แผงลอยแปงเมือง - พื้นที่เพื่อแรงงาน วิกฤตต้มยำกุ้ง เสน่ห์ท่องเที่ยว

“แผงลอย แปงเมือง”
พื้นที่เพื่อแรงงาน  วิกฤตต้มยำกุ้ง  เสน่ห์ท่องเที่ยว

โดย ทัตพล วงศ์สามัคคี

 

จากการที่ได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย “โลกรอบสถาปัตยกรรมผังเมือง” ในหัวข้อเรื่อง "แผงลอย แปงเมือง" จาก อ.ปาริษา มุสิกะคามะ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในครั้งนี้ ซึ่งการบรรยายได้นำเสนอภายใต้แนวคิดเรื่อง บทบาทแผงลอย ในฐานะการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง ผ่านการเล่าเรื่องจุดเริ่มต้นของแผงลอยตั้งแต่อดีต การมองบริบทของหาบเร่แผงลอยที่มีความสัมพันธ์กับเมืองในด้านต่าง ๆ รวมถึงการนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้น และนิยามของพื้นที่สาธารณะเมืองกับกิจกรรมการค้าแผงลอยบนความสมดุลระหว่างกันและกัน

 

( ที่มาภาพ : https://voicetv.co.th/read/rJQWBtC_Q )

 

หาบเร่แผงลอย เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคนอกระบบ ในยุคเริ่มต้นหมายถึงการดำเนินกิจกรรมการค้ารวมถึงการบริการต่าง ๆ ขนาดย่อม โดยใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นหรือตนเองเป็นเจ้าของ ผ่านการประกอบกิจการที่ใช้ทักษะและความชำนาญ ซึ่งแผงลอยในยุคแรกนั้นเริ่มย้อนไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 และเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาจวบจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของแผงลอยนี้สามารถแบ่งออกเป็นพัฒนาการใน 4 ช่วงเวลา คือยุคทวิลักษณ์ ยุคโครงสร้างนิยม ยุคกฎหมายนิยม และยุคเจตจำนงนิยม 

 

 

ทวิลักษณ์ คือยุคเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรม เกิดเหตุการณ์การดึงแรงงานจากชนบทเข้ามาสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในเขตเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีกลุ่มคนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงการจ้างงานในอุตสาหกรรมได้จากปัจจัยต่าง ๆ และศักยภาพที่ไม่เพียงพอ เศรษฐกิจนอกระบบจึงริเริ่มขึ้นจากเหตุการณ์นี้ สะท้อนผ่านการประกอบกิจการการค้าและการบริการขนาดย่อมของกลุ่มคนดังกล่าว ที่เข้ามาสนับสนุนภาคแรงงานและอุตสาหกรรม

 

โครงสร้างนิยม คือยุคที่มีแนวคิดถึงเศรษฐกิจทั้ง 2 ระบบนั้นเชื่อมโยงกันโดยเศรษฐกิจนอกระบบ สนับสนุนเศรษฐกิจภาคทางการ หรือการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะการมีของกลุ่มการค้าและการบริการขนาดย่อม ดังเช่นภาพแรงงานอุตสาหกรรมจับจ่ายซื้อของจากหาบเร่แผงลอยหน้าโรงงาน เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อจากร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีราคาสินค้าและบริการที่สูงกว่า แต่สิ่งที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือการเกิดแนวคิดของเศรษฐกิจหลักมักจะขูดรีดเศรษฐกิจนอกระบบอยู่เสมอ

 

กฎหมายนิยม เป็นยุคที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของเศรษฐกิจที่เป็นทางการและเศรษฐกิจนอกทางการ โดยเกิดจากตัวบทกฎหมายได้ตีกรอบและขีดเส้นแบ่งเศรษฐกิจทั้ง 2 ภาคไว้ชัดเจน เกิดจากการพัฒนาตัวบทกฎหมายอย่างรวดเร็วแต่ผู้อยู่ภายใต้กฎหมายไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ในระบบได้ คนกลุ่มนั้นจึงเลือกใช้กฎกติกาที่ไม่เป็นทางการของตนเอง และยุคนี้ยังตามมาด้วยการเกิดแนวคิดที่ว่า เศรษฐกิจภาคนอกทางการมีความสัมพันธ์กับสถาบันที่ตนยึดโยงและต้นทุนทางธุรกรรรมที่ต่างกัน

 

เจตจำนงนิยม คือยุคที่เศรษฐกิจนอกทางการคือทางเลือกที่สำคัญของกลุ่มแรงงานที่ไม่เข้าในระบบ แต่เลือกที่จะทำเศรษฐกิจภาคนอกทางการด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ตนเองพอใจ ทั้งความสุข อิสระ รายได้ แต่ความคิดเหล่านี้ก็ย่อมแลกมาด้วยปัจจัยด้านความมั่นคงที่ไม่สามารถเอาชนะเศรษฐกิจในภาคทางการได้

 

จะเห็นได้ว่า แผงลอยนั้นมีตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว ผ่านการพัฒนาการทั้งด้านแนวคิด โครงสร้าง และการปรับตัวไปตามยุคสมัยไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด แผงลอยก็ยังคงอยู่ได้อย่างน่าเหลือเชื่อจวบจนถึงปัจจุบัน  

 

แผงลอยกับการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ

แผงลอยกับกรุงเทพฯ เริ่มต้นมีมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสิน โดยผู้ค้าแบ่งเป็นชาวไทย โดยเป็นอาชีพเพื่อการสะสมทุนของเหล่าสตรี และกลุ่มชาวจีน ซึ่งเป็นช่องทางในการทำการค้าและสร้างกิจการจากการย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

 

ในยุคเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม เกิดการลดนโยบายที่สนับสนุนภาคการเกษตรเพื่อดึงแรงงานเข้าสู่เมือง ภาคการค้าและการบริการขนาดย่อมที่สนับสนุนอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้น หล่อเลี้ยงระบบอุตสาหกรรมจากแรงงานและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

 

ยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่ กลุ่มคนที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจทางการได้ตกงานและเกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก ผู้คนต้องหาช่องทางการเลี้ยงชีพโดยลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้มากที่สุด จึงเกิดที่มาของคำว่า “เปิดท้ายขายของ” ผ่านการนำของใช้มือสองมาขายกันเป็นธุรกิจขนาดย่อม ในยุคนี้จึงมีผู้ค้าและผู้เล่นหน้าใหม่ในกลุ่มชนชั้นกลางที่ผ่านจุดหักเหในชีวิตเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และการปรากฏตัวของกลุ่มผู้ค้านี้ชัดเจนมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

 

(ที่มาภาพ: https://magazine.job-like.com/sensasi-tren-kuliner-2019/)

 

ในยุคของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ บทบาทแผงลอยได้ยกระดับในการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจระดับชาติ กลุ่มสตรีทฟู้ดได้รับการสนับสนุนและผลักดันเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในภาคการค้าที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เกิดนโยบายการสนับสนุนการท่องเที่ยวด้านอาหารเพื่อสนองความต้องการจากภายนอก จนมีคำกล่าวว่า กรุงเทพ เมืองแห่งสตรีทฟู้ด สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้บทบาทและผู้เล่นเปลี่ยนไปจากเดิม ในขณะเดียวกัน นโยบายการสนับสนุนด้านอาหารเพื่อตอบสนองนโยบายการท่องเที่ยว แต่หาบเร่แผงลอยที่สนับสนุนการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไปนั้นไม่ได้รับการกล่าวถึงและพัฒนา และยังคงถูกมองเป็นปัญหาเช่นเดิม

 

ทำเล ที่ตั้ง และการให้บริการของผาบเร่แผงลอย โดยผู้ค้าสองกลุ่มทั้งผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางต่างก็มีปัจจัยการเลือกที่ตั้งและการบริการที่ต่างกัน ในกลุ่มผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมน้อยที่สุด เลือกใช้การเดินเท้าเพื่อเข้าหากลุ่มผู้ซื้อโดยตรง ส่วนผู้ค้าที่มีต้นทุนหรือกลุ่มชนชั้นกลาง เลือกมองผลกำไรเป็นตัวตั้งต้นและเลือกที่ตั้งที่สัมพันธ์ระหว่างสินค้าและผู้บริโภคเป็นหลัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ กลุ่มผู้ค้าที่เป็นชนชั้นกลางเมื่อรวมกลุ่มในทำเลที่เหมาะสม จะดึงดูดกลุ่มผู้ค้าที่มีต้นทุนทางสังคมน้อยตามมาด้วย และสุดท้ายจะตามมาด้วยการแข่งขันภายใน โดยในส่วนมากเกิดขึ้นในพื้นที่การท่องเที่ยวสำคัญ ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมทำให้เกิดผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอยมีมากขึ้นและขยายตัวเป็นวงกว้างในพื้นที่ต่าง ๆ อีกด้วย

(ที่มาภาพ : https://thaienews.blogspot.com/2016/07/blog-post_6.html)

 

แผงลอยแปงเมือง หากจะกล่าวถึงข้อดีของแผงลอยในเมือง คงกล่าวได้ถึงการสร้างอาชีพให้กับคนหลากหลายระดับ การกระจายสินค้าถึงผู้บริโภค สนับสนุนค่าครองชีพที่ต่ำกว่า การสนับสนุนการเดินภายในเมืองเพิ่มความปลอดภัยระหว่างทาง และแผงลอยยังเป็นสิ่งที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับพื้นที่ เป็นเครื่องมือฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจเมืองและสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของเมืองด้วย แต่ในทางกลับกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผงลอยก็มีมาก โดยที่เราพบเจอในปัจจุบันมากที่สุดคือการใช้พื้นที่สาธารณะในการค้าขาย และปัญหาสุขอานามัยที่มาจากการประกอบการของแผงลอย

 

ทางออกที่ได้ประโยชน์ร่วมกันในหลาย ๆ ในฝ่ายตอนนี้ เกิดขึ้นกับภาคเอกชนเป็นหลัก ตลาดและพื้นที่การค้าที่เป็นที่นิยมของกลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบัน สามารถสร้างอัตลักษณ์ที่โดนเด่น มีชื่อเสียง และส่งเสริมภาคเศรษฐกิจให้กับเมืองได้ แต่การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ยังคงมีข้อจำกัดในด้านของค่าเช่าเพื่อการค้า ที่สูงเกินกว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะมีกำลังจ่ายและเข้ามาทำการค้าในพื้นที่ได้

 

เมือง คือ พื้นที่สาธารณะ นิยามของพื้นที่สาธารณะหากเปรียบเทียบกับสินค้า จะจัดอยู่ในประเภทสินค้าที่มีการใช้งานร่วมกันหรือทรัพยากรร่วม โดยเราไม่สามารถกีดกันผู้อื่นเพื่อไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรได้ การใช้งานร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบจึงทำให้ทรัพยากรนั้นเสื่อมโทรมและส่งผลลบด้านการใช้งานต่อคนอื่น ๆ ในสังคมได้

 

หากมองในมุมของผู้ค้า พื้นที่สาธารณะที่สามารถทำการค้าได้ มีทำเลที่เข้าถึงง่าย และมีองค์ประกอบที่สนับสนุนการประกอบกิจการ จะเป็นพื้นที่สาธารณะที่ดี แต่กลับกันในมุมของกลุ่มผู้ใช้งานพื้นที่สาธารณะในการทำกิจกรรมอื่น ๆ กลับมองว่าพื้นที่สาธารณะที่ดี ต้องเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้การดำเนินกิจกรรมนั้นราบรื่น ไม่มีอุปสรรคอย่างกิจกรรมการค้ามาส่งผลกระทบต่อการใช้งาน ซึ่งจากมุมมองของพื้นที่สาธารณะของทั้งสองกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการใช้พื้นที่ที่ต่างกัน ปัญหานี้ยังคงเป็นข้อขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่อง และยังต้องการทางออกที่ชัดเจนในบริบทประเทศไทย

 

โดยสรุปแล้ว พื้นที่สาธารณะที่ดี ต้องเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายอย่างสมดุลกัน ต้องเอื้อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ หากการใช้งานร่วมกันนั้นเกิดข้อขัดแย้งต่อกัน ในเชิงแนวคิดของพื้นที่สาธารณะ จะไม่สามารถกีดกันกิจกรรมนั้น ๆ ออกจากพื้นที่ได้ การรักษาความเป็นพื้นที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องการการควบคุมคุณภาพของพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการของคนทุกกลุ่ม

 

มองเมืองเปลี่ยนผ่านปรากฎการณ์แผงลอย โดยการเกิดและการเพิ่มขึ้นของหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการ gentrification หรือการพัฒนาแทนที่ กลุ่มผู้ค้ารายใหม่เมื่อเข้ามาสู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากจากปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุน หากการรวมกลุ่มและเสถียรภาพทางการค้าในบริเวณนั้นมีประสิทธิภาพมากพอ ในท้ายที่สุดจะเกิดย่านการค้าที่ดึงดูดการพัฒนาและกลุ่มผู้ซื้อจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้จะเป็นการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินภายในพื้นที่ และเป็นการพัฒนาแทนที่กลุ่มคนในย่านเดิมที่ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านมูลค่าและบริบทที่เปลี่ยนไปได้ สิ่งนี้จึงเป็นปัญหาจากการพัฒนาที่ภาครัฐไม่มีมาตรการที่สามารถควบคุมได้

 

การจัดการและพัฒนาให้ถูกจุดของหาบเร่แผงลอยยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน เมืองและภาครัฐได้ประโยชน์จากการค้าริมทางที่มีอยู่ในปัจจุบันมากมายแต่กลับให้ความสำคัญเพียงด้านเดียว การใช้ความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้เกิดความสมดุลกันยังไม่สามารถเกิดเป็นรูปธรรมได้ รวมถึงโอกาสจากการมีการค้าแผงลอยมักตามมาด้วยเงื่อนไขและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมากมายของกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ยังคงต้องการแนวทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากการหาทางออกร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อที่เมืองสามารถใช้จุดนี้เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต