May Day กับชนชั้นผู้ขับเคลื่อนเมือง

 

สวัสดีวันหยุด

 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนสังคมโลกก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม วันนี้อาจเป็นวันที่ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก  ส่วนคุณผู้อยู่ในโลกยุคปัจจุบันอาจอ่านกำลังอ่านบทความนี้ ขณะนอนเอกเขนกที่บ้าน หรือระหว่างทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างเพลิดเพลิน เพราะได้หยุดงาน

 

1 พฤษภาคม เป็นวันที่ประชากรโลกพร้อมใจกันหยุดงานพักผ่อนมากที่สุดอีกวันหนึ่ง เพราะวันนี้คือ “วันแรงงานสากล”  หรือหลายคนเรียกติดปากว่า  “May Day”   

 

 

ภาพ : http://www.chhny.org/

 

May Day มีต้นกำเนิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ของโลกช่วงศตวรรษที่ 18  รู้จักกันดีในนาม “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” (Industrial Revolution) ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1700 จนถึง กลางทศวรรษ 1800  ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่งการคิดค้นเครื่องจักรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม และส่งผลให้ผู้คนเริ่มอพยพเข้าสู่เมืองครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์

 

การผันตัวเองจากเกษตรกรสู่ผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม  ทอดทิ้งชนบทเข้ามาอาศัยในเมืองซึ่งมีพื้นที่และทรัพยากรจำกัด  สร้างปัญหามากมายให้กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษ อาชญากรรม การแพร่กระจายของเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาที่กระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน ทั้งการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปรียบแรงงานดั่งเครื่องจักรรับคำสั่งความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

 

สิ่งที่เกิดขึ้นถูกเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันในการเรียกร้องเพื่อสิทธิ์มากมายที่ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้นกับแรงงานยุคต่อๆ มา และสังคมโลกมาตลอดเวลากว่า 200 ปี

 

 ภาพ : www.history.com

 

ประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นเป็นประเทศอุตสาหกรรมค่อนข้างเต็มตัวในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีหลักฐานว่าเรารับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องจักรเข้ามาใช้เป็นเวลานานแล้ว แต่การระบุถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก เมื่อ พ.ศ.2504 นั้น ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมของไทยอย่างเป็นทางการและเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนโฉมประเทศจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมจวบจนปัจจุบัน

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยถึงอาจจะไม่รุนแรงและใช้เวลา แต่ก็แทบไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลกดังที่กล่าวไว้ นั่นคือเกิดการอพยพของแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ สังคมเมืองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเกษตรเริ่มถูกทอดทิ้ง กลุ่มคนใช้แรงงานในเมืองเริ่มมีความสำคัญในสังคมมากขึ้น แต่ในความจริงแล้ว การนิยามความหมายต่อแรงงานของคนทั่วไปอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะเมื่อกล่าวถึงแรงงาน เรามักจินตนาการถึงกรรมกร ลูกจ้างในโรงงาน หรือแม่บ้านตามสำนักงาน

  

ว่ากันง่ายๆ แรงงานในความคิดของใครหลายคนคือ ผู้ที่ใช้กำลังมากๆ ในการทำงาน มักเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่าคนทั่วไป จนถึงขั้นการมองกลุ่มคนดังกล่าวเป็นอีกชนชั้นหนึ่งของสังคมที่อาจอยู่ระดับล่างสุดด้วยซ้ำไป แต่แท้จริงแล้ว เราอาจลืมไปว่าตัวเราเองก็เป็นแรงงานตามคำนิยามเช่นกัน

 

ภาพ : www.thairath.com 

 

ไม่เพียงเพื่อใช้แรง แต่เพื่อขับเคลื่อนโลก

 

จริงอยู่ที่ในอดีต แรงงานมักหมายถึงกรรมกร คนแบกหาม หรือคนที่ทำงานอย่างหนักหน่วงในภาคอุตสาหกรรม แต่นั่นคือเมื่ออดีตที่ผ่านมาร่วมสองร้อยปีแล้ว ด้วยโครงสร้างทางสังคม และความก้าวหน้าต่างๆอันก่อให้เกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นในปัจจุบัน การจำกัดความของคำว่าแรงงานจึงเปลี่ยนแปลงไป จากการให้ความหมายของราชบัณฑิตยสถานที่ระบุไว้ว่า “แรงงาน คือ ประชากรในวัยทำงาน ไม่รวมถึงคนพิการ คนวิกลจริต นักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน นักบวช ทหาร ผู้ต้องขังและผู้ประกอบกิจการเพื่อหากำไร; ความสามารถในการทำงานเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ กิจการที่คนงานทำในการผลิตเศรษฐทรัพย์ ผู้ใช้แรงงาน

  

ดังนั้น แรงงานไม่ใช่ผู้ที่ใช้แรงในการทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้สติปัญญาในการทำงาน ก็อยู่ในความหมายของแรงงานด้วยเช่นกัน

 

ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีหลายสิ่งที่แรงงานได้สร้างไว้เป็นมรดกแก่สังคมโลก มรดกที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่า “นี่คือสิ่งที่แรงงานสร้างไว้ให้เรา”

 


ภาพ :  www.thetimes.co.uk

 

สวนสาธารณะในเมือง – เนื่องด้วยผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เมืองกลายเป็นที่อยู่ของคนจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดสลัม และปัญหาด้านสุขภาวะของเมืองตามมา กลุ่มคนกลุ่มแรกๆที่บุกรุกเข้าไปใช้งานสวนของเหล่าขุนนางของอังกฤษเพื่อพักผ่อน และเล่นกีฬาก็เป็นกลุ่มกรรมกรที่อาศัยอยู่ในเมือง จนพัฒนาเป็นขบวนการอุทยานเพื่อประชาชน (People’s Park Movement) ที่เริ่มเรียกร้องให้มีการเปิดสวนและอุทยานให้ประชาชนเข้าไปใช้งานได้อย่างมีเงื่อนไขขั้นแรก จนในที่สุดโลกก็ได้มีสวนสาธารณะที่สร้างจากภาษีประชาชนเป็นที่แรกในปี ค.ศ.1847 ใกล้เมืองลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร ชื่อว่า สวนสาธารณะเบอร์เกนเฮด (Birkenhead Park)และสวนสาธารณะได้กลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานของการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน

  

Eight-hour dayจากคติเดิมที่มองมนุษย์เป็นดั่งเครื่องจักร ทุกคนต้องทำงานวันละ 10-16 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ ประกอบกับการใช้งานเด็กเป็นสิ่งที่ถูกพบได้ทั่วไปจนไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดแปลกสำหรับสังคมในยุคนั้น การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวนชั่วโมงการทำงานจึงเริ่มก่อตัวขึ้น จนเกิดวัฒนธรรมการทำงาน 8 ชั่วโมง ทำกิจกรรมนันทนาการ 8 ชั่วโมง และพักผ่อนอีก 8 ชั่วโมง ซึ่งยังถือปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่มาถึงปัจจุบัน

 


 ภาพ : www.newsbuilder.com

 

เมืองไม่ได้เลือกผู้อาศัย

              

ไทยก็ถือเป็นประเทศอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่งของโลก ถึงแม้รากเดิมของเราจะเป็นสังคมเกษตรกรรม และยังคงมีมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมเกษตรตั้งแต่อดีตให้เห็นอยู่แพร่หลาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในภาคของสังคมเมืองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติจากกรมการปกครอง กระทรวงงมหาดไทย พบว่า ปีพ.ศ.2560 ไทยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกว่า 22.6 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 34 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ ในจำนวนกว่า 22 ล้านคนนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนที่อพยพมาจากพื้นที่ชนบทแล้วตั้งถิ่นฐานในเมืองอย่างถาวร

 

เมื่อเมืองกับแรงงานเป็นของคู่กัน คนเมืองที่มีแต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทั่วโลก พื้นที่เมืองซึ่งมีหน้าที่รองรับผู้คนจากทุกสารทิศเข้ามาอยู่ร่วมกัน กับคนเมืองผู้มีสิทธิ์ในการกำหนดอนาคตของเมืองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร? มาจากไหน? มีวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นหยุดหรือไม่ก็ตาม? ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองด้วยกันทั้งนั้น

  

ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการของเมืองได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง การพัฒนาเมืองที่ไม่ได้ทิ้งใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้หลัง อาจเป็นเป้าหมายที่ทุกคนในเมืองนั้นมีร่วมกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในพื้นที่แห่งความวุ่นวายและหลากหลาย