Open Data ข้อมูลเปิดแบบไทยๆ เปิดแค่ไหน เปิดเมื่อไหร่ เปิดอย่างไร?

 

หลักจากที่เราสำรวจประวัติศาสตร์ ที่มา และผลสำเร็จจากขบวนการทำข้อมูลเปิด หรือ Open Data ในบริบทโลกมาแล้ว บทความนี้จะพาเรากลับมาสำรวจข้อมูลเปิดในบริบทประเทศไทยดูบ้าง

 

สำหรับประเทศไทยเรามีวิวัฒนาการการเปิดข้อมูลมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 โดยมีจุดเปลี่ยนสามจุดสำคัญนั่นคือ หนึ่งการตีพิมพ์ “ราชกิจจานุเบกษา” ครั้งแรก, สองการตรากฎหมายพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540,  และ สามการจัดตั้งเว็บท่า data.go.th

 

การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในประเทศไทยเริ่มต้นจากการตีพิมพ์ “ราชกิจจานุเบกษา” ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2401 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริว่า “ถ้าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐ จะกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีแอบอ้างชื่อของขุนนางหรือพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ไปหลอกลวงและกดขี่ข่มเหงประชาชน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติของพระมหากษัตริย์” ประจวบกับการจัดตั้งโรงพิมพ์หลวงหรือ “โรงพิมพ์พิมพการ” ทำให้เกิดการตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นการสื่อสารระหว่างรัฐบาล (ชนชั้นปกครองในสมัยนั้น) และประชาชนทั่วไป ยังถือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประเทศ

 

โดยหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือที่รายงานกฎหมายทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ  ประมวลกฎหมาย กฎกระทรวง หรือแม้แต่คำสั่งของคณะรัฐประหารก็ต้องได้รับการรายงานในหนังสือนี้ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับปี พ.ศ. 2475 จนถึงฉบับปัจจุบันปี พ.ศ. 2557 กฎหมายจะสามารถบังคับใช้ได้ต่อเมื่อผ่าน การประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ปัจจุบันประชาชนสามารถอ่านประกาศในราชกิจจานุเบกษาผ่านทางเว็บไซต์ www.mratchakitcha.soc.go.th/ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

ภาพปกราชกิจจานุเบกษาฉบับแรกออกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2401

(ภาพจาก mratchakitcha)

 

จากราชกิจจานุเบกษา สู่ data.go.th      

 

จากยุคสื่อสิ่งพิมพ์และการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา ความตื่นตัวด้านข้อมูลปะทุขึ้นอีกครั้งหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปีพ.ศ.2535 นำมาสู่การปฏิรูปการเมืองช่วงปี พ.ศ. 2535-2540 ในช่วงพฤษภาทมิฬรัฐบาลและสื่อไทยปกปิดไม่แพร่ภาพเหตุการณ์ ขณะที่สื่อนอกเช่น BBC และ CNN แพร่ภาพออกมาตามปกติ

 

การปิดบังข้อมูลทำให้ประชาชนตื่นตัวด้านความไม่โปร่งใสของรัฐบาลและผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยมีหลักการสำคัญคือ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” ซึ่งถือเป็นการออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิที่จะรู้ของประชาชน (Right to Know)

 

หมายเหตุของ พ.ร.บ. บัญญัติกล่าวว่า “สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารราชการ โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน” หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการไม่เปิดเผยข้อมูลใดประชาชนสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อ “คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร” (กวฉ.) ได้ และยื่นต่อศาลปกครองในขั้นต่อไป เรียกได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกรอบกฎหมายเริ่มต้นที่ดีในการปูทางให้เกิดการเปิดข้อมูลภาครัฐในยุคปัจจุบัน

 

แผ่นพับสนับสนุนให้ประชาชนร้องเรียนหน่วยงานรัฐบาลใดๆ ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลตามพ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

(ภาพจาก oic)

 

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีกรอบกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเปิดข้อมูลมานานแล้ว แต่หากมองจากตัวเลขความสมบูรณ์ของกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารปี พ.ศ. 2557 ที่จัดทำโดยศูนย์เพื่อกฎหมายและประชาธิปไตย (Center for Law and Democracy) พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนเพียง 76 จาก 150 เกินครึ่งมาเพียงคะแนนเดียว ดัชนีที่เกี่ยวโยงกับการเปิดของข้อมูลภาครัฐโดยตรงคือดัชนีคอรัปชั่น ซึ่งในปีเดียวกันนั้นประเทศไทยจัดอยู่อันดับที่ 85 จาก 174 ประเทศ ด้วยกระแสข้อมูลเปิดและรัฐเปิดที่เริ่มขึ้นทั่วโลก เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (สพธอ.) จึงนำเสนอการทำข้อมูลเปิดเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลภาครัฐและช่วยแก้ปัญหาคอรัปชั่น 

 

ในปีต่อมาสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์  (สรอ.) จึงได้จัดการโครงการศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐ (Open Government Data Center) ภายใต้ชื่อ data.go.th เพื่อเป็นเว็บท่าของฐานข้อมูลภาครัฐ โดยเว็บไซต์เข้าถึงได้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 พบว่ามีข้อมูลอยู่ 1,048 รายการ จากยุคสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่หนังสือราชกิจจานุเบกษาที่รายงานความเคลื่อนไหวของรัฐบาลปัจจุบันในยุคดิจิทัลรัฐบาลไทยสามารถเผยแพร่ข้อมูลที่มีความหลากหลายมากขึ้น ผ่านทางเว็บท่าที่เปิดเป็นสาธารณะ

 

ภาพหน้าเว็บไซต์ data.go.th ของไทย

 

มีกฎหมาย มีเว็บท่า ข้อมูลเปิดพอหรือยัง?

 

ถึงกระนั้น แม้ประเทศไทยจะมีทั้งกรอบกฎหมายและเว็บท่าแล้ว แต่คำถามสำคัญก็คือ ข้อมูลภาครัฐเปิดและเข้าถึงได้จริงหรือไม่?

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Open Data Barometer พบว่าในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 58 ของโลก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้วประเทศไทยถือว่ามีข้อมูลอยู่มากที่สุด แต่ด้อยที่ข้อมูลไม่สามารถประมวลได้ด้วยเครื่อง (not machine readable) และ ไม่สามารถใช้ได้เป็นกลุ่ม (not available in bulk) ข้อมูลเหล่านี้ไม่เข้าเกณฑ์ข้อมูลเปิดที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้ ทำให้ไม่สามารถนำไปต่อยอดในการตรวจสอบและคิดค้นพัฒนา

 

นอกจากปัญหาด้านเทคนิคแล้ว อุปสรรคในการทำให้ข้อมูลภาครัฐเปิดอย่างแท้จริงคือปัญหาทางปฏิบัติ ปัญหาแรกคือปัญหาการตีความ แม้ว่ามาตรา 7 และ 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 จะกำหนดประเภทข้อมูลที่หน่วยงานรัฐฯ ต้องเปิดเผย แต่ก็มีปัญหาด้านการตีความว่าข้อมูลอะไรที่ “อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ” สุดท้ายแล้วรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเปิดเผยข้อมูลอะไรต่อสาธารณะบ้าง ดังนั้น รัฐบาลสามารถเปิดข้อมูลที่เป็นกลาง เช่นการศึกษาสภาพอากาศ แต่ไม่เปิดข้อมูลที่อาจเป็นประเด็นถกเถียงในภายหลังได้ จำพวกรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณทั้งหมดซึ่งมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลสามารถพูดได้ว่าเปิดข้อมูลแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังประชาชนหรือเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด

 

ปัญหาที่สองคือ บทบัญญัติเกี่ยวกับการเปิดข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับตามหน่วยงานต่างๆ ทำให้การเปิดข้อมูลต้องทำแบบแยกส่วน เปิดได้เพียงบางแง่มุม ทำให้ถึงแม้ว่าจะมีเว็บท่าแล้วแต่การตรวจสอบข้อมูลบางอย่างประชาชนต้องเสาะหาหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบในการเปิดข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น หากประชาชนต้องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงแทนที่จะสามารถหาได้จากเว็บท่ากลับต้องเข้าทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)   

 

ปัญหาที่สามคือ การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันเป็นผลจากการรัฐประหาร ยกตัวอย่างเช่นรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 ที่ถึงแม้ว่าจะขยายขอบเขตข้อมูลภาครัฐที่ต้องเปิดเผย แต่กลับมีปัญหาจากมาตราอื่นๆ เช่น มาตรา 133 ที่เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมลับโดยไม่มีข้อจำกัด ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อเกิดการประชุมลับเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุมทั้งหมดจะถูกปกปิดเป็นความลับ

 

นอกจากนี้ปัญหาสำคัญคือวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่คุ้นชินกับหลักการตรวจสอบรัฐบาล จากอดีตที่มีการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นประชาชนยังไม่มีวัฒนธรรมในการเสาะหาข้อมูลและไม่เห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูล นอกจากนี้วัฒนธรรมทั่วไปยังไม่คุ้นชินกับการใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตรวจสอบหรือการออกนโยบาย ตัวอย่างที่เห็นชัดและเห็นบ่อยคือการให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองระดับสูงที่มีอำนาจในการออกแบบเมือง บ่อยครั้งมักพูดถึงนโยบายโดยที่ไม่มีข้อมูลเท็จจริงมาสนับสนุน เมื่อไม่มีข้อมูลมาเกี่ยวข้องก็สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจตามใจชอบ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดหรือสัญญาที่เคยให้ไว้ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือเอาผิดได้ ดังนั้นอุปสรรคการเปิดข้อมูลจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีแต่ยังอยู่ที่วัฒนธรรมของประชาชนคนใช้ข้อมูลอีกด้วย ที่ต้องรู้ถึงอำนาจที่ตนมีและใช้ประโยชน์ให้ได้ประสิทธิผลที่สุด

 

หลักการข้อมูลเปิดมีมานานกว่าศตวรรษ รัฐบาลไทยเองก็เปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านราชกิจจานุเบกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2401 และมีกรอบกฎหมายการเปิดข้อมูลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 หรือเกือบสองทศวรรษ ทว่าการเปิดข้อมูลจะนำมาซึ่งความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อรัฐบาลจริงจังกับการสร้างฐานข้อมูลที่ได้ประสิทธิภาพตามหลักการ และให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านหลายๆ ช่องทาง เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนที่ไม่มีทรัพยากรในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย

 

รัฐบาลเองก็ต้องผันตัวเองจากผู้ควบคุมและเฝ้ามองจากเบื้องบนเป็นพันธมิตรกับประชาชนในการสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงอำนาจต่อรองที่ประชาชนมีต่อรัฐเมื่อทุกคนตระหนักว่าข้อมูลนั้นเป็นของสาธารณะไม่ใช่ของรัฐบาลผู้เดียว

 

ข้อมูลจาก

  • Voice TV 
  • Thaipublica1
  • Thaipublica2 
  • Prachachat1 
  • Prachachat2 
  • data.go.th 
  • data.boonmeelab 
  • opendatabarometer 
  • oic 
  • adslthailand 
  • mratchakitcha
  • การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลแบบเปิด: นวัตกรรมการบริหารราชการแผ่นดินยุคดิจิทัลของประเทศไทย จากการเสวนา เติมชีวิต คืนชีวาประชาธิปไตย https://www.ega.or.th/th/content/890/11677/
  • หนังสือ Digital Future โดย สฤณี อาชวนันทกุล
  • ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงท รัพยากรและบริการพื้นฐานของประเทศไทยโดย อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
  • หนังสือ Open Data in Southeast Asia: Towards Economic, Prosperity, Government Transparency, and Citizen Participation in the ASEAN โดย Manuel Stagars