น อยู่ใต้ดิน

 

 

(https://www.edf-re.de/wp-content/uploads/EN_Grafik_PS.png)

 

 

ระบบการจัดเก็บพลังงาน (Storage) ในเมืองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพลังงานเมื่อผลิตขึ้นแล้วหากใช้ไม่หมดก็จะสูญเปล่า ในหลายๆ เมืองจึงคิดระบบการจัดเก็บพลังงานไว้ในช่วงเวลาต่างๆ ไม่เท่ากัน (Peak Demand) ลดความเสี่ยงเรื่องพลังงานไม่พอต่อความต้องการ ส่วนเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยการจัดการพลังงานก็มีตั้งแต่ Building Energy Management System จับและรายงานการใช้พลังงานในระดับย่อยสุดคือห้องในอาคาร ไปจนถึงการจัดการในระดับย่านซึ่งทำงานประสานกับเทคโนโลยีเซนเซอร์

              อีกเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือรูปแบบการจัดการพลังงานในเมืองที่เดิมมีแหล่งผลิตพลังงานแหล่งเดียวคือโรงงานไฟฟ้าแล้วส่งต่อไปยังผู้ใช้ (End User) หรือ Traditional Grid ก็จะเปลี่ยนมาเป็นระบบ Distributed System ที่เน้นให้เกิดการผลิตพลังงานให้มีทั้งในระดับอุตสาหกรรมและครัวเรือน และใช้เรื่องข้อมูล (Data) เข้ามาเชื่อมโยงเครือข่ายพลังงานในเมืองให้เป็นรูปแบบ Smart Energy Grid ระบบแบบนี้ถือเป็นระบบปิดที่สามารถผลิตและส่งต่อพลังงานจบได้ในตัวเอง ซึ่งจะมีประโยชน์มากในกรณีที่โรงงานไฟฟ้าหลักภายในเมืองขัดข้อง ระบบย่อยเหล่านี้จะยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับย่านหรืออาคารได้ในระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่เป็นความท้าทายของประเทศไทยคือระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้ายังถือเป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หากครัวเรือนต้องการผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้าเองต้องได้รับอนุญาตก่อน ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยนั่นเอง

 

(http://campbelllawobserver.com/wp-content/uploads/2019/04/1140-self-driving-car.imgcache.rev0e96a74b60cb980838a62cd710de29c5.jpg )



 นอกจากเทคโนโลยีด้านพลังงาน แทนศรยังยกตัวอย่างเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงน่าจับตามอง อย่างเรื่องการขนส่ง (Transportation) ที่เชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในเมืองอย่างแยกไม่ออกก็ยังเน้นเรื่องการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานทางเลือกเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะ (Autonomous Car) ที่เริ่มเห็นแล้วในสหรัฐอเมริกา มีแม้กระทั่งเทคโนโลยีล้ำๆ ที่รถยนต์กับสัญญาณไฟจราจรสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อจะควบคุมให้รถหยุดเมื่อมีคนข้ามถนน หรือหยุดรถเท่าที่จำเป็นเพื่อลดอัตราการสะสมมลพิษภายในเมือง อีกแนวโน้มสำคัญคือแม้ว่าขนส่งสาธารณะจะถูกพัฒนา แต่ในอนาคต คนก็ยังคงต้องการการเคลื่อนที่ในเมืองที่้ส่วนตัว (personalisation) มากยิ่งขึ้น เช่น Self-Driving Transport Pod

(https://www.pub.gov.sg/watersupply/waterquality/newater)

 

(https://bitgmx.com/wp-content/uploads/2019/08/0-5.png)

 

 

การบริหารจัดการน้ำในเมืองก็มีเรื่องท้าทายที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยไม่น้อย เทรนด์สำคัญคือการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาช่วยพัฒนาระบบบำบัดน้ำในเมืองไม่ให้เกิดการทิ้งเลย (Zero Waste) เช่น นำน้ำฝนหรือน้ำเสียกลับมาเป็นน้ำประปาเพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำใหม่ รวมไปถึงเน้นให้มีระบบการผลิตน้ำภายในแต่ละอาคารเอง (Smart Water Grid)
ก็จะช่วยลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งได้มากเช่นกัน (ข่าวดีก็คือประเทศไทยอนุญาตให้มีการผลิต จำหน่ายและจัดการน้ำแยกออกจากการประปานครหลวงได้) ส่วนการจัดการขยะ ของเสียในเมืองที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ ก็เริ่มมีเทคโนโลยีที่จะช่วยลดขั้นตอนการแยกขยะให้ไม่ซับซ้อน เน้นการรีไซเคิลและนำขยะกลับมาใช้ใหม่หรือแปรรูปให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีการเผาขยะด้วยความร้อนที่สูงมากจนสสารหายไปและไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

หนึ่งในโครงการตัวอย่างที่เริ่มนำ Urban Technology มาออกแบบการใช้พลังงานในเมืองครบวงจรคือโครงการ ‘Chula Smart City’ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งใจพัฒนาพื้นที่บริเวณสวนหลวง-สามย่านให้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ โดยนักผังเมืองต้องทำงานร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรพลังงาน เพื่อพัฒนาระบบการผลิต จัดเก็บ และคำนวณการใช้พลังงานภาย
ในเมือง เพื่อให้ตอบโจทย์ไปถึงเรื่องเศรษฐกิจและความยั่งยืน

 

Urban Technology ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในปัจจุบันและอนาคตของวิชาชีพนักออกแบบเมืองและนักบริหารเมือง ที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยมากกว่าแค่การใช้งานและความสวยงาม แต่การบริหารพลังงานและทรัพยากรให้ตอบโจทย์ความคุ้มค่าแก่เจ้าของโครงการและสาธารณะ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเมืองที่เราอาศัยอยู่ได้ไม่รู้จบ