โครงข่ายสีฟ้า...ทางเลือกของการเดินทาง

 

          “ไม่มีรถวิ่งสักคันเดียวในเมืองหลวง ทุกคนไปเรือ แม่น้ำลำคลองเป็นทางไปมาที่ใช้กันบ่อยเกือบทั้งหมด มีถนนที่ปูด้วยอิฐภายในใจกลางเมือง และตลาดนัดและตลาดธรรมดาเพียงเล็กน้อย” (จากบันทึกเรื่องเล่าเรื่อง เมืองสยาม โดยบาทหลวง ปาเลอกัวซ์ ชาวฝรั่งเศส—สมัยรัตนโกสินทร์) หนังสือ Water Brick หน้า 109

 

          จากข้อความดังกล่าว คงทำให้เราได้เห็นถึงบทบาทของแม่น้ำและคลองในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลัก เปรียบได้ว่าเป็นเส้นโลหิตใหญ่ของเมืองที่ไม่ได้ใช้แค่ในการสัญจร แต่ยังใช้ในการค้าขาย การท่องเที่ยว และการคมนาคมอื่น ๆ ของคนไทยในสมัยนั้น บางที่ที่น้ำเข้าไม่ถึง คนไทยก็มักจะช่วยกันขุดคลองให้เป็นทางน้ำไหลผ่านเข้าได้ ทำให้เกิดโครงข่ายของคลองมากมาย หรือจะเรียกได้ว่ากรุงเทพมหานครเป็น “เมืองฐานน้ำ” เมืองที่มีน้ำเป็นรากฐานหลักของเมืองและผู้คน และเรือเองก็เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง จะเห็นได้ว่าคนไทยในสมัยก่อนมีความรู้ความชำนาญในการใช้เรือ สามารถต่อเรือได้เองและเรือที่ต่อก็มักจะมีรูปร่างและขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน

 

 

 

          ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  เกิดสนธิสัญญาเปิดบ้านเปิดเมือง ยอมให้ฝรั่งเข้ามาค้าขาย มีกงสุลฝรั่ง และพ่อค้าฝรั่งเข้ามาค้าขายมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้สร้างถนน เพื่อสร้างพระมหานครให้เจริญรุ่งเรืองตามแบบอารยประเทศ ไม่ให้พวกฝรั่งดูหมิ่นได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมจากแม่น้ำลำคลองมาเป็นถนนในปัจจุบัน

 

Canal                                            Road/Expressway                        Rail System

 

          เมื่อเวลาผ่านไป เมืองได้มีการพัฒนาด้านการคมนาคมอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างถนน ทางด่วน และระบบราง ทำให้ทางเลือกในการสัญจรของคนเมืองและบทบาทของคลองเปลี่ยนไป จากที่เคยเดินทางโดยเรือก็เปลี่ยนเป็นใช้รถยนต์ หรือรถไฟฟ้า คลองจากที่เคยเป็นหน้าบ้านของคน ก็ถูกลดความสำคัญลง และถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง ยกตัวอย่างเช่น คลองสาทรที่เคยเป็นเส้นทางคมนาคมในการค้าขายที่สำคัญในสมัยก่อน กลับไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน และยังมีคลองอีกหลายแห่งที่ถูกถมหรือสร้างสิ่งสร้างบนคลองทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ คลองบางที่กลายเป็นเพียงที่ทิ้งขยะและส่งกลิ่นเหม็น เป็นภาระของคนเมืองแทนที่การใช้ประโยชน์

 

 

 

          แต่เนื่องจากสภาพทางกายภาพของกรุงเทพฯ ที่มีลำคลองเป็นจำนวนมากในอดีต นี่อาจเป็นข้อดีของระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำ ที่เราจะสามารถลัดเลาะเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานครได้จากโครงข่ายของคลองที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แบ่งเส้นทางการเดินเรือออกเป็น 3 ลักษณะคือ บริการเรือด่วนเจ้าพระยา บริการเรือยนต์ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา และบริการเรือโดยสารประจำทางในลำคลอง ไม่ว่าจะเป็นคลองแสนแสบ คลองพระโขนง คลองภาษีเจริญ และเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา กรมเจ้าท่าได้เปิดทดลองเดินเรือเส้นทางใหม่ ตั้งแต่ท่าเรือบางหว้า (คลองภาษีเจริญ) ถึงท่าเรือท่าช้าง (แม่น้ำเจ้าพระยา) โดยไม่เก็บค่าโดยสาร เป็นเวลา 6 เดือน (ที่มา: https://www.innnews.co.th/politics/news_418595/)

 

 

         

          ระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำ เป็นระบบการขนส่งสาธารณะที่ได้เปรียบในเรื่องเวลา เพราะไม่ต้องไปแชร์พื้นที่ทางถนนกับรถส่วนตัวของคนในเมือง ได้เปรียบในเรื่องของค่าใช้จ่ายเพราะสามารถเคลื่อนที่ในระยะไกลได้ และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้า และยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อสาธารณะอื่นๆ ได้ แต่ถึงอย่างไรระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำก็ยังมีข้อจำกัด ในเรื่องของจำนวนเรือที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน คุณภาพของท่าเรือที่ไม่ได้มาตราฐาน และการเข้าถึงยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ยังมีข้อจำกัด เนื่องด้วยจำนวนเส้นทางการวิ่งของเรือนั้นยังมีน้อยอยู่เมื่อเทียบกับรถเมล์

 

(ที่มาของภาพ: https://www.posttoday.com/politic/report/467167)

 

          ดังนั้นหากจะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำเป็นทางเลือกที่ดีมากขึ้น เราจะต้องทำการปรับปรุงท่าเรือให้ได้มาตรฐาน เพิ่มจำนวนของเรือ ขยายสถานีรองรับผู้โดยสาร ขยายเวลาให้บริการ เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตของคนเมือง และเพิ่มเส้นทางในการเดินทางเพื่อให้เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ ของเมืองมากยิ่งขึ้น

 

          ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ก็มีโครงการที่จะพัฒนาท่าเรือที่ชื่อว่า “โครงการสถานีเรือเพื่อทุกคน”  (Active River Station) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูเมืองที่เล็งเห็นโอกาสในการฟื้นฟูพื้นที่ท่าเรือให้กลับมามีบทบาทเป็นพื้นที่ทางสังคมที่มีชีวิตชีวา และทำหน้าที่เป็น “ประตู” เชื่อมโยงสู่ย่านริมน้ำอีกครั้ง เป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางทางน้ำ และยังรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยโครงการได้ทำพื้นที่นำร่อง จำนวน 3 ท่า ได้แก่ ท่าเรือสาทร ท่าเรือท่าราชวงศ์ และท่าเรือท่าดินแดง ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มปรับปรุงบริเวณโป๊ะเรือ และที่พักสำหรับผู้โดยสาร ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องฝากทุกคนติดตามและให้กำลังใจทางเพจเฟสบุ๊ก “สถานีเรือเพื่อทุกคน - Active River Station” ด้วยนะคะ

 

         

          และนอกจากการเดินทางโดยเรือแล้ว เราอาจใช้โครงข่ายของคลองเป็นตัวเลือกของการเดินทางในรูปแบบอื่นๆ ได้อีก โดยเราจะมานำเสนอในครั้งต่อไป หากใครมีไอเดียอย่างไร ก็สามารถมาแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะคะ