Good Walk, Save Cost เมืองไม่จน เพราะคนเดิน

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน คุณก็คงสังเกตว่าแต่ละเดือนนั้นคุณจ่ายเงินสำหรับค่าเดินทางไปเท่าไหร่ แน่นอนว่า เราปฏิเสธรายจ่ายส่วนนี้ไม่ได้ หากเรายังต้องเดินทางในเมือง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แต่ละเดือน เราจ่ายค่าเดินทางกันเยอะเกินไป

          คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง และผู้จัดการโครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดี กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในแต่ละเดือน เราเสียเงินกับค่าเดินทางประมาณ 20% ของรายได้ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยหากเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่ใช้จ่ายเงินส่วนนี้เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งปัญหาหลักๆ ก็คือ เราไม่สามารถพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะของเราได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่น การจะมาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ทีที่เป็นขนส่งหลัก ในบางพื้นที่ก็ต้องนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างมายังสถานี ซึ่งราคาค่าโดยสายพอๆ กับค่ารถไฟฟ้าในแต่ละเที่ยวด้วยซ้ำ แต่ในต่างประเทศ  เส้นทางของขนส่งหลักจะครอบคลุมแทบทั้งเมือง และใช้การเดินเป็นระบบขนส่งรองแทน

แนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ด้วยตัวเองก็คือ การปรับตัวของเรา ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด นั่นคือ การเดิน แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่เราจะเดินได้อย่างสะดวกในเมืองนี้ เพราะปัญหาหนึ่งที่ถูกเพิกเฉยตลอดมา นั่นคือ ทางเท้าที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ชวนให้อยากเดิน ทางจักรยานที่ใช้ไม่ได้จริง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปัญหาอย่างทางเท้า หากได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย  มีหลายเมืองในโลกที่หันมาสนใจพัฒนาทางเท้าให้เอื้อต่อการเดินมากขึ้น จนท้ายที่สุดเศรษฐกิจเมืองดีขึ้น คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อเศรษฐกิจเมืองเติบโตดีขึ้น แล้วสภาพคล่องในกระเป๋าเงินของเราล่ะ จะเป็นอย่างไร?

 

เดินได้เพราะเมืองดี

มีงานวิจัยที่บอกว่า ความเร็วของการเคลื่อนที่ มีผลต่อการจับจ่าย  นั่นหมายความว่ายิ่งคุณเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะแวะซื้อของได้ลำบากมากขึ้น เพราะฉะนั้นหากเมืองไหนที่มีคนใช้แต่รถ การจับจ่ายใช้สอยก็จะไปกระจุกตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการซื้อของแบบ Drive through ที่ต่างคนต่างซื้อแล้วไปยังจุดหมายปลายทางของตน ซึ่งเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก หรือร้านค้าปลีกรายย่อย และคนที่เป็นผู้ซื้อเองก็ไม่มีโอกาสที่จะได้จับจ่ายสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เพราะทางเท้าหน้าร้านหรือที่จอดรถไม่เอื้อต่อผู้ซื้อนั้นเอง 

อีกหนึ่งงานวิจัยนั่นคือของ Roney Tolley ในปี 2011 ที่ประเมินผลกระทบของผู้ค้าปลีก (Retail) และผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นจากการพัฒนาทางเดินเท้าและทางจักรยาน พบว่า การพัฒนาถนนภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีทางเท้าที่เดินดีและมีทางสำหรับจักรยานนั้นมีแนวโน้มทำให้มูลค่าของที่ดินหรือบ้านเช่าเพิ่มสูงขึ้น และพื้นที่เดียวกันจะสามารถดึงดูดนักธุรกิจรายย่อย Startups คนรุ่นใหม่เข้ามาทำธุรกิจถือเป็นการเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจในท้องถิ่น

เมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าและทางจักรยานซึ่งสร้างเศรษฐกิจมวลรวมให้แก่เมือง ได้แก่ เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา จากงาน TED TALK ของ JEFFSPEAK นักวางแผนและออกแบบเมือง ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองพอร์ตแลนด์ในปี 1970 ว่า ช่วงนั้นในช่วงที่ประเทศอเมริกากำลังมุ่งหน้าไปยังตลาดการทำล้ออะไหล่รถยนต์จนทุกเมืองไม่มีความแตกต่างกัน กลุ่มคนในพอร์ตแลนด์และหน่วยงานของเมืองจึงร่วมกลุ่มกันเพื่อจะสร้างให้พอร์ตแลนด์แตกต่างในเมืองอื่นๆ

ในขณะที่การลงทุนกับถนนและทางด่วนเพื่อรองรับรถเป็นหัวใจสำคัญของเมืองอื่นๆ แต่พอร์ตแลนด์กลับเลือกที่จะลงทุนในการใช้จักรยานและเดิน ด้วยการทุ่มเงิน 60 ล้านดอลลาร์สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องจักรยาน และปรับปรุงทางเท้า ทำให้ปัจจุบันคนพอร์ตแลนด์ขับรถเพียงระยะทาง 4 ไมล์และ 11 นาทีต่อวัน นักเศรษฐศาสตร์ คำนวณว่า ระยะทางและระยะเวลาดังกล่าว ได้เพิ่มเศรษฐกิจมวลรวมให้แก่เมืองได้ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ เหตุเพราะพวกเขาไม่ต้องเสียเงินกับการเดินทางในแต่ละวัน เงินจำนวนนั้นจึงถูกจับจ่ายกับธุรกิจท้องถิ่นในเมือง เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง จึงไม่แปลกนักที่พอร์ตแลนด์จะมีร้านหนังสืออิสระตามข้างทาง และร้านสถานที่ชิคๆ คูลๆ ที่ดึงดูดนักศึกษาและนักธุรกิจรุ่นใหม่เข้าไปอยู่และลงทุนในพื้นที่เพียงเพราะเป็นเมืองที่อยู่ง่าย เดินง่ายนั้นเอง

 

 

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=3wPC4YGgjg8

         

อีกหนึ่งประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทย นั่นคือ ประเทศสิงคโปร์ที่ไม่เคยหยุดยั้งเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทางเท้าและจักรยาน รัฐบาลของสิงคโปร์จำกัดจำนวนรถยนต์อย่างเข้มงวดมาก กว่าจะได้ซื้อรถยนต์ส่วนตัวแต่ละคันนั้นต้องมีจะต้องมีใบอนุญาตซื้อรถ (Certificate of Entitlement) ซึ่งมีราคาสูงพอๆ กับรถ และส่งเสริมให้ประชากรใช้ขนส่งสาธารณะ ซึ่งถูกพัฒนาแบบคำนึงถึงผู้ใช้ อาทิ การสร้างหลังคาคลุมเชื่อมต่อระหว่างอาคารกับรถไฟฟ้า อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนสิงคโปร์เดินและปั่นจักรยานด้วยการเปลี่ยนช่องรถยนต์ส่วนหนึ่งให้เป็นทางเท้า ทางจักรยาน ทำให้ย่านสถานที่ราชการและย่านศิลปวัฒนธรรมน่าเดินมากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ สิงคโปร์ถูกจัดอันดับจากสหประชาชาติว่า เป็นประเทศที่มีความสุขเป็นอันดับ 26 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ซึ่งความสุขดังกล่าวนั้นวัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตมวลรวมต่อหัว หรือจีดีพี เสรีภาพในการใช้ชีวิตและการทำงาน เป็นต้น จึงเป็นไปได้ว่าการที่คนสิงคโปร์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายใจ สบายกาย ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเผชิญหน้ารถติด อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนสิงคโปร์มีความสุข

 

ที่มา : https://www.goingplacessingapore.sg/people/2015/Walkability

 

กรุงเทพฯ ล่ะ หากเดินดี จะได้อะไร

การเดินและขนส่งสาธารณะจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนเมือง เพราะจริงๆ แล้วนั้นการเดินเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้เมืองสดใส ในย่านไหนก็ตามที่มีคนออกเดิน ร้านรวงต่างๆ ก็จะตามมา ทางเท้าที่คึกคัก กระตุ้นให้คนออกมาจับจ่าย ในระบบเมืองที่มีการเดินเท้าที่ดี และมีพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการเดิน จะทำให้ผู้คนในเมืองมีปฏิสัมพันธ์ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเจ๋งๆ และประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค

และหากถามว่า ทำไมต้องเดิน จริงๆแล้ว การเดินเป็นกิจกรรมการสัญจรที่ใช้แรงกาย (Active Transport) (ธงชัย พรรณสวัสดิ์ 2556) ที่มีราคาถูกและยืดหยุ่นได้ มีการสำรวจมาว่า ในปีๆ หนึ่งเขตกรุงเทพชั้นในใช้น้ำมันสำหรับคมนาคมถึงปีละ 2.5 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท ทุกครั้งการสัญจรติดหนึบ รถยนต์กำลังเผาผลาญน้ำมันไปอย่างเปล่าประโยชน์และเงินที่เสียไปเป็นเงินในกระเป๋าเงินเราเสียด้วย 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เราเดินกันมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากการนั่งวินมอเตอร์ไซต์เป็นการเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือป้ายรถเมล์ หรือ ใช้ขนส่งสาธารณะที่รัฐบาลจัดสรรให้ นั้นอาจจะช่วยให้เราประหยัดเงินจากการเดินทางวันละแค่ 10 20 บาท แต่เชื่อว่า หนึ่งเดือนผ่านไป เราจะมีเงินเหลือจากค่าเดินทางไปใช้จ่ายในส่วนอื่นแน่นอน และหากเราออกมาเดินกันเยอะๆ เดินให้เมือง (และหน่วยงานใดๆก็ตาม) รู้ว่า ทางเท้านั้นก็สำคัญพอๆ กับทางด่วนและถนน เชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะมีทางเมืองที่ดี และเงินในกระเป๋าที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ยังมีอีกหลายคุณประโยชน์ที่คุณจะได้รับง่ายๆ เพียงแค่เริ่มเดิน มาร่วมติดตามการเปลี่ยนแปลงเมืองที่จะเกิดขึ้นผ่านการสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการเดินเท้าไปกับเรา โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ในระยะที่ 3 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง เร็วๆ นี้