Work – Life Balance สมดุลที่ว่า….ราคาเท่าไหร่

เรียบเรียงโดย ธรกมล เรียงวงศ์

 

 

หลังนั่งทำงานยาวนานทั้งวัน  มนุษย์ออฟฟิศก็มักหาวิธีต่างๆ เพื่อคลายเหนื่อยล้า บางคนอาจเดินช็อปปิ้ง ออกกำลังกาย หรือกินดื่มสังสรรค์ แต่กับบางคนอาจไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะรู้ดีว่าหนทางในการกลับบ้านนั้นยังอีกยาวไกล อาจพูดได้ว่าเป็นการต่อสู้ในสมรภูมิของการเดินทาง ที่บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง บางคน 1ชั่วโมง แต่สมรภูมิการเดินทางไป-กลับที่ทำงานที่ฉันคุ้นเคย คือ 4 ชั่วโมง  

 

ในขณะที่ การสร้างสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตในแง่อื่น หรือคำคุ้นหูอย่าง Work-Life Balance เป็นองค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดี ในแง่ที่ช่วยลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการในความสำคัญกับองค์ประกอบของชีวิตในแง่ใดแง่หนึ่งมากจนเกินไป แต่การสร้างสมดุลเหล่านั้นก็มีความซับซ้อนอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกเหนือเวลาทำงาน อาจแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกาย พักผ่อน หรือใช้เวลากับคนรอบข้าง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงควบคู่ไปกับการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่การเอื้อให้เกิดการแบ่งเวลาที่มีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความสามารถส่วนบุคคลในการบริหารจัดการเวลา โดยที่เพิกเฉยต่อระบบที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการบริหารจัดการเวลาเหล่านั้นได้

 

ขอขอบคุณภาพจาก prachachat.net

    ขอขอบคุณภาพจาก Prachathai.net

 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ เราจะทำอย่างไรเมื่อ Work-Life Balance กลับกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนบางกลุ่มที่เข้าถึงโอกาสเท่านั้น เช่น คนที่อาศัยในเขตเมืองชั้นใน ใกล้แหล่งงาน หรือคนที่สามารถซื้อหาที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้าเท่านั้น  ยิ่งไปกว่านั้น ระบบขนส่งสาธารณะก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งระบบ และไม่เอื้อต่อการเดินทางของคนทุกกลุ่ม  ส่วนค่าโดยสารรถโดยสารก็เพิ่มราคาสูงมีเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากร การกระจายตัวของแหล่งงาน แหล่งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ต่างๆ ที่เรียกร้องให้เกิดการเดินทางอย่างกระจัดกระจายเพื่อทำภารกิจของแต่ละวัน ส่งผลให้หลายๆคนที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสจำเป็นต้องใช้เวลา ต้นทุนที่มีค่าที่สุดในชีวิตแลกไป ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อพยายามสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตด้วยความเหนื่อยหน่ายของร่างกายและเวลาการพักผ่อนที่แทบจะไม่เหลือเพียงพอ

 

ในช่วงแรกของการทำงานในพื้นที่ใจกลางเมืองที่สามย่าน เขตปทุมวัน ฉันพยายามเป็นอย่างมากในการบริหารสมดุลของการทำงานและการให้เวลากับบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว ดังนั้นจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางไปกลับจากบ้านย่านรามอินทราสู่ใจกลางเมืองอย่างสามย่าน ถึงแม้จะใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานกว่า 2 ชั่วโมง และเดินทางกลับอีก 2 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมงที่หมดไปกับการเดินทาง 

 

ขอขอบคุณภาพจาก JS100 Radio

  ขอขอบคุณภาพจากJS100 Radio

 

ซ้ำร้ายหากวันไหนฝนตก หรือรถติดมากเป็นพิเศษก็ต้องเพิ่มเวลาในการรอคิวรถตู้เพิ่มไปอีก เรียกได้ว่าแต่ละวันฉันไม่สามารถคำนวณเวลาได้อย่างแน่นอน  หากวันไหนมีการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือต้องทำธุระอื่นๆ หลังเลิกงาน ฉันก็ต้องเอาเวลาส่วนนั้นมาแลกกับเวลาในการพักผ่อนออกกำลังกาย หรือเวลานอน ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องพูดถึงการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ ลำพังแค่แรงกายและแรงใจในการทบทวนประสิทธิภาพในการทำงานหรือพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมก็แทบไม่มีเหลือ

 

ฉันเกิดและเติบโตในย่านรามอินทรา ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งอยู่บริเวณกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือจรดไปถึงฝั่งตะวันออก มีถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ เชื่อมต่อไปยังใจกลางเมืองอย่าง เอกมัย ทองหล่อ และถนนสุขุมวิท ถนนลาดปลาเค้าลัดเลาะไปยังโซนลาดพร้าว บางกะปิ ถนนวัชรพลเชื่อมต่อสายไหมและลำลูกกา ถนนนวมินทร์ไปยังถนนเสรีไทยและรามคำแหง รวมทั้งถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันออกที่วิ่งยาวตั้งแต่บางปะอินถึงบางนา-ตราด และยังตัดเข้าถนนมอเตอร์เวย์เพื่อไปสนามบินสุวรรณภูมิได้ในระยะประมาณ 20 - 30 นาที  

 

 

การเดินทางต่างๆอาจไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก ถ้ามองจากมุมของผู้ที่มีความสามารถซื้อรถยนต์และสามารถจ่ายราคาค่าความรวดเร็วของการใช้ทางด่วน แต่การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเส้นถนนรามอินทรากลับกลายเป็นเหมือนสมรภูมิที่ต้องลุ้นในทุกๆวันว่าจะแพ้หรือชนะ ถึงแม้จะมีรถเมล์และรถตู้ประจำทางหลายสาย เช่น รถเมล์สาย 26, 95, 150, 520, และ 554 รถตู้ประจำทางมีนบุรี-จตุจักร, มีนบุรี - หมอชิต 2, มีนบุรี-บางบัวทอง, มีนบุรี - แคราย, มีนบุรี - เดอะมอลล์งามวงวาน, มีนบุรี - แจ้งวัฒนะ, มีนบุรี - ห้างฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต, มีนบุรี - อนุสาวรีชัยสมรภูมิ (ขึ้นทางด่วน 2 และ 3 ทางด่วน), ช่วงรามอินทรา - สีลม แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกับประชากรกว่า 190,681 คน แล้ว ก็คงทำให้นึกภาพตามไม่ยากกับสมรภูมิขนาดย่อมทุกป้ายรถประจำทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนที่เพิ่มความต้องการขึ้นหลายเท่าตัวให้กับรถตู้ที่มุ่งสู่พื้นที่แหล่งงานหรือระบบขนส่งมวลชนทางราง  อย่างสีลม จตุจักร หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 

 

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในประมาณ 120 บาทต่อการเดินทางหนึ่งเที่ยวปกติของทุกวัน แต่หากวันไหนรถติดมากเป็นพิเศษ ก็ต้องยอมจ่ายค่าแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์เพื่อเดินทางไปทำงานให้ทันเวลา ถ้าเป็นการขึ้นแท็กซี่จากรามอินทราไปสามย่านรวมค่าทางด่วนด้วยแล้วก็จะประมาณ 400 บาท แต่ก็จะมีความสะดวกสบายในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงที่ใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์ จากรามอินทราไปลงที่ระบบขนส่งทางรางที่ใกล้ที่สุดเพื่อต่อไปอีกทอด ค่าใช้จ่ายก็จะประมาณ 250 -300 บาท แต่ก็ต้องเจอกับฝุ่นควันรถยนต์ อากาศร้อน ความเสี่ยงอันตรายจากการขับขี่บนท้องถนนที่ทำได้เพียงแค่ลุ้นว่าอุบัติเหตุอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองวันไหน ความเครียดทวีคูณสะสม ยิ่งไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือผ่อนคลายตัวเอง และต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในการจัดการแง่มุมต่างๆในชีวิตของคนเอง วนเป็นวงจรที่นานวันก็ยิ่งเสียสมดุลร่างกายและจิตใจ ไม่สามารถบริหารจัดการเวลาที่เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

 ขอขอบคุณภาพจาก Grab

 

ในที่สุดแล้วก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่พักใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อแลกกับความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน ยอมจ่ายราคาของความสะดวกเพื่อให้ได้มาซึ่งเวลาพักผ่อนที่เพิ่มมากขึ้น และความเหนื่อยหน่ายจากการเดินทางที่น้อยลง เพิ่มความสามารถในการจัดสรรเวลาด้วยการคำนวณเวลาเดินทางที่แน่นอน แต่นั่นก็หมายถึงการต้องจ่ายด้วยต้นทุนและทรัพยากรบางอย่างของชีวิต ภาระค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้งสำหรับมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง และต้องยอมแลกกับการที่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 

 

ค่าที่พักราคา 8,500 บาท ค่าเดินทางผ่านทางระบบขนส่งทางราง 42 บาทต่อเที่ยว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เพิ่มขึ้นจากการอยู่อาศัยคนเดียว ในฐานะของคนที่เพิ่งเรียนจบและได้ทำงานเป็นครั้งแรก ภาระค่าใช้จ่ายนี้เกือบจะเปรียบได้เป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ในแต่ละเดือน แต่เพื่อซื้อเวลาการเดินทางจากสี่ชั่วโมงให้เหลือหนึ่งชั่วโมง เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต ก็เป็นราคาที่ยอมแลก อย่างไม่เต็มใจ 

 

    ขอขอบคุณภาพจาก metro.bemplc.co.th

 

ความสมดุลในชีวิตที่หลายๆ คนกำลังสร้าง จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการเวลาส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่านี่คือผลลัพธ์จากระบบการบริหารและจัดการทรัพยากรของหน่วยงานภาครัฐ นโยบายต่างๆที่ชวนให้ตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีมากน้อยเพียงใด ความไม่สมดุลในการใช้ชีวิตของประชาชนสะท้อนปัญหาของกระบวนการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลักดันนโยบายด้านระบบขนส่งสาธารณะ หากเกิดการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น สร้างอิสระและอำนาจในการบริการจัดการกรุงเทพฯ ให้กับ กทม. อย่างคลอบคลุม นั่นอาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เสียงของทุกคนดังขึ้นสมดุลกับเสียงของผู้ที่มีอำนาจบริหารจัดการ 

 

ความสามารถในการบริหารจัดการเวลาไม่ได้ส่งผลแค่ต่อปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่นี่คือค่าเสียโอกาสอันมหาศาลของรัฐในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาได้อย่างไร ในเมื่อระบบการบริหารจัดการส่งผลให้ทรัพยากรบุคคลไม่แม้แต่จะสามารถบริหารจัดการเวลาในชีวิตตัวเองได้  

 

ที่มา:

http://www.nirvanadaii.com

http://www.bangkok.go.th/bangkhen