ไม่ใช่แก่เกินแกง แต่แก่เกินเมือง: ว่าด้วยเมือง ผู้สูงอายุ และอนาคต

 

เมื่อคิดถึงเมืองภาพที่ติดตามักเป็นถนนที่พลุกพล่านความเร่งรีบและตื่นตัวแต่ในทางตรงกันข้ามเมืองเป็นที่ๆว้าเหว่ที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุ (The Guardian) ปัจจุบันความรู้สึกถูกตัดขาดออกจากสังคมภายนอกกลับกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ผู้สูงวัยโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ในเมืองและในเดียวกันองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าในปี 2060 ประชากรที่อายุเกิน 60 ปีจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและ 66 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเขตเมืองสูงที่สุดในประวัติการณ์ (UN Report) เมืองต่างๆจะหายเหงาได้อย่างไรในขณะที่แก่ตัว?

 

(Photo: https://www.theguardian.com/cities/2016/apr/25/improving-with-age-how-city-design-is-adapting-to-older-populations#img-1)

 

คนแก่ยุคนี้อยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง?

43 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริการู้สึกถูกตัดขาดจากสังคม (The Growing Seasonจริงอยู่มีหลายอย่างเกี่ยวกับคนแก่รุ่น Baby Boomer ที่แตกต่างกับการแก่ของคนยุคก่อนๆพวกเขามีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ และสนุกที่จะทำงานนานขึ้น (Chicago Architecure Foundation) รวมๆแล้วดูจะพึ่งพาตนเองได้ดีแต่หนึ่งในปัญหาที่คนแก่ยุค 21st century ประสบมากที่สุดกลับเป็นความรู้สึกถูกตัดขาดจากสังคมเพราะสิ่งหนึ่งที่คนแก่ยุคไหนๆก็ขาดไม่ได้คือการปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นอื่นๆความโดดเดี่ยวประการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้สูงอายุพวกเขาความดันสูงกว่ามีโอกาสสมองเสื่อมมากกว่าและเสียชีวิตเร็วกว่าผู้สูงวัยที่ปฏิสัมพันธ์กับลูกหลานเป็นประจำ (Social Work Today)  เอลิซ่าเอาท์แมนนักเขียนเรื่องอาหารชาวอเมริกันได้บรรยายความสำคัญของการรับประทานอาหารร่วมกันกับคนสูงวัยในครอบครัวเอาไว้ (TED) เธอเรียกการล้อมวงกินข้าวกันแบบนี้ว่า “Modern Tribal Fire” หรือการนั่งล้อมกองไฟร่วมสมัยซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตในยุคไหนๆก็ตามในอเมริกาเรามีคนแก่ 50 ล้านคนแต่เราอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยให้คุณค่ากับคนแก่สักเท่าไหร่เอาวท์แมนกล่าว

 

 

 

 

(Photo: https://www.theguardian.com/cities/2016/mar/24/my-neighbour-avoids-me-i-was-very-unhappy-your-tales-of-urban-loneliness#img-1 )

 

จากงานวิจัยของจูเลี่ยนฮอล์ทลัมสแตท (Julianne Holt-Lunstad) ในปี 2015 ที่สำรวจประชากร 3 ล้านคนความเหงาเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้คนอายุสั้นลงได้โดยที่เธอกล่าวว่าผลกระทบของความเหงาที่มากพอๆกับการเป็นโรคอ้วนกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความสำคัญเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นทิมสมิท (Time Smith) นักวิจัยอีกท่านเสริมว่าปัจจุบันโลกของเรามีคนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และเราคาดว่านั่นจะทำให้มีคนเหงาเพิ่มมากขึ้นด้วยและล่าสุดซูซานพิ้งเคอร์ (Susan Pinker) นักจิตวิทยาที่ศึกษาเคล็ดลับการมีอายุที่ยืนยาวของประชากรบนเกาะซาร์ดีเนียประเทศอิตาลีกล่าวว่าการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในเมืองของเราและในนโยบายของเราช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรและทำให้เราอายุยืนขึ้นได้เพราะความสัมพันธ์แบบนี้ชี้เป็นชี้ตายได้จริงๆ

 

บ้านพักคนชราที่ใครๆก็อยู่ได้

ข่าวดีคือในหลายเมืองของยุโรปที่เคยแบ่งแยกที่อยู่ระหว่างผู้สูงอายุและคนวัยทำงานชัดเจนมายาวนานด้วยการส่งคนแก่เข้าบ้านพักคนชราความตื่นตัวเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฏิสัมพันธ์ข้ามวัยและค่าครองชีพที่สูงเกินจะรับไหวกำลังผลักดันให้คนต่างวัยกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง (Intergenetational Living)Humanitasเป็นบ้านพักคนชราในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่รับหนุ่มสาวเข้าไปอยู่โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพียงขอให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ทำกิจกรรมกับคนในบ้านพัก 30 ชั่วโมงต่อเดือนยูเรี่ยนเมนทิงค์ (Jurien Mentink) เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราแห่งนี้เขาอายุ 22 ปีและศึกษาเกี่ยวกับผังเมืองความเร่งรีบของชีวิตประจำวันทำให้เราทั้งยุ่งและน่าเบื่อชีวิตผมน่าเบื่อจนกระทั่งผมได้ไปใช้ชีวิตที่ Humanitas คนมักถามผมว่าไม่เบื่อรึไงที่ต้องคุยกับคนแก่ผมตกใจทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้เพราะการคุยกับคนแก่ก็สนุกพอๆกับการคุยกับทุกคนเมนทิงค์กล่าว

 

(Photo:http://www.goodnet.org/articles/heres-what-happens-when-students-move-into-nursing-home)

 

อีกหลายเมืองมีโครงการคล้ายๆกันไม่ว่าจะเป็นA Home that Fitsที่เฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์Judson Manorบ้านพักคนชราที่คลีฟแลนด์รัฐโอไฮโอประเทศสหรัฐอเมริกาที่รองรับนักศึกษาดุริยางคศิลป์จาก Cleveland Institute of Music โดยให้นักศึกษาเล่นคอนเสิร์ตให้แก่ผู้สูงอายุฟังเป็นการตอบแทนหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Providence Mount St. Vincent ที่ซีแอทเทิลคนชราที่พักอยู่ที่นี่มีอายุเฉลี่ย 92 ปีแต่ศูนย์ได้ตัดสินใจเปิดศูนย์เลี้ยงเด็กอยู่ในตึกเดียวกันThe Growing Seasonเป็นสารคดีที่บันทึกความสัมพันธ์ที่น่าอัศจรรย์ระหว่างคนแก่และเด็กเล็กเอาไว้อย่างน่าประทับใจ

 

เราต้องเลิกสร้างเมืองที่คิดว่าทุกๆคนอายุสามสิบและสุขภาพดี

มาดูกันบ้างว่าองค์กรอื่นๆและเมืองต่างๆทั่วโลกมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเมืองของเราที่แก่ลงทุกที:

  • 8-80 Citiesองค์กรที่เชื่อว่าหากเราออกแบบเมืองให้เด็กอายุ 8 ชวบและคุณยายอายุ 80 อยู่ได้อย่างมีความสุขทุกๆช่วงอายุระหว่างนั้นก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกันพูดง่ายๆว่าไม่ควรมีใครแก่เกินไปที่จะอยู่ในเมืองเราต้องเลิกสร้างเมืองที่คิดว่าทุกๆคนอายุสามสิบและสุขภาพดีจิลพานาโลซ่า (Gil Panalosa) ผู้ก่อตั้ง 8-80 Cities กล่าวชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ 5,000 ถึง 5 ล้านคนสามารถร่วมสร้างสรรค์ 8-80 Cities ได้กับองค์กรในปัจจุบัน 8-80 Cities ได้ร่วมงานกับเมืองในแคนนาดาอเมริกาและเดนมาร์ก
  • รายงานPlanning for Age-Friendly Communities: A Call for Actionที่ตีพิมพ์โดย Ontario Professional Planners Institute ปี 2009 ได้เสนอให้เมืองต่างๆอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ (include) แทนที่จะแบ่งแยกผู้สูงอายุออกไป (segregate) เช่นเมืองต่างๆสามารถสนับสนุนการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยการสร้างสถานที่ทำกิจกรรมให้แก่ผู้สูงอายุแทนบ้านพักคนชราแบบพักอาศัยระยะยาวสถานที่ทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุแบบรายวันประสบความสำเร็จมาแล้วประเทศแถบสแกนดิเนเวีย
  • Aging in Placeเป็นแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านพักและชุมชนของตัวเองได้ในขณะที่ได้รับการดูแลโดยที่รัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในชุมชนของตัวเองได้ต่อไปด้วยบริการต่างๆเช่นการจัดกิจกรรมสังสรรค์ให้ผู้สูงอายุการตรวจสอบคุณภาพของที่อยู่อาศัยการเตรียมความพร้อมเครือข่ายโรงพยาบาลให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงได้แนวทางนี้ถูกพัฒนาขึ้นต่อเนื่องมาจากผลสำรวจของคนแก่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ยืนยันว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปีมีความประสงค์ที่จะอาศัยอยู่ในบ้านของเขาเองในขณะที่แก่ตัวลง
  • Never Too Old to Play: Playground for the elderlies in pictures เป็นกลุ่มภาพที่ถูกบันทึกโดยสำนักข่าว The Guardian ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสนาม ผู้ใหญ่เล่นที่ออกมาสำหรับผู้สูงอายุทั่วโลกสวนลุมก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

(Photo:https://www.theguardian.com/global-development-professionals-network/2016/nov/14/fall-less-city-innovations-ageing-urban-populations#img-1

 

เมืองยอดกตัญญูดูแลคนวัยพลัส

เมืองโทยามะประเทศญี่ปุ่นเป็นเมืองแรกในญี่ปุ่นที่ถูกปรับปรุงให้เป็นมิตรต่อชีวิตวัยพลัสในอดีตประชากรเมืองโทยามะลดลงเป็นจำนวนมากซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเมืองระบบขนส่งมวลชนก็ไม่เป็นมิตรทำให้มีคนใช้เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดโดยที่คนส่วนใหญ่เดินทางโดยรถส่วนตัวในปี 2002 เมื่อมาซาชิโมรินายกเทศมนตรีของเมืองเล็งเห็นว่าการพึ่งพารถส่วนตัวจะสร้างปัญหาให้แก่เมืองภายในอนาคตอีกทั้งประชากรของเมืองมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงอายุเขาจึงได้สร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบาขึ้นบริการประชาชนโดยพื้นของรถรางได้รับการออกแบบให้มีระดับต่ำเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นก้าวขึ้นลงได้สะดวกรถไฟเหล่านี้ยังใช้เทคโนโลยีวัสดุพลาสติกลดการสั่นสะเทือนในจุดเชื่อมต่อระหว่างตู้และรางและบริเวณตัวสถานีก็มีการปรับระดับทางลาดไม่ให้มีสิ่งกีดขวางด้วยการออกแบบที่คิดมาอย่างตกผลึกและเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 100 เปอร์เซ็นต์รถราง LRT ได้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัวนอกจากนี้เมืองโทยามะยังคำนึงถึงศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน (preventative care) รวมไปถึงการสร้างงานให้ผู้สูงอายุ(นิตยสารคิด)

 

 

 

(Photo: https://goo.gl/images/ht7A7n)

 

ประเทศไทยล่ะรับมืออย่างไร?

ประเทศไทยเองก็แก่และเหงาไม่แพ้ใครเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2005 ในขณะที่ประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลง (OKMD) เรามีแผนการรับมือกันหรือไม่ในอดีตครอบครัวเป็นกำลังหลักของการดูแลผู้สูงอายุไทยและครอบครัวแบบขยายเคยเป็นที่แพร่หลายแต่ปัจจุบันเรากลับเห็นการแยกกันอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดส่วนลูกมาทำงานในเมืองหรือแม้แต่ในหมู่ครอบครัวคนเมืองเองการที่ลูกต้องแยกไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่าจำนวนประชากรไทยต่อครัวเรือนลดลงจาก5.2 คนต่อหนึ่งครัวเรือนในปี 2523 เหลือเพียง 3.2 คนต่อหนึ่งครัวเรือนในปี 2553 และการอาศัยอยู่คนเดียวก็เพิ่มมากขึ้นเกือบ 4 เท่าในระยะเวลาเพียง 30 ปีจาก 3.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2523 เป็น 12.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2553

 

เครือข่ายของครอบครัวจะยังคงเป็นสิ่งที่ดูแลผู้สูงอายุไทยได้ต่อไปหรือไม่และเมืองจะสามารถช่วยลูกหลานยุคใหม่ดูแลพ่อแม่ของพวกเขาได้อย่างไร

 

(Photo: https://www.theguardian.com/cities/2016/dec/06/singapore-silver-tsunami-city-state-elderly-workforce-ageing-cities#img-5)

 

ล่าสุดกรมธนารักษ์ได้จับมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีในต้นปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างซีเนียร์คอมเพล็กซ์ (senior complex) ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรบนพื้นที่มากกว่า 72 ไร่ที่จังหวัดสมุทรปราการที่จะมีทั้ง

1.โซนดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้าย (Hospice Zone)

2.โซนบ้านพักหลังเกษียณ (Senior Housing Zone) และ

3.โซนบ้านพักคนชรา (Nursing Home Zone) (กรุงเทพธุรกิจ)

เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรขนาดย่อมสำหรับผู้สูงวัยที่จะแล้วเสร็จในอีก 3-4 ปีข้างหน้าการมีซีเนียร์คอมเพล็กซ์ที่ว่าอาจสามารถเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับคนแก่ที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้หากเมืองของเรายังคงไม่คำนึงถึงคนแก่เช่นในปัจจุบันแต่จากเทรนด์การดูแลคนแก่ทั่วโลกในขณะนี้ที่เน้นการถนอมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุและการคงความสำคัญของผู้สูงอายุในสังคมมากกว่าการแยกผู้สูงอายุออกไปน่าตั้งคำถามว่าซีเนียร์คอมเพล็กซ์เป็นแนวทางในการรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นที่เพียงพอแล้วหรือไม่เพราะสุขภาพใจนั้นสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย