East Line - Ease Line ปรับย่านริมทางรถไฟ เพื่อเชื่อมเมืองอย่างสะดวกและผ่อนคลาย

ภาพประกอบบทความ โดย ธนัท หาญสุวรรณ

 

 

ด้านตะวันออกของกรุงเทพครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นรามคำแหง ไปจนถึงพญาไท ราชปรารภ มักกะสัน RCA ทว่าการไม่เชื่อมต่อของพื้นที่ถูกรางรถไฟตัดผ่านทำให้ย่านเดียวกันถูกแบ่งเป็นด้านเหนือ-ใต้ และพื้นที่ก็เติบโตได้ไม่เต็มที่ การพัฒนามักกระจุกอยู่แค่ซีกเดียว

การมีอยู่ของโครงสร้างขนาดใหญ่ในเมืองไม่ว่าจะเป็นทางด่วนสะพานรางรถไฟ ต่างมีราคาที่ต้องจ่ายคือความไม่เป็นมิตรต่อย่าน ซึ่งอาจส่งผลไปถึงเศรษฐกิจที่เติบได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งคนที่อยู่ใกล้ยังขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

 

ไอเดียจากงาน Thesis ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย กิต-ธนัท หาญสุวรรณ จึงพยายามนำชีวิตชีวากลับมาให้พื้นที่ที่ถูกตัดขาด ผ่านการสร้างพื้นที่สาธารณะเชื่อมเมืองพื้นที่แรกที่กิตสนใจอยู่ที่ถนนวิภาวดีรังสิต แต่เพราะทางยกระดับบริเวณนั้นเป็น "แผลใหญ่" และยาวยากเกินเยียวยา ด้วยเพียงการสรรสร้างพื้นที่สาธารณะ กิตจึงเขยิบเข้ามาจุดที่ใกล้เมืองมากขึ้นตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา (ผศ. คมกริช ธนะเพทย์ และ ผศ. สุภาพิมพ์ คชเสนี) จนมาลงเอยที่ทางรถไฟสายตะวันออกแม้จะเป็นไอเดียที่ดูเหมือนจะใหญ่โต เพราะเป็นการคิดบนฐานที่รถไฟบนดินอาจต้องหยุดวิ่ง ย้ายลงใต้ดินแทน แต่กิตก็ศึกษาบนฐานของข้อมูลจริง

 

รถไฟสายตะวันออก

 

 

เพราะรถไฟจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางตะวันออกนั้น วิ่งทับซ้อนกันกับแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ทำให้กิตเห็นว่า หากบริหารจัดการได้ดีพอผู้โดยสารทั้งหมดจะย้ายไปใช้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ได้ แถมยังประหยัดเวลาเดินทางได้มากขึ้นด้วย ที่สำคัญคือพื้นที่ระดับพื้นดินจะมีโอกาสเติบโตพัฒนาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ไม่ใช่แค่นั้นข้อมูลการเดินรถ ช่วงปีใหม่ในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่ารถไฟสายตะวันออกมีคนใช้น้อยเป็นอันดับสองรองจากสายแม่กลองส่วนการขนของทางรถไฟกิตเสนอทางเลือกว่าอาจพิจารณาย้ายลงไปใต้ดินเพราะคาดว่าจะคุ้มกว่าในระยะยาว

เมื่อเห็นความเป็นไปได้ของความคุ้มค่าในการลงทุนกิตจึงเริ่มคลี่แต่ละพื้นที่ในสายตะวันออกว่าแต่ละจุดที่รางรถไฟตัดผ่านอะไรบ้าง เพื่อดูจุดเด่นและความเป็นไปได้ในการพัฒนา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

ภาพแสดงการพัฒนาย่านมักกะสัน

พญาไทตอนบนที่เชื่อมต่อกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ: มีสถานที่ราชการ ที่พักราชการ ย่านชุมชน ที่พักนักศึกษา ควรทำให้การเข้าถึงของคนบริเวณราชการกับผู้อยู่อาศัยมีพื้นที่ใช้ร่วมกัน เจอกันได้ง่ายขึ้น

ราชปรารภ ประตูน้ำ รางน้ำ: ย่านการค้าเสื้อผ้าที่น่าจะสามารถต่อยอดเป็นสตาร์ตอัพคอมมูนิตี้ รองรับผู้คนในธุรกิจแฟชั่นได้ และพื้นที่บางส่วนปรับเป็นพื้นที่จัดงานแสดงได้

มักกะสัน: ที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่น และตึกออฟฟิศ กิตจึงเสนอให้เป็นพื้นที่นันทนาการ (Recreation Space) สำหรับทุกคน

RCA: ย่านแห่งความบันเทิงรื่นรมย์ยามค่ำคืนที่หากสามารถเชื่อมต่อกับฝั่งสุขุมวิทช่วงทองหล่อ-เอกมัยได้ ทำให้เกิดระบบสัญจรตอนกลางคืนได้

รามคำแหง: ออฟฟิศสตาร์ตอัพและแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่นมีศักยภาพในการทำโฮสเทลหรือที่พักรองรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาจากสนามบิน

 

 

การออกแบบของกิตทำภายใต้ 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ Easy East Line, Easy Urban Life และ Place to be Ease 

ไปมาง่าย Easy Ease Line

ไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่คึกคักไปด้วยคนที่ออกมาใช้งาน แผนการออกแบบที่กิตให้ความสำคัญนั้นรองรับการสัญจรด้วยตัวเอง ในที่นี้รวมทั้งการเดินการใช้จักรยานหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กอื่น ๆ ที่ตัวเองใช้ในการสัญจรได้อย่างสเก็ตบอร์ด เป็นต้น หากใครเข้าย่านมาด้วยตัวเปล่าก็มีจักรยานให้เช่าพร้อมจุดจอด นอกจากการสัญจรด้วยตัวเองแล้ว กิตยังเห็นว่าพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นต้องเอื้อต่อการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเรือ รถ รางอีกด้วย

 

 

ชีวิตสะดวกของคนเมือง Easy Urban Life

การออกแบบของกิตคำนึงถึงผู้ใช้ในย่าน (User Analysis) อย่างเช่นบริเวณสะพานเชื่อมเอกมัย รามอินทรา ที่มีทั้งผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่ประกอบอาชีพค้าขาย และเป็นแหล่งออฟฟิศบริเวณนี้จะเป็นจุดเชื่อมสู่เอกมัยจากรามคำแหง ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอันโดดเด่นซึ่งเป็นจุดที่คนสัญจรผ่าน ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนมาก กิตจึงวางแผนให้บริเวณนี้เป็นทางอาหารเรียงยาวตามทางเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเหล่าพนักงานออฟฟิศ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้จะไม่ได้มีแค่เหล่าพนักงานเท่านั้นเพราะกิตวางให้พื้นที่เชื่อมต่อกับผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่สามารถจับจองพื้นที่ในการขายอาหารเพื่อเป็นแหล่งรายได้ได้ด้วยกิตเชื่อว่าการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีแหล่งประกอบอาชีพที่ใกล้กับที่อยู่อาศัยของตัวเอง

 

 

พื้นที่ผ่อนคลาย Place to be Ease

หนึ่งในสิ่งสุดคลาสสิกสำหรับพื้นที่สาธารณะคือสุดชิลและผ่อนคลายของย่านนี้ประกอบไปด้วยสวน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการวางตำแหน่งว่าจะต้องอยู่ห่างจากแหล่งที่อยู่อาศัย (Residential Area) ในระยะ 300-800 เมตรเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีคนใช้งาน

นอกจากนี้กิตยังวางพื้นที่เพื่อการผ่อนคลายอีกแบบคือพื้นที่สำหรับการแสดง (Performing Space) พื้นที่ที่กิตเห็นว่ายังมีไม่มากในเมืองแห่งนี้

พื้นที่ดังกล่าวจะตั้งอยู่ใกล้ ๆ RCA ซึ่งมีศักยภาพเติบโตเป็นธุรกิจดนตรีขนาดใหญ่ได้ โดยพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นได้ทั้งการเปิดโอกาสให้ใครก็ตามมาแสดงฝีมือของตัวเอง

หากการปรับปรุงพื้นที่นี้สำเร็จกิตเห็นว่าสิ่งที่ดีขึ้นจะไม่ใช่แค่เพียงลักษณะทางกายภาพที่สะดวกสบายหรือการเดินทางที่เอื้อต่อผู้ใช้พื้นที่ แต่เศรษฐกิจของเมืองจะเป็นระบบมากขึ้นด้วย