‘ความตรงต่อเวลา’ สิ่งที่ไม่อาจเกิดในกรุงเทพมหานคร

ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่าน มีข่าวที่กลายเป็นเรื่องสนใจทั่วกรุงเทพมหานคร เมื่อท่านผู้ว่าฯ ผู้น่ารักของเราออกนโยบายให้ทางคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการปั๊มแผ่นซีดีเพลง ตรงต่อเวลาแจกจ่ายให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพฯ กว่า 437 แห่ง นำไปเปิดก่อนร้องเพลงชาติ เพื่อปลูกจิตสำนึกและกระตุ้นในเรื่องการตรงต่อเวลาของนักเรียน นำมาซึ่งข้อถกเถียงที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้

 

เราเข้าใจถึงความปรารถนาที่ดีที่ต้องการปลูกฝังจิตสำนึกอันดีแก่เด็กไทย แต่เอ๊ะๆ ลืมอะไรไปหรือเปล่านะ บางทีสาเหตุความไม่ตรงต่อเวลาหรือการมาโรงเรียนสาย อาจไม่ได้มาจากเรื่อง จิตสำนึก เพียงอย่างเดียว มันมีมิติที่ซับซ้อนมากกว่านั้นมากมาย กระทั่งตัวเมืองกรุงเทพฯ เองที่ไม่เอื้อให้เราเดินทางได้ตรงต่อเวลา เราจึงมักได้ยินเสียงบ่นตลอดเวลาว่า เราไม่สามารถควบคุมเวลาได้เลย

 

มามะ UddC จะมาค่อยๆ เลาะตะเข็บปัญหาความตรงต่อเวลาหรือการมาโรงเรียนสายในกรุงเทพมหานครจากบริบทสังคมและเมืองให้ฟังกัน

 

เวลากับเมืองที่ไม่สัมพันธ์กัน

 

ตรงต่อเวลา พวกเราต้องมาให้ตรงเวลา ตรง ตรงตรงเวลา พวกเราต้องมาให้ตรงเวลา เราเกิดมาเป็นคน ต้องหมั่นฝึกตนให้ตรงเวลา วันคืนไม่คอยท่า วันเวลาไม่เคยคอยใคร วันเวลาไม่เคยคอยใคร...”

 

เป็นเรื่องจริงที่ว่า เวลาเป็นสิ่งมีค่า เพราะเวลาเป็นต้นทุนหนึ่งของชีวิตที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาล จึงมีศาสตร์การบริหารเวลาให้ฝึกฝนเพื่อใช้ประโยชน์อันสูงสุดจากหลายสำนัก ทว่าการดำรงชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยากที่จะบริหารเวลาในด้านต่างๆ ได้อย่างที่ใจนึก โดยเฉพาะบริบทการเดินทางด้วยรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่า รถติดมหาศาลจนติดอันดับโลกอยู่เสมอ ซึ่งผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ระบุว่า เราใช้เวลาอยู่ในรถปีละ 800 ชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับการเสียเวลาไปฟรีๆ 1 เดือน 3 วัน

 

สาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่มหาศาล เห็นได้จากสถิติกรมขนส่งทางบกที่พบว่า ยอดจดทะเบียนรถสะสมในกรุงเทพฯ เดือนพฤษภาคม 2560 มีทั้งสิ้น 9,532,157 คัน แม้ทั้งหมดอาจไม่ได้วิ่งพร้อมกัน แต่วันๆ หนึ่งคงต้องมีจำนวนเป็นล้านๆ คันแน่นอน

 

 

ภาพสัดส่วนถนนต่อพื้นที่เมือง

 

อีกทั้งสัดส่วนถนนกับพื้นที่เมืองในกรุงเทพฯ มีปริมาณที่น้อยกว่ามาตรฐาน เพราะตามที่  Dr.Joan Clos Executive Director ของ UN-HABITAT กล่าวไว้ว่า หากเมืองมีสัดส่วนถนนต่อพื้นที่เมืองน้อยกว่า 30%  เมืองจะประสบปัญหาความแออัดเป็นอย่างมาก โดยในสัดส่วนพื้นที่ 2 X 2 กิโลเมตร เมืองนิว ยอร์ก มีสัดส่วนเมืองต่อถนน 38%, เมืองโตเกียวมีสัดส่วน 23% ซึ่งถึงแม้ทั้งสองจะมีสัดส่วนที่สูงใกล้เคียงค่ามาตรฐาน แต่ก็ยังประสบปัญหารถติดอยู่ดี ขณะที่กรุงเทพฯ มีสัดส่วนเพียง 8% (เป็นสัดส่วนที่รวมทางด่วนแล้ว) ฉะนั้นสัดส่วนถนนต่อพื้นที่เมืองที่น้อยมากๆ ของกรุงเทพฯ นำมาซึ่งความหนาแน่นของจราจรที่สูงลิบลิ่วนั่นเอง

 

ไม่เพียงแต่การเดินทางโดยรถยนต์ที่ต้องประสบปัญหา แม้กระทั่งการเดินทางด้วยระบบรางเรายังคำนวณเวลาได้ยากเช่นกัน  เพราะกรุงเทพฯ ไม่มีตารางเวลาเดินรถไฟฟ้าที่แน่นอน หรือจู่ๆ ก็ประสบปัญหาหยุดวิ่งกลางคันโดยไม่บอกสาเหตุใดๆ ผิดจากประเทศญี่ปุ่นที่ระบบขนส่งสาธารณะให้ความสำคัญกับความต่อตรงเวลามาก ล่าสุดมีข่าวคณะผู้บริหารของ Tsukuba Express บริษัทผู้ให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของญี่ปุ่นออกมาแถลงข่าวขอโทษ หลังมีรถไฟขบวนหนึ่งออกเดินทางไปยังสถานีต่อไปเร็วกว่ากำหนด 20 วินาที (ใช่!20 วินาที) สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของเวลาในแต่ละประเทศ

 

นี่ยังไม่นับเรื่องค่าโดยสารราคาแพง เพราะจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2555 พบว่า คนกรุงเทพฯ เสียค่าใช้จ่ายไปกับค่าเดินทางประมาณ 20% ของรายได้ โดยเฉพาะค่า BTS ที่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้การขนส่งระบบรางได้ทุกวัน และต้องพึ่งรถเมล์ในราคาที่ถูกกว่า โดยต้องแลกกับสภาวะรถติดในกรุงเทพฯ เสมอ

 

นับเป็นเรื่องน่าเศร้าและความเจ็บปวดของมนุษย์กรุงเทพฯ ที่ต้องประสบในทุกวัน

 

 

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(ภาพจาก Prachachat)

 

มิติเชิงสังคมกับการมาโรงเรียนสาย

 

“สำหรับผมการเข้าเรียนไม่ตรงเวลา กับการกำหนดเวลาเข้าเรียนมันเกี่ยวข้องกันรศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว เด็กไปเรียนไปทันเวลา มันมีมิติว่าเด็กถูกบังคับต้องเข้าเรียน 8 โมงเช้าตามแบบโบราณ ซึ่งเวลานี้ไม่เหมาะสมแล้วต่างหากครับ”

 

เขาอธิบายให้ฟังว่า การกำหนดเวลาเข้าโรงเรียนเช้าเพื่อเคารพธงชาติตอน 8 โมงเช้า ส่งผลให้เด็กต้องเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนที่กราฟความหนาแน่นของจราจรสูง ยิ่งทำให้การเดินทางยากลำบากมากขึ้น และต้องแลกกับความสิ้นเปลืองมหาศาลทั้งเวลา คุณภาพชีวิต สุขภาพจิต รวมถึงมูลค่าน้ำมัน

 

ต่อมาคือการกระจุกตัวของโรงเรียนในกรุงเทพฯ ในบริเวณใกล้ๆ กัน โดยเฉพาะ ถนนสามเสนที่มีโรงเรียนประถมและมัธยมจำนวนมากในเส้นเดียว ไล่ตั้งแต่ โรงเรียนโยธินบูรณะ, โรงเรียนเซนต์คาเบรียล, โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์, โรงเรียนวัดสังเวช ฯลฯ การถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนในเวลาเดียวกัน ยิ่งเพิ่มปริมาณจราจรมหาศาลในถนนเส้นนั้นๆ

นอกจากนี้ อาจารย์พนิตยังเสริมอีกว่า สังคมไทยมีระบบอุปถัมภ์ที่แข็งแรง ครอบครัวจึงมักส่งเด็กไปเรียนในโรงเรียนที่ดีแม้จะอยู่ไกลบ้านก็ตาม “คำว่า ดี ในที่นี้คือการมีสังคมที่ดี การอยู่ในสังคมที่มีโอกาสมากกว่า พ่อแม่ก็พยายามดิ้นรนหาโรงเรียนที่ดีให้ลูกแม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็จากบ้านก็ตาม ผมคิดว่าคุณภาพการเรียนการสอนแต่ละโรงเรียนไม่แตกต่างกันหรอกครับ แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันคือสังคมอุปถัมภ์ที่แตกต่างกันต่างหาก”

 

ทั้งนี้ แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่มีกฎหมายบังคับให้เด็กเรียนในโรงเรียนละแวกบ้าน ด้วยข้อกำหนดที่ว่าเด็กเล็กต้องสามารถเดินไปโรงเรียนได้ นำมาซึ่งการล็อคด้วยระบบพื้นที่ เป็นสังคมอุปถัมภ์เชิงพื้นที่แทน

 

 

คุณภาคภูมิ มะหะสิทธิ์ ผู้ประกอบการสังคมด้านสิ่งแวดล้อม

 

ฝรั่งเศสกับการบังคับเรียนในโรงเรียนที่เดินถึง

 

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับ คุณภาคภูมิ มะหะสิทธิ์ ผู้ประกอบการสังคมด้านสิ่งแวดล้อมที่ใช้ชีวิตในมหานครปารีสมานาน เล่าให้ฟังถึงข้อบังคับในประเทศฝรั่งเศสว่า เขาจะมีกฎหมายบังคับให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนละแวกไม่เกิน 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ทั่วประเทศ

 

“ในฝรั่งเศส เมืองจะแยกเป็นย่านๆ ในแต่ละย่านจะมีโรงเรียน 1-2 โรงเรียนให้เลือกเท่านั้น ห้ามไปเข้าที่อื่น ห้ามเลย ขณะเดียวกันถ้าบ้านคุณไม่ได้อยู่ในเขตนั้น โรงเรียนเขาก็ไม่ให้คุณเข้าเช่นกัน ฉะนั้นมันจึงเป็นภาคบังคับว่า พ่อแม่ที่จะเอาลูกเข้าโรงเรียนรัฐ จะต้องเข้าอยู่ในพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้ ซึ่งไกลสุดไม่เกิน 5 กิโลเมตร แต่ในความเป็นจริงมักไกลไม่เกิน 1 กิโลเมตรด้วยซ้ำ เป็นระยะที่เดินถึงและปลอดภัย”

 

สิ่งนี้ทำให้เขาเห็นภาพพ่อแม่จูงเด็กเล็กเดินไปโรงเรียนสม่ำเสมอทุกเช้า อีกทั้งยังลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างเด็กอีกด้วย

 

“การบังคับให้เด็กทุกคนมาเรียนในโรงเรียนเดียวกัน เด็กก็จะมีเพื่อนบ้านในละแวกเดียว ทำให้เกิดเป็นสังคม” เขากล่าว “ลูกคนรวยกับลูกคนจนก็จะนั่งเรียนหนังสือด้วยกัน มันจึงไม่เกิดการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม เพราะเด็กทุกคนโตมาด้วยกัน นำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มันเป็นวิถีที่เขาสร้างให้เกิด Big City เป็นการที่ทุกชนชั้นสามารถอยู่ด้วยกันมารวมกันได้”

 

การแก้ไขที่ต้องแลกด้วยความเจ็บ

 

เราคงไม่อาจหาญกล้าเสนอทางออกที่การันตีว่าจะแก้ไขปัญหาตรงต่อเวลาได้หรอก เพียงแต่มันมีเครื่องมือและแนวทางมากมายในช่วยให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น ซึ่งหลายครั้งแนวทางต่างๆ นั้น ไม่เคยได้รับการนำมาใช้จริง

 

ปัญหาตรงต่อเวลาเป็นปัญหาของการจัดการกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน คุณภาคภูมิกล่าว

 

เขาเสนอว่ารัฐกล้าใช้ระบบเดียวกับฝรั่งเศสหรือไม่? ที่จะบังคับการเข้าเรียนของเด็กให้อยู่ภายในระยะเดินถึง เช่น โรงเรียนสาธิตดังๆ ต้องรับเด็กในบริเวณรอบไม่เกิน 5 กิโลเมตรเท่านั้น ผลประโยชน์ที่ตามมาคืออสังหาริมทรัพย์รอบโรงเรียนจะเป็นมีค่ามากขึ้น เกิดการย้ายบ้านมาอยู่รอบโรงเรียนมากขึ้น ลดปัญหาสภาวะบ้านอยู่ทาง-โรงเรียนอยู่ทาง ทั้งยังลดการใช้พลังงานจากรถยนต์ และมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

ส่วนอาจารย์พนิตบอกกับเราว่า หากจะแก้ปัญหาเมือง มนุษย์กรุงเทพฯ ก็ต้องยอมเจ็บ!

 

เจ็บแรกคือการยอมยกเลิกการเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อลดปริมาณความหนาแน่นการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน สองคือยอมเจ็บหากต้องมีการเวนคืนที่เดินเพื่อทลายบล็อกกรุงเทพฯ ที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง เพิ่มพื้นที่ถนนมากขึ้น ซึ่งคนในพื้นที่ต้องยินยอมด้วย อีกทั้งต้องมีการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนผ่านแนวคิด Transit Oriented Development หรือ TOD เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ทั่วถึง คุ้มค่าแก่การลงทุน และเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาจต้องมีการขึ้นภาษีที่ดินแนวรถไฟฟ้า เพื่อลดราคารถไฟฟ้าให้ถูกลง แล้วคนทุกคนจะสามารถใช้บริการได้อย่างเท่าเทียม

 

 

ภาพแผนการพัฒนาพื้นที่ TOD ในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา

(ภาพจาก denverurbanreview

 

“จะแก้ปัญหาเมืองเราต้องยอมเจ็บครับ หากคุณไม่ยอมเสียอะไรสักอย่างมันก็แก้ไม่ได้หรอก เราต้องยอมยกเลิกการเข้าแถวเคารพธงชาติ ยอมเสียพื้นที่ของคุณเพื่อเป็นถนน ยอมเสียภาษีรอบสถานีรถไฟฟ้าเพิ่ม ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผมคิดขึ้นมาใหม่ เพียงแต่เราไม่เคยเปลี่ยนแปลงใดๆ ปัญหาจึงคงอยู่อย่างนี้ต่อไป และไม่มีทางแก้ไขได้หรอกครับ”

 

ฉะนั้นแล้วการแก้ไขปัญหาเรื่องตรงต่อเวลา จึงไม่อาจสามารถแก้ไขด้วย CD เพลงเพียงแผ่นเดียวหรอก หลากหลายมิติที่ซับซ้อนกันอยู่ทำให้เกิดอุปสรรคมากมายต่อการเดินทางให้ตรงเวลา ถึงกระนั้นแนวทางแก้ปัญหามีจุดร่วมเดียวกันคือ มันเป็นปัญหาจากการจัดการของภาครัฐ ที่ต้องลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านใดด้านหนึ่งเสียที

 

 

มันก็คงเหมือนอย่างที่คุณภาคภูมิกล่าวนั่นแหละ เพราะปัญหาตรงต่อเวลาเป็นปัญหาของการจัดการกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน