เรื่องเล่าโลกคู่ขนาน ภาคตะวันออกที่ตื่นเต็มตากับเมืองเก่าระยองที่ง่วงซึม

เรื่องเล่าโลกคู่ขนาน

ภาคตะวันออกที่ตื่นเต็มตากับเมืองเก่าระยองที่ง่วงซึม

โดย ธนพร โอวาทวรวรัญญู

 

เมื่อเมืองหลวงเกิดการโตเดี่ยว ความสมดุลของเมืองเริ่มขาดหายและความเหลื่อมล้ำเริ่มขยายช่องว่างเพิ่มมากขึ้นในสังคม กระแสการพัฒนาพื้นที่เมืองรองจึงกลายเป็นคำตอบในการสร้างสมดุลใหม่ในการเติบโตและพัฒนาระหว่างเมืองหลวงและเมืองอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในกระแสนี้เช่นกัน

ภาคตะวันออกและเมืองระยองที่ตื่นเต็มตา

เมืองระยอง พื้นที่เมืองรองที่อุดมไปด้วยศักยภาพทั้งทางด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ รวมถึงการคมนาคมขนส่ง (โดยนัยยะเมืองรองนี้เป็นการตีความจากขนาดพื้นที่ ประชากร และเศรษฐกิจของเมือง ไม่ใช่เมืองรองตามแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว) หากพิจารณาจากมูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ระยองมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ 897,117 ล้านบาท โดยสัดส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจมี 19 ภาคส่วนแยกเป็น ภาคเกษตรร้อยละ 2.3 อุตสาหกรรมร้อยละ 80.4 และบริการร้อยละ 17.3 ขณะที่รายได้ต่อคนต่อหัว (GPP per Capita) อยู่ที่ 1,009,496 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ (ที่มาข้อมูล: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าเมืองระยองมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นของประเทศ  

ประกอบกับการแลนดิ้งของโครงการพัฒนาระดับภูมิภาคที่จะส่งผลกระทบต่อระดับประเทศมากมาย ทั้งโครงการสถานีรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา สนามบินน้ำ ฯลฯและโครงการที่เป็นที่จับตามองคือ โครงการพัฒนาพื้นที่นำร่องของเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)” ที่จะเป็นหัวหอกสำคัญในการยกระดับรายได้ของประเทศ ให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางผ่านการส่งเสริมฐานการผลิต 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต (New Engine of Growth) ที่จะนำมาสู่การพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจการลงทุน และการพัฒนาชุมชนอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งใหม่ ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมอุตสาหกรรม การศึกษา เป็นต้น 

 

C:\Users\Larnluang\Desktop\ETC\RAYONG\1570086307585.jpg

 

              นอกจากประเด็นด้านอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นในพื้นที่แล้ว เรื่องของการท่องเที่ยวก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกผลักดันแผนพัฒนาของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องด้วยเมืองระยองก็เป็นเมืองหนึ่งที่อุดมด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าสนใจ เป็นเมืองที่มีทั้งแม่น้ำ ภูเขา ทะเล และป่าชายเลน อันเป็นนิเวศแวดล้อมที่ดึงดูดการท่องเที่ยว มีเกาะเสม็ดที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ย่านเมืองเก่า ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเมืองระยองนั้น เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3.41 ล้านคน เป็น 7.76 ล้านคน และได้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จาก 10,800 ล้านบาท เป็น 36,858 ล้านบาท ที่มาจากท่องเที่ยวชาวไทยมากกว่าชาวต่างชาติ (ที่มาข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

 

C:\Users\Larnluang\Desktop\ETC\RAYONG\messageImage_1570093700959.jpg

 

เมืองเก่าระยองที่ง่วงซึม

จากนโยบายและโครงการพัฒนาต่างๆ ที่กล่าวมา ส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกและเมืองระยองบางส่วนเริ่มตื่นเต็มตากับกระแสการพัฒนา เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยโอกาสต่างๆ มากมายที่เป็นที่จับตามองในระดับประเทศและภูมิภาค ในทางกลับกัน พอมองย้อนกลับมาพื้นที่เมืองเก่าที่อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการปกครองเมืองในอดีต ทั้งที่อยู่อาศัยของขุนนาง ลานตัดสินคดีความ และศาสนสถานที่สำคัญ หากแต่จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการย้ายถิ่นฐานนั้น ส่งผลให้ประชากรวัยทำงานและวัยรุ่น (Generation Y และ M) ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองหลวง ประชากรที่ส่วนมากในพื้นที่จึงอยู่ในวัยเกษียณและวัยทำงานตอนปลาย (Generation X และ Baby Boomer) ส่งผลให้สังคมเมืองระยองกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประชากรวัยทำงานที่อยู่ในพื้นที่เองส่วนมากก็อาศัยและทำงานอยู่ในพื้นที่รอบนอกเมืองเก่า ติดกับแหล่งงานอย่างนิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรกรรม มากกว่าการทำงานในย่านเมืองเก่า

 

C:\Users\Larnluang\Desktop\ETC\RAYONG\NS's rayong trip 30 sep - 1 oct_๑๙๑๐๐๓_0028.jpg

C:\Users\Larnluang\Desktop\ETC\RAYONG\S__26697739.jpg

 

ตึกรามบ้านช่อง ห้องแถวไม้ ที่เรียงตัวกว่าร้อยหลังคาเรือนที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจนั้น ถูกปิดห้องเว้นห้อง เพราะเจ้าที่ของย้ายถิ่นไปเมืองอื่น แต่ยังคงถือสินทรัพย์นี้ไว้ ตัดสลับกับพื้นที่ตลาดและร้านค้าที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาใช้พื้นที่กันเป็นประจำ ส่งผลให้ชีวิตชีวาของพื้นที่เมืองเก่าระยองเกิดขึ้นเป็นบางช่วงของพื้นที่ ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งเส้นถนนยมจินดาที่ตัดผ่ากลางย่านเมืองเก่านั้น ในปัจจุบันนี้ถูกใช้เป็นเส้นทางลัดของถนนสุขุมวิท ถนนยมจินดาจึงกลายเป็นเพียงเส้นทางผ่าน ไม่ใช่เส้นทางหยุดแวะอย่างที่แผนของการพัฒนาการท่องเที่ยวต้องการให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวย่านประวัติศาสตร์ของเมือง กล่าวได้ว่า จากการตื่นตัวอย่างเต็มตาของการพัฒนาโครงการ EEC และการท่องเที่ยวชายฝั่งโดยรอบนั้น เป็นส่วนที่ทำให้พื้นที่เมืองเก่ายิ่งดูง่วงซึมมากยิ่งขึ้น และในอนาคตหากไม่เกิดการพัฒนาปลุกพื้นที่เมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา พื้นที่เมืองเก่าอาจถูกกระแสการเปลี่ยนแปลงโดยรอบกลบทับจนหลับไปตลอดกาล

 

 

ปลุกเมืองเก่าให้ตื่นเต็มตา

อย่างไรก็ตาม จากกระแสการพัฒนาที่เกิดขึ้นโดยรอบเมืองระยองนั้น ผู้คนต่างเห็นโอกาสที่มาพร้อมกับการพัฒนา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในตัวเมืองเก่าระยองเองก็เช่นกัน หลายภาคส่วนต่างเริ่มจัดทำแผนพัฒนาต่างๆ หรือมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของตน ให้ทันกับกระแสการพัฒนาและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ร่วมกับ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัทระยองพัฒนาเมือง เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่เมืองเก่าระยองที่จะสามารถใช้โอกาสจากการพัฒนาโดยรอบ ปลุกเมืองเก่าระยองให้ตื่นเต็มตาอีกครั้ง

ในกระบวนการศึกษาเพื่อเสนอผังยุทธศาสตร์ที่จะเป็นผังที่จะตอบโจทย์การปลุกเมืองกลับระยองให้กลับมามีชีวิตชีวาจากศักยภาพของพื้นที่ที่มีอยู่ทั้งการเป็นศูนย์กลางของเมือง และคุณค่าด้านประวัติศาสตร์นั้น คณะทำงานได้จัดทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของพื้นที่ที่จะมาช่วยกันปลุกเมืองเก่าระยองไปพร้อมกัน ซึ่งได้มีกระบวนการร่วมหารือครั้งที่ 1 ไปแล้ว ในวันที่ 13 กันยายน 2562 ในหัวข้อ “เมืองเก่าระยอง 2040: เมืองเก่าระยองจะเป็นอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า” โดยมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมกว่า 50 คน หารือถึงศักยภาพ ปัญหา โอกาส และความเสี่ยงของพื้นที่ รวมถึงแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเมืองระยองในอีก 20 ปีข้างหน้า 

 

 

 

จากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม (Deliberative planning) ที่ผ่านมา นำมาสู่โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าระยองให้กลับคืนมีชีวิตชีวาและทันแสกระแสคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบมาจากโครงการ EEC เป็นการบ้านที่คณะทำงานเก็บกลับมาทำกันอย่างเต็มที่และจะนำเสนอในกระบวนการร่วมหารือ ครั้งที่ 2 และ 3 จะจัดขึ้นในวันที่ 18 ต.ค. 62 และ 22 พ.ย. 62 ตามลำดับ มีเป้าหมายกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาผังแม่บท รวมทั้งนำเสนอผลขั้นสมบูรณ์การพัฒนาสู่การปฏิบัติต่อไปในอนาคต 

ท้ายที่สุดนี้ เมื่อการพัฒนาโดยรอบเข้ามาใกล้ตัวและส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ อย่างเช่นตัวอย่างของเมืองระยองนี้ ที่เริ่มเกิดสถานการณ์การเป็นโลกคู่ขนานในการพัฒนา หากเราไม่เตรียมพร้อมและตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลง โลกทั้งสองใบอาจไม่พัฒนาไปพร้อมกัน ความไม่สมดุลของการพัฒนาจะเกิดขึ้น รวมถึงไม่ได้ใช้โอกาสที่เข้ามาจากการพัฒนาโดยรอบ ที่จะเป็นส่วนสนับสนุนในการปลุกเมืองเก่าระยองให้ดีดกลับขึ้นมาอีกครั้ง หากเราไม่ต้องการให้เกิดการซ้ำรอยเดิมของการกลายเป็นเมืองที่โตเดี่ยวและไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงตอบโจทย์การสร้างสมดุลใหม่ของกระแสการพัฒนาเมืองรอง เราก็ควรวางแผนของเมืองในอนาคตเสียตั้งแต่วันนี้

 

C:\Users\Larnluang\Desktop\ETC\RAYONG\rayongposter_SI05-01.jpg



ที่มาข้อมูล: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติ