cover

1 ชั่วโมงที่ไม่ (ยอม) เสียเปล่า : การปรับตัวของฉันเมื่อใช้ขนส่งสาธารณะ

 

ทุกเช้าคุณเดินทางไปทำงานอย่างไรคะ
ขับรถส่วนตัว โดยสารขนส่งสาธารณะ ขี่จักรยาน หรือ เดิน

 

           ในประเทศไทยน่าจะมีกรุงเทพมหานครเพียงเมืองเดียวที่ผู้อยู่อาศัยมีทางเลือกในการเดินทางมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัวพร้อมโครงข่ายถนนและทางด่วนอย่างทึ่ครอบคลุม และระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ ทั้งรถโดยสาร เรือ รถไฟฟ้า ฯลฯ 

 

แต่ทำไมการเดินทางของเรากลับไม่สะดวกสบาย ไร้คุณภาพ และไม่สามารถคำนวณเวลาได้ 

 

           ฉันเป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว การเดินทางจากงามวงศ์วานเข้ามาทำงานในย่านใจกลางเมืองอย่างสามย่าน ค่อนข้างมีทางเลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วย BTS ที่ฟังดูคล้ายจะสะดวกสบาย แต่กว่าจะเชื่อมต่อไปถึงระบบรถไฟฟ้าได้ ฉันต้องต่อรถมากมายกว่าจะถึงสถานีหมอชิต ไม่นับว่าต้องฝ่าการจราจรแสนหฤโหดในยามเช้าบนถนนวิภาวดีรังสิต การเดินทางวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายกว่า 100 บาท/เที่ยว

 

           ส่วน MRT คล้ายจะสะดวกสบายเช่นกัน เพราะฉันสามารถเริ่มต้นการเดินทางด้วยขบวนสายสีม่วงใกล้ที่พัก และเชื่อมต่อสายสีน้ำเงิน ลงสถานีสามย่าน แต่นั่นก็แลกด้วยค่าใช้จ่ายรวม 126 บาททีเดียว  

 

(ที่มาภาพ: thaitribune.org)

       

            หากจะเปลี่ยนใจขับรถยนต์ส่วนตัวไป เส้นทางที่สะดวกก็ต้องเป็นการใช้ทางพิเศษราคา 60 บาท และต้องเผชิญกับรถติดที่ไม่อาจคาดเดาได้และค่าน้ำมันทุกเดือนๆ

(ที่มาภาพ: https://talk.mthai.com)

 

            สุดท้ายฉันกลับเลือกเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะอย่าง รถตู้ ในการเดินทางมาทำงานทุกเช้า เพราะสะดวก ด้วยการเดินทางต่อเดียวถึงสถานที่ใกล้ที่ทำงาน และเดินต่อเพียง 500 เมตรก็ถึงที่ทำงาน และมีค่าใช้จ่ายเพียง 40 บาทเท่านั้น แม้การรอคอยรถบางวันก็นานเสียเหลือเกิน

 

 

         

           ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเมืองจำเป็นจะต้องวางแผนการเดินทางทุกครั้ง ทั้งระยะทางและระยะเวลาที่ไม่สามารถคำนวณได้แน่นอน บางวันรถติดไม่มีสาเหตุ  เด็กนักเรียนเปิดเทอมวันแรก ปิดถนนปรับปรุงเส้นทางจราจร รวมถึงสภาพอากาศที่ยากต่อการคาดเดา บางวันฝนตก ทำให้ทุกคนพร้อมใจเอารถส่วนตัวออกมาบนท้องถนน สร้างความหนาแน่นเพิ่มเข้าไปอีก บางวันตกหนักจนน้ำท่วมขัง เดินทางออกจากบ้านก็ลำบาก สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเดินทางในเมือง เราจึงต้องวางแผนว่าสถานที่ทำงานเราไกลแค่ไหน มีวิธีการเดินทางใดบ้าง ในแต่ละแบบใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วประเมินการเดินทางที่เราคิดว่าสะดวกที่สุด ประหยัดและคาดการณ์เวลาเดินทางได้ และที่สำคัญเราต้องสามารถใช้ประโยชน์จากการเดินทางนั้นได้มากที่สุดด้วย

 

            อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนบอกว่าการเดินทาง (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ)  มัน  ‘เสียเวลา’  ในแต่ละวันที่เราเดินทาง จากบ้านไปที่ทำงาน หรือ จากที่ทำงานไปที่นัดหมายกับลูกค้าระหว่างวัน เราติดอยู่บนรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง จากบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร. นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ในเรื่อง “คุยเรื่องเมืองกับความเหงาและปัญหาเศร้าๆ ของคนกรุง : THE MOMENTUM” กล่าวว่า การเดินทางเป็นปัญหาใหญ่ของคนกรุง และราคาที่ต้องเสียไปต่อหัว ต่อทริป ต่อวัน ก็สูงกว่าเมืองอื่นในภูมิภาค คิดเป็น 20% ของค่าใช้จ่าย และเวลาในการเดินทางบนรถเราได้ใช้เวลาเปรียบเทียบ 1 ปี เราอยู่ในรถประมาณเดือนกว่า หรือ 800 ชั่วโมง แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราลองคิดในทางกลับกัน มองมันใหม่ จากการ ‘เสียเวลา’ เป็นการ ‘เพิ่มเวลา’ ในการที่จะเก็บเกี่ยวความรู้และหาข้อมูลใหม่ๆ หรือทำในสิ่งที่ตนเองสนใจนอกเหนือจากเวลางาน

 

            เวลาในการทำงาน 8 ชม. ต่อวัน ของชาวออฟฟิศ  เราแทบไม่มีเวลาว่างในการสนใจอย่างอื่นมากนัก การเสพข่าวหรือติดตามสถานการณ์บ้านเมืองแทบไม่มีเลย ดังนั้น เวลาในการเดินทางนี่แหละจะช่วยเราในส่วนนี้ การเดินทางในยามเช้าเหมาะแก่การติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข่าวในแอปพลิเคชันสำนักข่าวต่างๆ การเข้าเฟสบุ๊ก ดูกิจกรรมดีดี หรือการฟัง podcast ซึ่งเป็นการหาความรู้ได้ง่ายและรวดเร็วในรูปแบบการฟัง บทความ บทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ สรุปข่าว บทสนทนาระหว่างผู้คน ซึ่งเราสามารถทำได้ระหว่างการเดินทาง และตัวอย่าง Podcast ที่น่าสนใจ Mission to the Moon, The Standard เป็นต้น

 

 

             55 นาทีในการเดินทางมาที่ทำงาน ฉันสามารถทำอะไรหลายอย่างที่ตนเองสนใจได้ ไม่ว่าจะเป็น อ่านข่าวจาก Line Official ของสำนักข่าวที่รายงานมาให้ในทุกๆ เช้า เปิดฟัง Podcast บ้าง เข้า twitter อัพเดทข่าวสารต่างประเทศบ้าง และบางครั้งฉันก็เลือกการนอนพักสายตาในยามเช้าอีก 1 ตื่นก่อนจะถึงที่หมายและเดินเข้าซอยมาระยะทางเพียง 500 เมตร เป็นการบูสต์พลังและออกกำลังกายในการเริ่มต้นงานวันใหม่ สร้างคุณค่าให้กับ ‘เวลาในการเดินทาง’ เราก็จะพบว่า เราสามารถทำอะไรต่างๆมากมายที่เป็นประโยชน์และเราก็มีความสุขจากเวลาเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกว่า ‘เสียเวลา’

 

นี่ถ้าฉันวิ่งจ๊อกกิ้งหรือเล่นโยคะในรถตู้ได้ ฉันคงชวนคนข้างๆ ทำไปแล้ว

 

              จะดีกว่าหรือไม่ หากภาครัฐจะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพแก่ประชาชน และคนสนใจมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะและสนับสนุนให้พื้นที่สามารถเดินได้เดินดีมากขึ้น จะส่งผลให้ปริมาณความหนาแน่นของรถบนถนนน้อยลง ลดระยะเวลาในการเดินทาง อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และที่สำคัญ สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ลดมลพิษ ภาวะฝุ่นควันปัญหาใหญ่ในเมืองอย่างที่เราเคยประสบมาได้อีกด้วย และยังทำให้เรามีทางเลือกอื่นๆมากมายในการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์นอกเหนือจากการใช้เวลาในรถยนต์อย่างเดียวเช่นนี้  

 

 

 

ที่มาบทสัมภาษณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล เสรีสกุล

https://www.facebook.com/themomentumco/videos/275341729781157/UzpfSTI3NjI1NTkwMjUwNzM3MToxNDU1NzU0MzY0NTU3NTEz/