10 เทนรด์การใช้ชีวิตเมือง

เทรนด์ที่ 1: ชีวิตเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Ubiquitous life)

ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) มีบทบาทอย่างมากในการอำนวยความสะดวกและรองรับการใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ อุปกรณ์สื่อสารพกพารูปแบบต่างๆ คือปัจจัยที่ 5 ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น วิถีการอุปโภค บริโภค ทำธุรกรรม และการติดต่อสื่อสาร ที่จากนี้ไปสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้แนวโน้มของการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital society and economy) โดยเฉพาะการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ที่สถานที่ ระยะทาง และ เวลาจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน การเติบโตของการเข้าสังคมเครือข่าย (Social Network) ที่ช่วยเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของผู้คนและการแบ่งปันข้อมูล จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ปกป้องคนเมืองจากการถูกคุกคามด้วยข้อมูลและข่าวสารออนไลน์ และ การพัฒนารูปแบบการรักษาการบริการความมั่นคงแปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber security service) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ธุรกรรมดิจิทัล (Digital transaction) และไอซีทีสีเขียว (Green ICT) ซึ่งเป็นรากฐานของการกำเนิดกรุงเทพยูบิควิตัส (Ubiquitous Bangkok)

เทรนด์ที่ 2: รางเชื่อมเมือง (Connected track)

ปัญหาการจราจรที่หนาแน่นและติดขัดจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองชั้นใน จะได้รับการแทนที่ด้วยระบบขนส่งทางรางที่เชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างเขต และ เป็นทางเลือกหลักสำหรับการเดินทางของคนกรุงเทพมหานคร อีกทั้งมีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าตามแนวคิด TOD เพื่อเน้นการเชื่อมต่อกับพื้นที่บริเวณโดยรอบ และ เป็นการส่งเสริมให้ผู้คนใช้การเดินเท้าและจักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น   โดยจะมีการบูรณาการร่วมกับระบบขนส่งประเภทอื่นๆ ได้แก่ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสามล้อ รวมไปถึง ระบบขนส่งทางน้ำเต็มรูปแบบเพื่อการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนเก่าริมน้ำที่กระจายตัวอยู่และยากต่อการเข้าถึงทางถนน โดยที่ผู้โดยสารสามารถเดินทางด้วยระบบบัตรใบเดียวที่สามารถใช้ได้กับการคมนาคมทุกประเภท (One day travelling pass)  ระบบรางยังเอื้ออำนวยให้ระบบส่งสินค้ามีต้นทุนที่ต่ำลงในการขนสินค้าจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังมีความรวดเร็ว และ สามารถคำนวณเวลาได้แน่นอน นอกจากนี้ความสะดวกของระบบขนส่งยังส่งผลกระทบไปยังธุรกิจการส่งสินค้าถึงบ้าน (Delivery service) ที่จะได้รับความนิยมมากขึ้น มีการส่งสินค้าจากมือผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ผู้คนจะนิยมอยู่กับบ้านมากขึ้น ไม่ต้องการออกเดินทางเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ทำให้บทบาทของการช้อปปิ้งในพื้นที่การค้าทั้ง ห้างสรรสินค้า ไฮเปอร์มาร์ท ร้านโชห่วย ตลาดสดและตลาดนัด ลดลง และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การค้าให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะในการใช้เวลาร่วมกัน ผ่อนคลาย หรือ ทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับคนเมืองได้มากขึ้น

เทรนด์ที่ 3: อิสระแห่งการทำงาน (Freedom of Work)

การทำงานออนไลน์ (Online working) จะส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีวิถีการทำงานที่ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกรอบเวลา ไม่ยึดติดองค์กร ไม่ยึดติดสถานที่ จึงทำให้ทำเลของที่อยู่อาศัยไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการทำงาน แนวโน้มการประเมินคุณค่าในการทำงานจะมุ่งมาที่ประสิทธิภาพงาน (Performance-based ) เป็นหลัก  อันจะก่อให้เกิดวิถีชีวิตในรูปแบบอิสระ หลุดออกจากกรอบเดิมๆ โดยจะผลักดันให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบรุ่นใหม่ (New entrepreneur) ที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดแบบเดิม เลือกงานอดิเรกเป็นอาชีพ บนพื้นฐานของต้นทุนและข้อจำกัดในการริเริ่มธุรกิจที่น้อยลง  ซึ่งรวมไปถึงวิถีการทำงานรูปแบบใหม่ เช่น Co-working space หรือ Sharing office กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่เมือง ลักษณะสำคัญคือ ยืดหยุ่น ขนาดเล็ก คุณภาพสูง และมีประสิทธิภาพ หรือ ก่อให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จากเดิมนิยมตั้งอยู่บริเวณชานเมือง โดยจะย้ายที่ตั้งเข้ามาอยู่ใจกลางเมืองแทน อาทิ Bio-technology / Research center / Medical business 

เทรนด์ที่ 4: การบริการสาธารณะที่สะดวก (Convenient Public service)

โดยทั่วไปแล้ว เมืองมหานคร (Megacity) ที่น่าอยู่ ควรการมีปริมาณรถยนต์ที่น้อยลงในเขตพื้นที่ชั้นใน ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจึงมุ่งเน้นการให้บริการแบบครบวงจร (One stop service) โดยวางแผนให้จุดบริการกระจายในทุกพื้นที่และหลากหลายช่องทางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการ อาทิ  การบริการทางการแพทย์ของภาครัฐ ที่ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกสบาย และเคาท์เตอร์เซอร์วิส การบริการออนไลน์ นอกเหนือจากนี้การบริการสาธารณะยังรวมไปถึงระบบโครงข่ายข้อมูลข่าวสาร ที่สนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มรูปแบบในการร่วมตรวจสอบการบริหารงานของภาครัฐ สำหรับทุกคน        

เทรนด์ที่ 5: บูรณะการของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Integrated Cultural Tourism)

ผลลัพธ์จากการฟื้นฟูพื้นที่ย่านเก่าจะส่งผลให้ราคาที่ดินสูงขึ้น เกิดธุรกิจท่องเที่ยวแนวใหม่เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมการท่องเที่ยว ที่เน้นการเข้าถึง รู้ลึก เพื่อให้ได้รับประสบการณ์เชิงพื้นที่มากกว่าการท่องเที่ยวเชิงปริมาณที่เน้นจำนวนสถานที่ท่องเที่ยว ส่งผลให้ธุรกิจที่ดินปรับเปลี่ยนจากการซื้อขายเป็นการปล่อยเช่าที่ดินแบบระยะยาว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจการบริการได้อย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้โครงข่ายการสื่อสารออนไลน์จะมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มมากขึ้น นักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของที่ระลึกผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) เมื่อกลับสู่ถิ่นฐานจึงสามารถซื้อของได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต่อการขนส่งสัมภาระ อย่างไรก็ดี กรุงเทพมหานครมีแนวโน้มในการสูญเสียวัฒนธรรมในแบบดั้งเดิม จากการถูกกลืนกินด้วยพื้นที่พันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เทรนด์ที่ 6: อุตสาหกรรมใหม่กลางเมือง (New urban industries)

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนของสัดส่วนประชากรในการเป็นสังคมผู้สูงอายุ และ จำนวนของชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนระยะยาว (AEC) อุตสาหกรรมใหม่หลากหลายประเภทจะมีการพัฒนาไปในรูปแบบต่างๆเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตดังกล่าว อาทิ   อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และสันทนาการ ที่ไม่เน้นความเร่งรีบมีความผ่อนคลาย หรือ ในด้านโภชนาการที่ผู้คนหันมาเอาใจใส่ด้านสุขภาพมากขึ้น การปลูกผักไร้สารพิษ จะกลายเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรทางเลือกกลางเมือง ตอบรับกระแสการดูแลสุขภาพระดับใหม่ของสังคม แนวโน้มของอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้จะมีการประกอบการในเขตพื้นที่ชั้นใน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว สามารถรองรับการใช้งานในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการบริการขนส่งคมนาคมสาธารณะที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน อันจะส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมา อาทิ การขนส่งสินค้าด้วยด้วยเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Low carbon technology) ที่จะช่วยลดต้นทุนและมลภาวะ นอกจากนี้จะมีการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมในด้านการดัดแปลงอาคารสำนักงานที่มีอยู่เดิมในเขตพื้นที่ชั้นในเพื่อรองรองการใช้งานรูปแบบใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนในการสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ยังสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบด้านที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วอีกด้วย หรือ เกิดอุตสาหกรรมแนวใหม่ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีพลิกมุม (Disruptive technology) หรือ เทคโนโลยีจากต่างประเทศที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงานมากขึ้นประกอบกับเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 7: แหล่งพลังงานหลากหลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Diversified environmental-friendly energy sources)

ความตื่นตัวในการเป็นสังคมปลอดมลพิษและการใช้พลังงานทดแทนในอนาคต จะส่งผลให้เกิดการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและมีการทดแทนด้วยพลังงานทางเลือกต่างๆ อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยเก็บพลังงาน (Battery) ที่ดีขึ้น ลดขีดจำกัดด้านต่างๆ ของอุปกรณ์ เช่น การใช้แบตเตอรี่ลิเธียมในรถยนต์ ซึ่งจะส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลค่อยๆลดจำนวนลงไป โดยมีสถานีจ่ายพลังงานทางเลือกใต้อาคารเข้ามาแทนที่   นอกจากนี้พลังงานที่ได้จากการเดินเท้าหรืออกกำลังกายอันเป็นผลพลอยได้จากการฟื้นฟูทางเท้าในอนาคต ยังสามารถพัฒนาเป็นสถานีพลังงานชุมชนจากการสะสมและเปลี่ยนแปลงพลังงานได้อีกด้วย

เทรนด์ที่ 8: การใช้ประโยชน์ที่ดินและพื้นที่รองรับโครงสร้างประชากรกทม. ใหม่ (Land & Space for New Bangkokian)

ความจำกัดในแง่ของขนาดพื้นที่ กับ ปริมาณของประชากรผู้สูงอายุ และ ผู้ใช้แรงงาน หรือ ผู้มีรายได้น้อยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต คือปัจจัยที่จะผลักดันให้เกิดแนวโน้มการใช้ที่ดินเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยแนวตั้ง โดยมีการพัฒนาอาคารเก่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยรวมแบบ Sharing housing (Space/time) โดยหลักการเดียวกันจะได้รับการปรับใช้กับการดัดแปลงอาคารเก่าขนาดเล็กเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำงานในรูปแบบ SOHO (Small office small home) เพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ และ การเกิดพื้นที่สาธารณะทางแนวตั้งรูปแบบใหม่ (Vertical public space) เพื่อตอบรับกับวิถีชีวิตคนเมือง อาทิ สวนสาธารณะลอยฟ้า หอศิลป์ลอยฟ้า โบสถ์ลอยฟ้า  นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของย่านศูนย์ราชการเดิม เปลี่ยนแปลงย่านเก่าและสร้างอัตลักษณ์ใหม่ด้วยการแทนที่ของคนกลุ่มใหม่ในสังคม อาทิ กลุ่มศิลปิน ชาวต่างชาติ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 9: ความปกติใหม่ขอชีวิตคนเมือง (Urbanite’s New Normal)

การหล่อหลอมรวมกันของวัฒนธรรมหลากหลายจากการเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียน (AEC) และ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คือปัจจัยสำคัญในการก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบใหม่ โดยรูปแบบการดำเนินชีวิตจะมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามรายได้ รสนิยม และอุดมคติ มุ่งสู่การแสวงหาและพัฒนาพื้นที่เฉพาะของตัวตน มีความเป็นปัจเจกในระดับที่สูงขึ้น  ปัญหาความขัดแย้งจากการกีดกัน ความเหลื่อมล้ำ และความผูกพันที่ลดน้อยลงระหว่างกลุ่มคนกับพื้นที่ จะนำไปสู่การแสวงหาสมดุลเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรมจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหลอมรวมอย่างเข้มข้นของกลุ่มคนในสังคมพหุวัฒนธรรม (Multi-culture) และ นวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมแนวใหม่ อาทิ Online dating, การบริการสร้างสังคมสมมติ, การบริการรณรงค์การมีบุตรหลอดแก้วสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน

เทรนด์ที่ 10: การพัฒนาอย่างทั่วถึง (Inclusive development)

เพื่อตอบรับความเท่าเทียมกันในสังคมในแต่ละด้าน การพัฒนาจะดำเนินบนพื้นฐานในการสร้างโอกาสให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งที่ครบวงจร การพัฒนาสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และความเท่าเทียมกันในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล และ มีการการพัฒนาพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อสร้างโอกาสสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มคน ลดปัญหาทางสังคมที่อาจเกิดในภายหน้า  โดยเฉพาะการให้สิทธิประชาชนต่อพลเมืองพลัดถิ่นในระดับที่เท่าเทียมกับพลเมืองไทย โดยจะมีการพัฒนาธุรกิจที่มีความแตกต่างหลากหลายเฉพาะทางแทนที่ธุรกิจที่เน้นปริมาณ เพื่อรองรับกลุ่มประชากรประเภทต่างๆ ในสังคมเมือง

Referenced Project: 
โครงการกรุงเทพฯ 250
Progress Date: 
อังคาร, พฤษภาคม 12, 2015