“Data is the new oil” เมื่อข้อมูลมีค่าดั่งน้ำมัน

ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเมือง ประกอบกับการปฏิวัติเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร แนวคิดหมู่บ้านโลก (Global Village) ของ มาร์แชล แมคลฮาน ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่เพ้อฝันอีกต่อไป  เพราะมันได้เกิดขึ้นจริงแล้วในโลกปัจจุบัน เมื่อแต่ละเมืองที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที 

 

ทุกวันนี้มีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลกสูงถึง 4,000 ล้านคน โดยบริษัท Cisco System ผู้นำด้านไอทีและระบบเครือข่ายทั่วโลกระบุว่า ในปี 2014 มีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลกอยู่ประมาณ 12,000 ล้านชิ้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50,000 ล้านชิ้นในปี 2020

 

สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับสังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์คือ ยุคแห่งข้อมูล (Information Age) ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันข้อมูล (Data) ทั่วทั้งโลกในแต่ละปีมีอัตราการขยายตัวประมาณ 50-60% ในขณะที่ข้อมูลที่ส่งผ่านอุปกรณ์พกพาก็เติบโตขึ้นราว 61% คาดการณ์ว่าในปี 2020 โลกจะมีปริมาณข้อมูลมากถึง 40 เซตตะไบต์ หรือคิดเป็นแผ่นดีวีดีประมาณ 10 ล้านแผ่นเลยทีเดียว

 

ความท้าทายในการใช้ข้อมูลเพื่อตอบคำถามแห่งศตวรรษเมืองได้เริ่มขึ้น ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการให้บริการและการแก้ไขปัญหาของรัฐ ขณะที่รัฐเองก็ต้องการทราบต้องการและข้อมูลจากประชาชนเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุงการดำเนินงาน อาทิ เงินภาษีของประชาชนถูกใช้กับอะไรบ้าง ถนนเส้นไหนปลอดภัย พื้นที่ไหนมีมลภาวะเยอะ พื้นที่ไหนสามารถตั้งแผงลอยได้บ้าง ลงจากรถไฟฟ้าแล้วเดินทางต่อไปไหนได้บ้าง เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า ในยุคปัจจุบันไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ดังนั้นข้อมูลจึงเปรียบเสมือนแหล่งทรัพยากรสำคัญแห่งใหม่ของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับตอนที่มนุษย์ค้นพบวิธีการใช้น้ำมันให้เป็นประโยชน์ครั้งแรก เราจึงมักได้ยินคำเปรียบเทียบที่ว่า “Data is the new oil” เมื่อข้อมูลมีค่าดั่งน้ำมันนั่นเอง

 

 

ข้อมูลกับการฟื้นฟูเมือง

 

นอกจากอินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่งจะทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ติดต่อกันได้อย่างสะดวกแล้ว ยังทำให้เราสามารถสื่อสารกับสิ่งของ (ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต) ได้ด้วย เช่น เราสามารถสั่งเปิดแอร์ที่บ้านก่อนที่เราจะไปถึงบ้านเพื่อให้อุณภูมิเย็นพอดีที่เราถึงได้ เราสามารถสั่งปิดไฟที่ลืมปิดในขณะที่ตัวเราเองเดินทางถึงที่ทำงานแล้ว ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น อินเตอร์เน็ตยังเปิดโอกาสให้เรานำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตัดสินใจได้ อาทิ เราสามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง สภาพภูมิอากาศ เพื่อคำนวณเวลาที่เราต้องออกจากบ้านเพื่อไปให้ทันประชุมได้ ร้านขายของชำสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าเพื่อปรับปรุงรูปแบบการขายให้ดีขึ้น ในขณะที่ผู้บริหารเมืองก็สามารถใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์และระบบอื่นๆ เพื่อตัดสินใจแก้ไขปัญหาจราจร จัดการระบบสาธารณูปโภค หรือจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น

 

ทุกอุตสาหกรรมจะต้องเกี่ยวพันกับอินเตอร์เน็ตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับการฟื้นฟูและการบริหารจัดการเมือง (Urban Regeneration and Governance) ข้อมูลภายในเมืองหรือข้อมูลเมือง (Urban Data) ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร นักวางแผน และนักออกแบบเมืองสำหรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อการวิเคราะห์ หรือเพื่อการตัดสินใจ โดย Cisco System ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลได้เสนอแนวทางการใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาเมืองใน 6 เรื่องหลัก คือ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ที่จอดรถ ความปลอดภัยและระบบป้องกันภัย การเคลื่อนที่ และของเสีย

 

 

แนวทางการใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาเมืองใน 6 เรื่องหลักโดย Cisco System

(ภาพจาก Cisco System)

 

 

ด้วยข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลนั้น จะมีประโยชน์กับเมืองได้ก็ต่อเมื่อสามารถระบุให้ได้ว่า ข้อมูลไหนเป็นประโยชน์กับอะไร และจะสามารถคัดกรองข้อมูลเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แนวคิดเรื่อง Big data จึงถูกนำมาใช้ในการจัดการกับข้อมูลที่จำนวนมหาศาล ทั้งในแง่ของการเก็บรักษาและการใช้งานเพื่อการฟื้นฟูและบริหารจัดการเมืองให้มีประสิทธิมากยิ่งขึ้น อาทิ การจัดทำแผนที่อาชญากรรมจากรวบรวมข้อมูลตำแหน่งและประเภทของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง ทำให้สามารถจัดสรรกำลังตำรวจได้ตรงจุด หรือการรายงานปริมาณน้ำในเขื่อนว่าเหลือมากน้อยเพียงใด เพื่อวางแผนรับมือในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Big data จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและการบริหารจัดการเมืองมากขึ้น แต่สิ่งที่เมืองหลายเมืองต้องประสบปัญหาจากการใช้ Big data เพื่อวิเคราะห์หรือตัดสินใจดำเนินงานบางอย่างภายในเมืองของพวกเขาคือ ความไม่เข้าใจและไม่ไว้ใจของประชาชนต่อข้อมูลหรือการดำเนินการของเมือง อันมีสาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินการแบบบนลงล่าง (top-down) และขาดการเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม และนำมาซึ่งความไม่ไว้ใจในการดำเนินการต่างๆ

  

ดังนั้น นอกเหนือไปจาก Big data แนวคิดเรื่องข้อมูลเปิด (Open data) อันมีรากฐานมาจากประชาธิปไตยตะวันตก จึงเริ่มถูกนำมากลับมาใช้อย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาความไม่เข้าใจและความไม่ไว้วางในของประชาชนที่มีต่อเมือง กล่าวคือ ประชาชนภายในเมือง มีช่องทางในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นกับข้อมูลเมืองที่จะนำมาใช้ให้การวิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการเมืองตนเองมากขึ้น ในขณะที่เมืองเองก็สามารถตอบคำถามและอธิบายเหตุผลของการดำเนินงานต่างๆ ได้ดี หรือโปร่งใสมากขึ้นนั่นเอง

 

 

ข้อมูลเมืองเปิดต่างจากข้อมูลอื่นยังไง

 

การที่ข้อมูลธรรมดาทั่วไป จะได้รับสิทธิในการเรียกตัวเองว่าข้อมูลเมืองเปิดได้ แน่นอนว่า ข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อการบริหารจัดการเมือง และยังต้องผ่านกฎพื้นฐานสำคัญอีก 3 ข้อได้แก่

 

(1) ต้องอยู่ในสภาพที่คนทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปรับเปลี่ยนได้โดยง่าย

 

(2) ต้องอนุญาตให้นำกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ รวมถึงสามารถนำไปผสมผสานกับข้อมูลชุดอื่นได้

 

และ (3) ต้องอนุญาตให้ทุกคนใช้ได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ เช่น การห้ามใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็จะไม่ถือว่าเป็นข้อมูลเปิด (ทั้งนี้ การนำข้อมูลเปิดไปใช้ต้องระบุแหล่งที่มาหรือเจ้าของข้อมูลด้วย)

 

 

ภาพข้อมูลแต่ประเภท ดัดแปลงจาก McKinsey Global Institute

 

 

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ในขณะที่การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการพัฒนาและการบริหารจัดการเมืองกำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของผู้บริหาร นักวางแผน และนักออกแบบเมือง สิ่งที่ท้ายทายกว่านั้นคือการประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องข้อมูลเปิด ในที่นี้คือข้อมูลเมืองเปิด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินงานทั้งของรัฐ เอกสาร และประชาชนทั่วไป

 

ท้ายที่สุดในบริบทของการฟื้นฟูและการบริหารจัดการเมือง หากข้อมูลจะมีค่าดังน้ำมันจริง คงไม่ใช่แค่เมืองนั้นมีข้อมูลเมืองเยอะ หรือวิเคราะห์ข้อมูลเมืองเก่งเพียงเท่านั้น แต่เมืองนั้นจะต้องเปิดเผยข้อมูลเมืองต่อประชาชนเพื่อสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วม และการต่อยอดเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของคนในเมืองเช่นเดียวกับครั้งที่โลกค้นพบ และรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันนั่นเอง

 

 

ข้อมูลจาก