เมืองยุงชุม : ฆ่ายังไงก็ไม่มีวันหมด เมื่อกรุงเทพฯ เอื้อให้เป็นฮาเร็มแห่งยุง

 

 

 

เคยสังเกตไหมว่าในช่วงระยะหลังมานี้ ยุงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีความน่ารำคาญจากเสียงหึ่งรอบหู และตุ่มแดงรอบตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสาเหตุที่ยุงเพิ่มจำนวนมีหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำที่ไม่ได้รับการจัดการ หรือสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจนเหมาะสำหรับการเพาะพันธุ์ ฯลฯ แต่กระนั้นยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ใครหลายคนอาจมองข้าม นั่นก็คือปัญหายุงชุมจาก พื้นที่เมืองที่ไร้การปรับปรุงฟื้นฟู นั่นเอง

ว่าแต่เมืองมีส่วนอย่างไรที่ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นมหานครแห่งการเกานั้น วันนี้เราจะมาแถลงไขให้คุณได้เข้าใจ

 

 

ยุงกับโรคอุบัติใหม่

 

 

(ภาพจาก ustatic)

 

ว่ากันว่าเจ้าแมลงตัวจิ๋วที่มีปากคล้ายงวงดูดเลือดเป็นหนึ่งในสัตว์อันตรายที่สุดในโลก เพราะมันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรกว่า 1 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตทุกปีจากโรคภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้มาลาเรีย, โรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา, โรคไข้สมองอักเสบ โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่างไข้เลือดออก เฉพาะในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 รวม 38,756 ราย และมีผู้เสียชีวิต 55 ราย ซึ่งมีอัตราป่วยตาย 0.14 % เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีเพียง 0.07 %

                ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโรคอุบัติใหม่ที่ยุงเป็นพาหะนำเชื้อได้เริ่มระบาดมากขึ้น นั่นคือโรคเชื้อไวรัสซิกาที่กลายเป็นวาระแห่งโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนในประเทศไทยเริ่มมีรายงานการพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 โดยล่าสุดรายงานข่าวจากสำนักอนามัยกรุงเทพมหานครเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 กันยายน 2560 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสซิกาในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 60 ราย กระจายในพื้นที่ 27 เขตโดยเฉพาะเขตบางนาและสวนหลวงพบผู้ป่วยมากที่สุด

                นั่นแปลว่าความน่ารำคาญของยุงเพิ่มระดับเป็นความน่ากลัว นับเป็นปัญหาที่พวกเราควรเฝ้าระวังอย่างจริงจัง เพราะยุงช่างอันตรายมากกว่าขนาดตัวของมันจริงๆ

 

 

พื้นที่รกร้าง สาเหตุเมืองยุงชุมที่ใครหลายคนมองข้าม

 

 

(ภาพจาก Thairath)

 

เราคงทราบกันดีถึงวงจรชีวิตยุงโดยทั่วไปที่มี 4 ระยะคือ ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย โดยกว่า 3 ระยะต้องอาศัยแหล่งน้ำเป็นหัวใจหลักในการเจริญเติบโต เราจึงเห็นการรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงตามแหล่งน้ำต่างๆ รอบบ้าน อาทิ ขอบยางรถยนต์, ถาดน้ำรองกระถางต้นไม้ หรือขันน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กที่เราทุกคนร่วมมือร่วมใจกระทำได้โดยง่าย

                หากแต่กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่เป็นแหล่งน้ำขังขนาดใหญ่ หนำซ้ำประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง นั่นคือเหล่าพื้นที่รกร้างทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นดั่งฮาร์เล็มระดับไฮเอ็นของยุงที่ไม่มีใครเข้ามาจัดการ เหล่ายุงหนุ่ม-สาวจึงสามารถเสพสุข สร้างครอบครัว และแพร่กระจายลูกหลานได้อย่างอิสระ

 

 

(ภาพจาก Prachachat)

 

“ยุงรำคาญมาจากน้ำสกปรกที่ไม่ระบายและไม่เข้าสู่ระบบบำบัด เพราะกรุงเทพฯ ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม อีกทั้งไม่ได้แยกท่อน้ำเสียออกจากท่อน้ำฝน ส่วนยุงลายมาจากน้ำสะอาดที่ขังอยู่ตามอาคารร้าง โดยเฉพาะตึกแถวที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอยู่ทั่วเมืองไปหมด” รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดาหัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ กล่าวถึงอีกหนึ่งสาเหตุที่ใครหลายคนมองข้าม “ปัญหายุงจะมีไปอีกนาน ถ้าเรายังไม่บูรณะฟื้นฟูเมือง”

                ฉะนั้นแล้วการมีพื้นที่รกร้างมากมายในกรุงเทพฯ เท่ากับว่า กรุงเทพฯ เองก็เป็นบ่อเพาะพันธุ์ยุงชั้นดีอย่างหนึ่งเช่นกัน

 

บ่อเพาะพันธุ์ยุงขนาดใหญ่กลางกรุง

 

 

 

ไม่ใช่ว่าต่างจังหวัดไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง แต่เราขอโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เสียก่อน โดยกรุงเทพฯ มีพื้นที่รกร้างและพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพกระจัดกระจายทั่วเมืองอยู่จำนวนมาก ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์UddC กล่าวว่า “จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2550 พบว่า มีที่ดินเอกชนที่ปราศจากการใช้ประโยชน์ 180,000 ไร่ ของพื้นที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ของภาครัฐอีกจำนวนมากคือ มักกะสัน 500 ไร่, โรงงานยาสูบ 600 ไร่, คลองเตย 2,500 ไร่ และพื้นที่ใต้ทางด่วนกว่า 600 ไร่

 

 

 

เมื่อเรานำตัวเลขพื้นที่รกร้างของเอกชนและรัฐนำมารวมกันแล้ว เทียบเคียงได้ว่าเรามีบ่อเพาะพันธุ์ยุงกระจายทั่วเมืองกว่า 184,200 ไร่ คิดเป็นประมาณ 18.8% ของพื้นที่ทั้งหมด หากเทียบกับสวนลุมพินีที่มีพื้นที่ 360 ไร่ เท่ากับกว่ากรุงเทพฯ มีบ่อยุงกว่า 512 สวนลุมฯ เลยทีเดียว

 

 

 

ผศ.ดร.นิรมล ยังยกตัวอย่างสถานการณ์พื้นใต้ทางด่วนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาว่า “ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีโครงการก่อสร้างระบบคมนาคมยกระดับเป็นจำนวนมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อเทียบโครงการก่อสร้างระบบคมนาคมยกระดับทั้งหมดพบว่า ทางพิเศษยกระดับครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด โดยมีพื้นที่ใต้ทางด่วนในเขตเมือง 1,600 ไร่ โดยยังมีพื้นที่ว่างที่ยังไม่พัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่มากกว่า 600 ไร่ ซึ่งหลายๆ แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนา เราจึงเล็งเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูเหล่านี้”

ลองนึกภาพเล่นๆ เทียบกับงจรชีวิตของยุงตั้งแต่เริ่มวางไข่จนกระทั่งโตเต็มวัยที่ใช้เวลาเฉลี่ย 10 วัน เท่ากับยุงหนึ่งตัวสามารถผลิตเครือญาติให้เราไล่ตบอย่างนี้ในทุกๆ 10 วัน ซึ่งก็นะ... ยุงมันไม่ได้มีแค่ตัวเดียวเสียหน่อย

 

 

การฟื้นฟูเมือง อีกหนึ่งเครื่องมือกำจัดยุง

ทางศูนย์พัฒนาและออกแบบเมือง (UddC) มีแนวคิดว่า การฟื้นฟูเมืองเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญญาของเมือง ซึ่งพื้นที่รกร้างใต้ทางด่วนและพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพเหล่านี้ ต่างต้องการโครงการมาฟื้นฟูเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเช่นกัน

หนึ่งในโครงการของ UddC ที่ได้ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงพื้นที่รกร้างใต้ทางด่วนก็คือ BKK LOW LINEโครงการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ใต้ทางด่วนสายศรีรัช ช่วงถนนเพชรบุรี-ถนนสาทร สำหรับการเปลี่ยนเป็น 'ทางด่วนจักรยาน' เพื่อทางเลือกการเดินทางคนกรุงเทพ เชื่อมโยงพื้นที่ใต้ทางด่วนให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือผลประโยชน์โดยตรงในการสร้างความต่อเนื่องกับโครงข่ายเส้นทางจักรยานของกรุงเทพฯ แล้ว อีกหนึ่งผลพลอยได้ก็คือการลดพื้นที่ว่างใต้ทางด่วน เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าที่เคยเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ส่งเสริมคุณภาพชีวิตในด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความปลอดภัยจากโรคร้ายของยุงได้อีกด้วย

 

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างโครงการนำร่องในการฟื้นฟูเมืองเสี้ยวหนึ่งของพื้นที่รกร้างทั้งหมด ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะลดสภาวะเมืองยุงชุมได้อีกระดับ และถ้าหากเกิดต่อยอดจนสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นที่รกร้างทั้งเอกชนและภาครัฐทั้งหมด เราก็จะสามารถลดปัญหาเมืองยุงชุมจากฟื้นฟูเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฉะนั้นแล้วเมืองที่ขาดการฟื้นฟูจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใครหลายคนมองข้าม เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวเมืองเองนั่นแหละที่เอื้อให้มันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลจาก

 

 


 

·